สำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ

ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 51/29-51-30 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี รหัสไปรษณีย์ 20000 (ด้านในสำนักงานขนส่งเก่าชลบุรี)

ช่องทางติดต่อ

Tel : 098-247-7807, 087-335-7764

Line id : tanaiekkasit

Email: [email protected]

เวลาให้บริการ

วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.00 น.-19.00 น. วันเสาร์อาทิตย์ 10.00-19.00 น.

กรณีมาติดต่อปรึกษาทนายที่สำนักงาน กรุณานัดหมายเวลาล่วงหน้ากับทนายก่อนทุกครั้ง เพื่อความสะดวกของท่าน  

แผนที่สำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ

Comments

comments

ข้อแตกต่างระหว่างการผิดสัญญาทางแพ่งกับการกระทำผิดฐานยักยอก

ข้อแตกต่างระหว่างการผิดสัญญาทางแพ่งกับการกระทำผิดฐานยักยอก
พฤศจิกายน 25, 2018 ทนายเอกสิทธิ์
คดียักยอก ทนายคดียักยอก

        บุคคลใดซึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หากเมื่อถึงเวลาที่เจ้าของกรรมสิทธิ์เรียกร้องให้บุคคลผู้ครอบครองทรัพย์สินส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่ตนเองแล้ว บุคคลผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นปฏิเสธไม่ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ กรณีลักษณะเช่นนี้บุคคลผู้ครอบครองทรัพย์สิน หาได้ความผิดฐานยักยอกเสมอไปเพราะกรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียงการโต้แย้งกรรมสิทธิทางแพ่งเท่านั้น

         ทั้งนี้เพราะการกระทำผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 นั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สาม ซึ่งการเบียดบังนั้นจะต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นออกจากตัวเจ้าของกรรมสิทธิ์ มิใช่เป็นเพียงการยึดถือไว้ชั่วคราวเท่านั้น และนอกจากนี้การกระทำความผิดฐานยักยอกผู้กระทำความผิดจะต้องมีองค์ประกอบภายใน 2 ประการ ได้แก่มีเจตนาธรรมดาซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ดังนั้นถ้าหากผู้กระทำสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินที่ตนเองครอบครองนั้นเป็นของตนเองหรือสำคัญผิดว่าตนเองมีสิทธิ์ยึดถือทรัพย์สินดังกล่าวไว้ย่อมถือว่าผู้กระทำขาดเจตนากระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 62 และยิ่งไปกว่านั้นผู้กระทำผิดยังต้องมีเจตนาพิเศษคือ “เจตนาทุจริต” คือการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากผู้กระทำมิได้กระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ก็ดีหรือกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แต่มีสิทธิจะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี ย่อมไม่เป็นความผิดฐานยักยอกตามกฎหมาย

ซึ่งตัวอย่างคำพิพากษา กรณีที่ถือว่าผู้ครอบครองไม่มีเจตนาเบียดบังทรัพย์ที่ครอบครองในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ หรือผู้ครอบครองขาดเจตนากระทำผิด นั้นมีตัวอย่างเช่น

      1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/ 2516 , 233/2504 ผู้เสียหายฝากเงินไว้กับจำเลยเมื่อผู้เสียหายทวงถามจำเลยแจ้งว่านำเงินไปใช้หมดแล้วแล้วจะผ่อนชำระให้ เช่นนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 672 วางหลักว่าผู้รับฝากไม่ต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่ฝาก ดังนั้นผู้รับฝากจึงมีสิทธิเอาเงินที่รับฝากออกไปใช้ได้เพียงแต่จะต้องใช้คืนให้ครบจำนวนเมื่อผู้ฝากทวงถามเท่านั้น เมื่อผู้รับฝากไม่คืนเงินที่ฝากจึงเป็นเพียงเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แต่ถ้าหากปรากฎว่าเมื่อผู้ฝากทวงถาม ผู้ผู้รับฝากปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากเงินไว้เลย เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้รับฝากมีเจตนาเอาเงินไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ของผู้ฝาก ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอก ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2535 ,273/2486

      2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2547 จำเลยประกอบอาชีพรับเลี่ยมพระ จำเลยทำพระเขาเสียหาย จึงตกลงจะเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นการหักหนี้จำนวน 2 องค์ ต่อมาจำเลยได้เลี่ยมไปแล้วองค์ 1และส่งมอบให้ผู้เสียหายแล้ว ต่อมาจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงเกินไปจึงยึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ดังนี้จำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำไว้เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหาย ไม่ได้มีเจตนาเบียดบังเอาตลับพระทองคำดังกล่าวเป็นของตนเอง ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

       3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2482 นำทรัพย์สินของผู้อื่นที่อยู่ในความครอบครองของตนเอง ไปจำนำโดยมีเจตนาที่จะไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นคืนภายหลังไม่เป็นการเบียดบังทรัพย์สินในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการจำนำในลักษณะที่ไม่มีเจตนาจะไถ่ถอนคืนหรือไม่มีความสามารถในการไถ่ถอนคืนเลยก็เป็นความผิดฐานยักยอกได้ ตัวอย่างเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2507, 1165/2468

       4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2550 , 619/2504 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วไม่คืนทรัพย์สินที่เช่า แต่มิได้ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยยักย้ายหรือเบียดบังทรัพย์สินที่เช่าเป็นของตนเอง เช่นนี้เป็นเพียงข้อพิพาทในทางแพ่งเท่านั้น แต่ทั้งนี้หากปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เช่าทรัพย์สินไปย่อมถือได้ว่ามีเจตนาเบสบังทรัพย์สินนั้นเป็นของตนเอง

       5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2501, 979/2501 ผู้เสียหายนำทรัพย์สินไปจำนำไว้กับจำเลย เมื่อผู้ที่หายไปไถ่ถอนจำเลยไม่ให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าพ้นกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้วจำเลยมีสิทธินำทรัพย์สินนั้นไปขายแก่บุคคลอื่นเช่นนี้ย่อมเป็นเพียงการโต้แย้งสิทธิทางแพ่ง จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดอาญา

       6.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 253/2488 ฝ่ายผู้เสียหายอ้างว่าให้จำเลยเช่าเรือ ถึงเวลาแล้วจำเลยไม่คืนเรือให้ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายขายเรือให้จำเลยแล้วมิใช่เป็นเพียงแค่การเช่า เช่นนี้เป็นเพียงการโต้แย้งกันในทางแพ่งเท่านั้น

      7.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/ 2537 จำเลยไม่คืนทรัพย์พิพาทให้โจทก์ร่วมก็เพราะมีหลักฐานเชื่อได้ว่าอุปกรณ์บางส่วนเป็นของบุคคลอื่นและจะคืนให้ต่อเมื่อโจทก์ร่วมชำระค่าบริการเรียบร้อยแล้วจึงเป็นการใช้สิทธิยึดหน่วงอย่างหนึ่งไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

      8.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8290/2543 โจทก์ว่าจ้างจำเลยหล่อฝาสูบ และได้มอบตัวอย่างฝาสูบให้จำเลย เพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการหล่อฝาสูบ ต่อมาจำเลยทำงานเสร็จไม่ทันภายในกำหนดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกเอาตัวอย่างฝาสูบคืน แต่จำเลยไม่คืนให้โดยอ้างว่าโจทก์จะต้องชำระค่าการงานในส่วนที่จำเลยทำเสร็จแล้วมาให้ก่อนเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิครอบครองไว้เพื่อเรียกร้องทางแพ่งไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

      9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886-887/2470 การต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ครอบครองเป็นของตนเองหากต่อสู้โดยสุจริตยอมเป็นเพียงเรื่องทางแพ่งไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

        ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลำพังเพียงการที่บุคคลใดซึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย และเมื่อถึงเวลาแล้วเจ้าของกรรมสิทธิ์เรียกร้องให้คืนทรัพย์สินแล้วบุคคลนั้นไม่คืนให้ จะถือว่าบุคคลนั้นมีความผิดยักยอกเสียทีเดียวหาได้ไหม แต่จะต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นได้กระทำการเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเพียงแต่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราว ทั้งยังต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีเจตนาธรรมดาหรือมีเจตนาทุจริตในการกระทำความผิดหรือไม่ หากผู้ครอบครองทรัพย์สินไม่ได้กระทำการเบียดบังทรัพย์สินก็ดี หรือไม่มีเจตนากระทำความผิดก็ดี ย่อมไม่เป็นความผิดอาญาฐานยักยอกแต่เป็นเพียงเรื่องทางแพ่งเท่านั้น

ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังกล่าวย่อมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 ที่ว่า  “เมื่อมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”  ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2548

 

Comments

comments