คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

พูดยังไงให้ศาลเชื่อ! สืบพยานอย่างไรให้ชนะคดี

          เวลาที่เราศึกษากฎหมายในห้องเรียน จริง ๆ แล้วแทบไม่มีใครสอนคำว่า “เบิกความลอย ๆ” เพราะคำนี้ไม่ได้อยู่ในตัวบทกฎหมายโดยตรง แต่พอออกมาทำงานจริง โดยเฉพาะสายว่าความหรือขึ้นศาลบ่อย ๆ จะเจอคำนี้แทบตลอด ทั้งในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา

          หลายคดีพยานพูดได้ยาว พูดได้ละเอียด แต่สุดท้ายศาลกลับไม่เชื่อ เพราะเห็นว่าเป็นเพียงการ “เบิกความลอย ๆ” ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานอื่นมารองรับ จนไม่อาจรับฟังเป็นข้อยุติได้

          ดังนั้น การนำพยานเข้าสืบในศาล มันไม่ใช่แค่พูดให้ครบ หรือพูดให้มั่นใจเท่านั้น แต่ต้องทำให้ศาลเห็นด้วยว่า สิ่งที่พยานพูดนั้น “น่าเชื่อถือ” และมีเหตุผลรองรับจริง

          ในบทความนี้ผมเลยจะมาอธิบายให้ฟังว่า คำว่า “เบิกความลอย ๆ” ในทางคดีหมายความว่าอะไร แล้วเวลาจะนำพยานบุคคลเข้าสืบ เราควรวางรูปคดียังไง ถามพยานแบบไหน หรือใช้พยานแวดล้อมและเอกสารยังไง เพื่อให้คำเบิกความมีน้ำหนักมากขึ้น และไม่กลายเป็นแค่คำพูดลอย ๆ ที่ศาลไม่รับฟังครับ

หลักวิชาข้อเท็จจริง

          ก่อนจะเข้าใจว่า ทำไมบางคดีพยานพูดเหมือนกันแต่ศาลเชื่อไม่เท่ากัน เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในทางกฎหมายมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “หลักวิชาข้อเท็จจริง”

          พูดง่าย ๆ หลักนี้ก็คือ หลักในการใช้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไหนควรเชื่อ หรือไม่ควรเชื่อ เพราะเวลาศาลตัดสินคดี ศาลไม่ได้ดูแค่ว่าใครพูดได้เยอะ หรือใครพูดเสียงดังน่าเชื่อกว่า แต่ศาลจะดูว่า สิ่งที่พยานพูดนั้นมีน้ำหนักรับฟังได้มากน้อยแค่ไหน

          แนวคิดนี้มีมานานมากแล้ว โดยมาจากตำราของ หลวงสัตยุทธชำนาญ ซึ่งถือเป็นตำราคลาสสิกทางด้านพยานหลักฐานที่ถูกพูดถึงกันมานานเกือบ 100 ปี แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

          หัวใจสำคัญของหลักนี้ มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ

“มือหนึ่งยื่นข้ออ้าง อีกมือหนึ่งยื่นเหตุผลของข้ออ้าง”

          ประโยคนี้สะท้อนเรื่องการสืบพยานในศาลได้ดีมาก เพราะในการต่อสู้คดีนั้น ไม่ใช่แค่มี “ข้ออ้าง” แล้วศาลจะเชื่อทันที แต่ต้องมี “เหตุผลรองรับ” ด้วย

          คำว่า “ข้ออ้าง” ในที่นี้ หมายถึง ข้อเท็จจริงที่พยานรู้เห็นมาเอง และนำมาเล่าต่อศาลเพื่อสนับสนุนรูปคดีของฝ่ายตน เช่น เห็นใครทำอะไร ได้ยินอะไร มีการพูดคุยตกลงกันอย่างไร หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไหน

          แต่ปัญหาคือ ทุกคนก็พูดได้เหมือนกันหมด ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาต่อว่า สิ่งที่พูดนั้นมี “เหตุผลประกอบ” หรือไม่

          ส่วน “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” ก็คือ สิ่งแวดล้อม ที่มา ที่ไป หรือข้อเท็จจริงอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้เรื่องที่พยานเล่านั้นดูสมเหตุสมผล และตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ เช่น มีเอกสารสอดคล้องกันไหม มีพยานอื่นสนับสนุนหรือไม่ พฤติการณ์โดยรวมสมจริงหรือเปล่า หรือขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปไหม

          พูดง่าย ๆ คือ พยานที่ศาลเชื่อ ไม่ใช่พยานที่พูดเยอะที่สุด แต่เป็นพยานที่ “พูดแล้วมีเหตุผลรองรับ”

          โดยเหตุผลประกอบข้ออ้างนั้น โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ

  1. เหตุผลสามัญ หรือเหตุผลธรรมดาตามปกติของคนทั่วไป
  2. เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางวิชาพิเศษ
  3. เหตุผลทางจิตวิทยา

เหตุผลสามัญ

          หนึ่งใน “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” ที่สำคัญที่สุดในการสืบพยาน ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผลสามัญ” หรือพูดง่าย ๆ คือ เหตุผลธรรมดาตามปกติของมนุษย์ทั่วไป

          เวลาศาลฟังพยาน ศาลไม่ได้ฟังแค่ว่า “พยานพูดว่าอะไร” แต่ศาลจะดูด้วยว่า เรื่องที่พูดนั้น “สมเหตุสมผลไหม” ถ้าเป็นคนที่รู้เห็นเหตุการณ์จริง เขาควรจะตอบรายละเอียดอะไรได้บ้าง มีพฤติการณ์ยังไง หรือมีสิ่งแวดล้อมอะไรที่สอดคล้องกับเรื่องที่เล่า

          ดังนั้น ในการนำสืบพยาน ศาลจึงมักตรวจสอบ “เหตุผลสามัญ” อยู่หลายด้าน เช่น

ที่มาของข้ออ้าง

          ศาลจะดูว่า พยานเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ได้อย่างไร เช่น

  • ทำไมถึงไปอยู่ที่เกิดเหตุ
  • เดินทางมายังไง
  • มากับใคร
  • ขณะนั้นมองเห็นชัดไหม
  • แสงสว่างเป็นยังไง
  • อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุแค่ไหน
  • หลังเห็นเหตุการณ์แล้วทำอะไรต่อ

          เพราะสิ่งเหล่านี้ใช้ตรวจสอบว่า พยาน “อยู่ในจุดที่เห็นเหตุการณ์ได้จริงหรือไม่” หรือเป็นเพียงการแต่งเรื่องขึ้นมาภายหลัง

สภาพของข้ออ้าง

          ศาลจะดูว่า พยานสามารถอธิบายรายละเอียดของสิ่งที่พบเห็นได้มากน้อยแค่ไหน เช่น

  • รูปร่าง ลักษณะ สี หรือขนาดของสิ่งของ
  • จำนวนคนหรือวัตถุ
  • เสียง กลิ่น หรือรายละเอียดเฉพาะ
  • มีตำหนิอะไรที่จำได้เป็นพิเศษไหม

          เพราะคนที่เห็นเหตุการณ์จริง มักจะจำ “รายละเอียดเฉพาะ” ได้เสมอ โดยเฉพาะสิ่งที่ผิดปกติหรือสะดุดตา ยิ่งพยานให้รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกันได้มากเท่าไร น้ำหนักคำเบิกความก็ยิ่งสูงขึ้น

สิ่งแวดล้อมของข้ออ้าง

          ศาลยังดูต่อไปถึงสภาพแวดล้อมรอบเหตุการณ์ด้วย เช่น

  • ตอนนั้นมีใครอยู่ในที่เกิดเหตุบ้าง
  • คนเหล่านั้นแต่งตัวยังไง
  • มีรถอะไรจอดอยู่
  • มีอาวุธหรือสิ่งของอะไรในบริเวณนั้น
  • มีสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งแวดล้อมพิเศษอะไรหรือไม่

          รายละเอียดเหล่านี้สำคัญมาก เพราะใช้เอาไปตรวจสอบกับพยานปากอื่น พยานเอกสาร ภาพถ่าย หรือพยานวัตถุได้ ถ้ารายละเอียดแวดล้อมของพยานหลายปากสอดคล้องกัน คำเบิกความก็จะยิ่งน่าเชื่อถือ

          ดังนั้น ในการสืบพยาน ถ้ามีการนำสืบ “เหตุผลสามัญ” ประกอบข้ออ้าง ศาลจะเห็นได้ง่ายขึ้นว่า พยานปากนั้นรู้เห็นเหตุการณ์มาจริงหรือไม่ เพราะคนที่เห็นเหตุการณ์จริง เวลาพูดถึงรายละเอียดต่าง ๆ เรื่องราวมักจะเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น

          แต่ถ้าไม่ได้รู้เห็นจริง เวลาถูกถามลึกลงไป รายละเอียดมักเริ่มขัดกันเอง เล่าไม่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม หรือไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น จนสุดท้ายศาลอาจมองว่าเป็นเพียง “การเบิกความลอย ๆ” ที่ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือครับ

เหตุผลวิสามัญ

          นอกจาก “เหตุผลสามัญ” ที่เป็นเหตุผลตามปกติของมนุษย์ทั่วไปแล้ว ในทางสืบพยานยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือ “เหตุผลวิสามัญ”

          เหตุผลวิสามัญ ก็คือ เหตุผลที่สามารถอธิบายหรือพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ความรู้เฉพาะทาง หรือหลักทางเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักมีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลสามัญ เพราะไม่ได้อาศัยเพียงความรู้สึกหรือการคาดเดาของมนุษย์ แต่มีหลักการตรวจสอบรองรับได้

          ปัจจุบันต้องยอมรับว่า หลายคดีแพ้หรือชนะกันจาก “เหตุผลวิสามัญ” หรือพยานทางวิทยาศาสตร์นี่เอง โดยเฉพาะในคดีอาญาและคดีที่มีข้อพิพาทเรื่องข้อเท็จจริงโดยตรง

          ตัวอย่างของเหตุผลวิสามัญ เช่น

  • การตรวจพิสูจน์ DNA
  • การตรวจลายมือชื่อ
  • ลายนิ้วมือแฝง
  • วิถีกระสุน
  • ลักษณะและทิศทางของบาดแผล
  • การตรวจวัดแอลกอฮอล์
  • ฤทธิ์และผลของยาเสพติดหรือสารแต่ละประเภท
  • เวลาพระอาทิตย์ขึ้น–ตก
  • ความสว่างของดวงจันทร์ในแต่ละวัน
  • พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด GPS หรือข้อมูลดิจิทัลต่าง ๆ

          เหตุผลวิสามัญเหล่านี้สำคัญมาก เพราะสามารถใช้ “ตรวจสอบ” คำพูดของพยานได้ว่า สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่

          ดังนั้น ถ้าเรานำสืบพยานให้สอดคล้องกับเหตุผลวิสามัญ คำเบิกความของเราก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะศาลไม่ได้เชื่อเพียงตัวบุคคล แต่ศาลเชื่อสิ่งที่สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วย

          ยกตัวอย่างเช่น

  • คดีฟ้องว่าเป็นบิดาของเด็ก แต่มีผลตรวจ DNA ยืนยันว่าไม่ใช่ แบบนี้น้ำหนักของพยานทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีความสำคัญมากกว่าคำกล่าวอ้างลอย ๆ
  • คดีฆ่าคนตาย หากมีการนำสืบเรื่องแนววิถีกระสุนหรือทิศทางบาดแผล เพื่อแสดงว่า ผู้ตายถูกยิงจากด้านหน้า ไม่ใช่ด้านหลัง ก็เป็นการใช้หลักวิทยาศาสตร์มายืนยันข้อเท็จจริง
  • คดีข่มขืน บางครั้งข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่ว่า บาดแผลเกิดจากการใช้กำลังหรือเกิดจากพฤติการณ์อื่น การนำแพทย์หรือหลักนิติวิทยาศาสตร์มาอธิบายลักษณะบาดแผลจึงมีผลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงอย่างมาก
  • หรือบางคดี พยานอ้างว่าสามารถมองเห็นจำเลยได้ชัดในเวลากลางคืน ฝ่ายต่อสู้คดีก็อาจนำสืบเรื่องเวลาพระอาทิตย์ตก ความสว่างของดวงจันทร์ หรือสภาพแสงในวันเกิดเหตุ เพื่อหักล้างว่า ในสภาพดังกล่าวไม่น่าจะมองเห็นได้จริง

          จะเห็นว่า เหตุผลวิสามัญไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในคดีแทบทุกประเภท และยิ่งคดีไหนมีพยานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับรูปคดีมากเท่าไร น้ำหนักในการรับฟังของศาลก็มักจะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นครับ

เหตุผลทางจิตวิทยา

          นอกจากเหตุผลสามัญและเหตุผลวิสามัญแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ศาลใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานอยู่เสมอ ก็คือ “เหตุผลทางจิตวิทยา”

          เหตุผลทางจิตวิทยา คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจ ความรู้สึก ความคิด หรือแรงจูงใจภายในของมนุษย์ ซึ่งอาจส่งผลให้บุคคลหนึ่งพูดจริง พูดเกินจริง เข้าใจผิด หรือแม้แต่โกหกได้

          พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้พยานเล่าเรื่องได้ละเอียด หรือมีเหตุผลภายนอกดูสมจริง แต่ถ้าศาลเห็นว่า พยานมีแรงจูงใจบางอย่าง มีอคติ หรือมีสภาพจิตใจที่ทำให้คำพูดไม่น่าเชื่อถือ ศาลก็อาจไม่รับฟังคำเบิกความนั้นได้

          ตัวอย่างของเหตุผลทางจิตวิทยา เช่น

  • อคติ ความรัก ความโกรธ ความกลัว หรือผลประโยชน์
  • ความสามารถในการสังเกตและจดจำของแต่ละบุคคล
  • อุปทานหมู่หรือการเชื่อตามกัน
  • การเข้าใจไปเอง
  • ความอยากอวดรู้หรืออวดฉลาด
  • การฟังคนอื่นเล่ามาจนคิดว่าเป็นสิ่งที่ตนเห็นเอง

          หลายครั้งเวลาศาลประเมินพยาน ศาลจึงไม่ได้ดูแค่ “เนื้อหา” ที่พยานพูด แต่ดูไปถึง “สภาพจิตใจ” และ “แรงจูงใจ” ของพยานด้วยว่า มีเหตุอะไรที่อาจทำให้คำพูดนั้นคลาดเคลื่อนหรือไม่น่าเชื่อถือหรือไม่

          เรื่องนี้ผมเคยอธิบายไว้ในคลิปเรื่องพยานโกหกในศาลแล้วว่า บางครั้งคนพูดไม่จริง ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจโกหกเสมอไป แต่บางคน “เชื่อไปเอง” จริง ๆ ว่าสิ่งที่ตนจำได้นั้นถูกต้อง ทั้งที่ความทรงจำอาจถูกชี้นำจากข่าว จากคำบอกเล่า หรือจากสภาพแวดล้อมภายหลัง (https://youtu.be/4pYXqLEVt6c)

          ดังนั้น การนำสืบพยานให้สอดคล้องกับเหตุผลทางจิตวิทยา ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คำเบิกความมีน้ำหนักมากขึ้น

          ยกตัวอย่างเช่น

  • คดีพินัยกรรม หากมีการนำสืบว่า ผู้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เรา เพราะเราเป็นคนดูแลใกล้ชิด ดูแลเหมือนลูกหลานจริง ๆ แบบนี้ก็เป็นการอธิบาย “แรงจูงใจทางจิตใจ” ว่าทำไมผู้ตายจึงตัดสินใจเช่นนั้น
  • หรือคดีอาญา หากฝ่ายตรงข้ามเบิกความกล่าวหาเรา การถามให้เห็นว่า พยานมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน หรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็อาจทำให้ศาลมองว่า พยานมีอคติ และคำเบิกความอาจไม่น่าเชื่อถือทั้งหมด
  • บางกรณี พยานอ้างว่าเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วอาจพบว่า พยานไม่ได้เห็นด้วยตนเองจริง ๆ เพียงแต่ฟังข่าว ฟังคนอื่นพูด หรือเห็นภาพจากสื่อหลายครั้ง จนเกิด “อุปทานหมู่” หรือจำสับสนไปเองว่าเคยเห็นเหตุการณ์จริง

          ดังนั้น ในการสืบพยาน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “พยานพูดอะไร” แต่ต้องดูด้วยว่า “สภาพจิตใจและแรงจูงใจของพยาน” ทำให้คำพูดนั้นน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะในหลายคดี ศาลไม่ได้ตัดสินจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินจาก “ธรรมชาติของมนุษย์” ด้วยครับ

คำว่า เบิกความลอย คืออะไร ?

          คำว่า “เบิกความลอย ๆ” เป็นคำที่คนทำคดีหรืออ่านคำพิพากษามักเจอกันบ่อยมาก แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ไม่ได้มีนิยามไว้ในตัวบทกฎหมายโดยตรง

          อย่างไรก็ตาม ถ้ามองตามหลักวิชาข้อเท็จจริง คำว่า “เบิกความลอย ๆ” โดยสาระสำคัญแล้ว ก็คือ การนำสืบข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มี “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” มารองรับ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา

          พูดง่าย ๆ คือ มีแต่ “คำพูด” แต่ไม่มีสิ่งที่ทำให้ศาลเชื่อว่าคำพูดนั้นน่าเชื่อถือจริง

          หลายครั้งคู่ความหรือพยานอาจคิดว่า เพียงแค่ขึ้นศาลแล้วเล่าว่า “เรื่องเกิดแบบนี้” ศาลก็น่าจะเชื่อแล้ว แต่ในความเป็นจริง ศาลไม่ได้ดูแค่ข้ออ้าง ศาลจะดูต่อด้วยว่า เรื่องที่พูดนั้นมีที่มาที่ไป มีเหตุผลรองรับ หรือมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนหรือไม่

          เช่น หากอ้างว่าให้คนอื่นกู้เงินจำนวนมาก ศาลก็อาจต้องการรู้ต่อว่า

  • รู้จักกันมานานแค่ไหน
  • เคยมีการกู้ยืมกันมาก่อนหรือไม่
  • เหตุใดจึงยอมให้กู้เงินจำนวนมากโดยไม่มีหลักประกัน
  • มีแชต ข้อความ หรือเอกสารอะไรแสดงที่มาของการกู้ยืมหรือไม่

          หรือถ้าพยานอ้างว่า เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุ ศาลก็อาจต้องการรู้ต่อว่า

  • เคยรู้จักจำเลยมาก่อนหรือไม่
  • เคยพบเห็นกันกี่ครั้ง
  • ตอนเกิดเหตุอยู่ห่างกันแค่ไหน
  • ทำไมจึงจำได้
  • มีลักษณะหรือตำหนิอะไรที่สังเกตได้เป็นพิเศษ

          เพราะรายละเอียดเหล่านี้ คือ “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” ที่จะช่วยให้ศาลตรวจสอบได้ว่า พยานรู้เห็นเหตุการณ์จริงหรือไม่

          นอกจากนี้ บางข้อเท็จจริงโดยธรรมชาติแล้ว ควรมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน แต่กลับไม่มีการนำมาแสดงเลย เช่น

  • มีแชต LINE สำคัญที่อธิบายที่มาที่ไปของเรื่อง แต่ไม่นำมาแสดง
  • มีรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่ใช้เป็นพยานแวดล้อมได้ แต่ไม่เอามา
  • มีบุคคลอื่นรู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งสามารถนำมาเป็นพยานได้ แต่กลับไม่นำสืบ

          ลักษณะแบบนี้เอง ที่ศาลมักมองว่าเป็นการ “เบิกความลอย ๆ” เพราะเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีสิ่งรองรับให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้

          ยกตัวอย่างจากคดีจริง เช่น คดีเกี่ยวกับพินัยกรรม

          ฝ่ายหนึ่งนำสืบเพียงว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ตน แต่กลับไม่อธิบายที่มาที่ไปหรือความสัมพันธ์ว่า ทำไมผู้ตายจึงตัดสินใจยกทรัพย์สินให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจมีข้อเท็จจริงอีกมากที่ควรนำสืบประกอบ เช่น

  • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้รับพินัยกรรม
  • ใครเป็นคนดูแลผู้ตาย
  • ผู้ตายมีเหตุผลอะไรในการทำพินัยกรรม
  • ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่
  • มีคลิปวิดีโอขณะทำพินัยกรรมหรือไม่
  • มีเวชระเบียนหรือแพทย์มายืนยันสภาพจิตใจของผู้ตายหรือไม่
  • มีพยานผู้ร่วมทำพินัยกรรมที่สามารถมาอธิบายข้อเท็จจริงได้หรือไม่

          แต่กลับไม่นำสิ่งเหล่านี้เข้าสืบ เพราะเชื่อว่า แค่มีพินัยกรรมฉบับเดียวก็น่าจะชนะคดีแล้ว สุดท้ายศาลจึงไม่รับฟัง และแพ้คดีไป เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่เชื่อ “พยานเบิกความลอย ๆ” ก็เพราะว่า การกล่าวอ้างนั้นทำได้ง่าย แต่การตรวจสอบความน่าเชื่อถือนั้นทำได้ยาก

ทำไมศาลจึงไม่รับฟัง

          ศาลจำเป็นต้องดู “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” เพื่อใช้ชั่งน้ำหนักว่า เรื่องที่พูดนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นไหม และมีน้ำหนักให้เชื่อถือได้แค่ไหน

          ถ้าเหตุผลประกอบข้ออ้างสอดคล้องกัน มีที่มาที่ไป มีพยานแวดล้อมรองรับ คำเบิกความก็ย่อมมีน้ำหนักมากขึ้น

          แต่ถ้าไม่มีเหตุผลรองรับเลย ไม่มีเอกสาร ไม่มีพยานแวดล้อม ไม่มีรายละเอียดที่ตรวจสอบได้ ศาลก็ยากที่จะเชื่อ เพราะไม่มีอะไรไปโน้มน้าวให้ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงนั้นเป็นความจริง จริง ๆ ครับ

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141 – 4142/2565

เห็นว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากต่างไม่ได้พบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่ากล่องสแตนเลสที่บรรจุเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2562

ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธเพียงลอยๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าถูกหลอกลวงยืมสมุดบัญชีเงินฝากไปใช้แต่อย่างใด เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักแก่การเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562

แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าที่สามีโจทก์ต้องมาพบจำเลยบ่อยครั้งในยามวิกาลเพื่อปรึกษาเรื่องงานเท่านั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย น่าเชื่อว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองฉันชู้สาวกับสามีโจทก์จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892 – 893/2562

ส่วนที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าเงินที่นางเชื้อนำไปเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทเป็นเงินของนางอรุณก็เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ โดยไม่ปรากฏหลักฐาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2561

เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามพฤติการณ์ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นนั้น เป็นการกระทำโดยพลการอันเกิดจากการชี้นำของโจทก์ เพราะโจทก์ทราบข้อมูลภายในของจำเลยที่ 1 ว่ายังไม่อาจดำเนินการโครงการตามสัญญาจ้างเหมาพิพาทได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตชี้นำจำเลยที่ 3 อย่างไร เท่ากับข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า กรรมการของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่ของโจทก์ ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะมาทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เคยทำงานให้จำเลยที่ 2 มาก่อน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 มาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือการที่โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำงานมูลค่าเป็นสิบล้านบาทในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะสั่งให้ชะลอโครงการ ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2561

ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ให้เสนอราคาที่ 22,999,999 บาท หากมีความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ก็ไม่ชัดเจนว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างไร ข้อที่ว่าโจทก์ได้มาตกลงกับจำเลยทั้งสองเข้าเป็นหุ้นส่วนกันจึงมีลักษณะแต่เพียงลอยๆ ไม่มีรายละเอียดข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนและการแบ่งหน้าที่กันในระหว่างหุ้นส่วน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559

ประเด็นขอเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยนั้น โจทก์อ้างว่า หากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ จะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่าอยู่กับจำเลย เหตุที่อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้ายอันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่การที่ผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ และผู้เยาว์ทำคำแถลงต่อศาลว่า ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้วถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเอง สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลยสามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอยๆ

ประสบการณ์จริง

          จากประสบการณ์ที่ทำคดีมา ผมเห็นปัญหาอย่างหนึ่งบ่อยมาก คือ เวลาทนายความทำคำเบิกความหรือพยานขึ้นเบิกความในศาล หลายคนใช้วิธี “ลอกคำฟ้อง” หรือ “ลอกคำให้การ” มานำสืบตรง ๆ

          กล่าวคือ ฟ้องว่าอย่างไร ก็สืบไปตามนั้น ให้การว่าอย่างไร ก็เบิกความไปตามนั้น

          โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึก หรืออธิบาย “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” เพิ่มเติมเลย

          ถ้าเป็นคดีที่อีกฝ่ายไม่สู้ หรือเป็นคดีที่ข้อเท็จจริงไม่ค่อยมีปัญหา แบบนี้บางครั้งก็ยังพอผ่านได้ เพราะไม่มีใครมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือจริงจัง แต่ถ้าเป็นคดีที่ต่อสู้กันหนัก ๆ มีการโต้เถียงข้อเท็จจริงจริงจัง การนำสืบแค่ตามคำฟ้องหรือคำให้การมักไม่พอ เพราะศาลไม่ได้ต้องการรู้แค่ว่า “ฝ่ายไหนกล่าวอ้างว่าอะไร” แต่ศาลต้องการดูว่า “ทำไมข้ออ้างนั้นถึงน่าเชื่อถือ”

          ดังนั้น ถ้านำสืบแบบลอย ๆ ไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่มีพยานแวดล้อม ไม่มีรายละเอียดที่ช่วยชี้ให้เห็นว่าพยานรู้เห็นจริง แบบนี้ต่อให้ข้อกฎหมายดี ก็มีโอกาสแพ้คดีได้ เพราะสุดท้ายศาลอาจไม่เชื่อข้อเท็จจริงของเรา

          ผมเองเวลาให้น้อง ๆ ในทีมช่วยทำคำเบิกความหรือซักซ้อมพยาน ก็เจอปัญหานี้บ่อยเหมือนกัน หลายคนคิดว่า เพียงแค่ใส่ข้อเท็จจริงให้ครบตามคำฟ้องหรือคำให้การก็พอแล้ว

          แต่ในความเป็นจริง “ครบ” กับ “น่าเชื่อถือ” เป็นคนละเรื่องกัน

          บางครั้งข้อเท็จจริงครบหมด แต่ไม่มีรายละเอียด ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีเหตุผลรองรับ ศาลก็อาจมองว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ได้อยู่ดี

          ในทางกลับกัน บางคดีฝ่ายตรงข้ามก็พลาดแบบนี้เหมือนกัน คือ ทำคำเบิกความ หรือ สืบพยานเพียงเท่าที่ปรากฏในคำฟ้องคำให้การจริง ๆ ไม่ได้ลงลึกถึงเหตุผลเบื้องหลัง ไม่อธิบายพฤติการณ์แวดล้อม หรือไม่นำพยานหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม

          พอเจอแบบนี้ คนทำคดีฝั่งเราก็ทำงานง่ายขึ้นเยอะ เพราะสามารถใช้จุดอ่อนเรื่อง “ความไม่น่าเชื่อถือ” ไปโต้แย้งได้ทันที

          อย่างคดีพินัยกรรมที่ผมยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากของการ “นำสืบลอย ๆ” คือเชื่อว่ามีเอกสารพินัยกรรมอยู่ในมือก็พอแล้ว แต่กลับไม่นำสืบเหตุผล ที่มาที่ไป ความสัมพันธ์ สภาพจิตใจของผู้ตาย หรือพยานแวดล้อมอื่น ๆ ให้ครบ

          สุดท้าย แม้จะมีพินัยกรรมจริง แต่เมื่อศาลไม่เชื่อถือข้อเท็จจริงโดยรวม ก็แพ้คดีได้เหมือนกันครับ

นำสืบยังไงไม่ให้ “ลอย”

          เมื่อเข้าใจแล้วว่า การเบิกความลอย ๆ คือ การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุผลหรือพยานหลักฐานรองรับ คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะนำสืบอย่างไรให้คำเบิกความมีน้ำหนัก ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ ในศาล

          จุดเริ่มต้นสำคัญ คือ ต้องเข้าใจหลักวิชาข้อเท็จจริงก่อนว่า ทุกข้ออ้างที่เราจะนำเสนอต่อศาล ไม่ควรมีแค่ “เขาพูดว่าอะไร” แต่ต้องมี “เหตุผลที่ทำให้ศาลควรเชื่อ” ตามมาด้วยเสมอ กล่าวคือ ในแต่ละข้อเท็จจริงที่เราจะนำสืบ ต้องคิดต่อให้ได้ว่า มีเหตุผลอะไรบ้างที่มารองรับข้ออ้างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา

          วิธีคิดเบื้องต้นที่ใช้ได้ง่ายที่สุด คือ หลัก 5W1H ได้แก่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร

          เวลาเตรียมพยาน เราจึงไม่ควรถามแค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ต้องถามให้ครบว่า ใครเกี่ยวข้องบ้าง เหตุการณ์เกิดที่ไหน เกิดเมื่อไหร่ ลำดับเหตุการณ์เป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ “ทำไม”

          คำว่า “ทำไม” เป็นหัวใจสำคัญมากในการทำให้คำเบิกความมีน้ำหนัก เพราะคำว่า “ทำไม” จะพาเราไปหาเหตุผลเบื้องหลังของข้ออ้างนั้น เช่น

  • ทำไมพยานถึงรู้เห็นเหตุการณ์นั้น
  • ทำไมพยานถึงจดจำเหตุการณ์ได้
  • ทำไมคู่กรณีจึงตัดสินใจทำเช่นนั้น
  • ทำไมผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปในลักษณะนั้น

          แม้ในการถามค้านจะมีหลักว่าไม่ควรถามพยานฝ่ายตรงข้ามว่า “ทำไม” เพราะอาจเปิดโอกาสให้พยานอธิบายช่วยตัวเอง แต่สำหรับพยานฝ่ายเราเอง การถามว่า “ทำไม” กลับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นโอกาสให้พยานอธิบายเหตุผล ที่มา ที่ไป และรายละเอียดที่ทำให้คำเบิกความน่าเชื่อถือมากขึ้น

          นอกจากนั้น การนำสืบไม่ให้ลอย ยังต้องลงรายละเอียดตามหลักเหตุผลสามัญ เช่น สภาพแวดล้อม ลำดับเหตุการณ์ ระยะห่าง แสงสว่าง บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ สิ่งของที่พบเห็น หรือตำหนิพิเศษที่จดจำได้ เพราะรายละเอียดเหล่านี้ช่วยทำให้ศาลเห็นว่า พยานรู้เห็นเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เพียงจำคำพูดมาพูดในศาล

          ในบางกรณี หากมีบุคคลอื่นรู้เห็นเหตุการณ์ ก็ควรพิจารณานำพยานบุคคลเหล่านั้นมาเบิกความสนับสนุน โดยเฉพาะในส่วนที่พยานหลักของเราไม่รู้เห็นเอง หรือในส่วนที่ต้องการให้พยานอีกปากมายืนยันความสอดคล้องของเหตุการณ์

          อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคดีต้องมีพยานหลายปากเสมอไป พยานเดี่ยวก็อาจมีน้ำหนักได้ หากคำเบิกความนั้นมีเหตุผลประกอบชัดเจน มีรายละเอียดสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น

          สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ ต้องหาพยานเอกสาร พยานวัตถุ หรือพยานแวดล้อมมารองรับข้ออ้างให้มากที่สุด เช่น แชต LINE รูปถ่าย คลิปวิดีโอ ใบเสร็จ เวชระเบียน รายงานตรวจพิสูจน์ หรือเอกสารอื่นที่ช่วยยืนยันที่มาที่ไปของเรื่อง

          ถ้าคดีมีประเด็นทางวิทยาศาสตร์หรือนิติวิทยาศาสตร์ ก็ต้องพยายามนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ประกอบด้วย เช่น DNAลายนิ้วมือ วิถีกระสุน บาดแผล ผลตรวจแอลกอฮอล์ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือหลักฐานทางเทคนิคอื่น ๆ เพราะพยานประเภทนี้มักช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ข้ออ้างได้มาก

          สุดท้าย การนำสืบที่ดี คือ การทำให้ศาลเห็นภาพว่า เหตุการณ์ที่เราอ้างนั้น “เกิดขึ้นจริง” และมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อได้ ไม่ใช่แค่ให้พยานพูดตามคำฟ้องหรือคำให้การ แต่ต้องทำให้ทุกข้ออ้างมีที่มา มีรายละเอียด มีพยานสนับสนุน และมีเหตุผลรองรับอย่างเป็นระบบ

          พูดง่าย ๆ คือ อย่าสืบแค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ต้องสืบให้ศาลเห็นด้วยว่า “ทำไมจึงควรเชื่อว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง” ครับ

ตัวอย่างการนำสืบ “ไม่ให้ลอย” คดีพินัยกรรม

          ยกตัวอย่างคดีพินัยกรรมที่ผมเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ จะเห็นภาพชัดมากว่า การนำสืบที่มี “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” แตกต่างจากการนำสืบลอย ๆ ยังไง

          สมมติว่าเราต้องการนำสืบว่า ผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์สินให้เราโดยแท้จริง ถ้านำสืบแบบลอย ๆ ก็อาจพูดเพียงว่า “ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้” แล้วจบ

          แต่ถ้าจะนำสืบให้มีน้ำหนัก เราต้องอธิบาย “ที่มาและเหตุผล” ของข้ออ้างนั้นให้ศาลเห็นด้วย เช่น

  • นำสืบว่า เราเป็นหลานของผู้ตายจริง แม้ว่าชื่อในทะเบียนหรือเอกสารบางอย่างอาจไม่ตรงกันก็ตาม
  • นำสืบถึงความสัมพันธ์ว่า ผู้ตายรักและเอ็นดูเรามาตั้งแต่เด็ก เป็นคนเลี้ยงดู อุปการะ หรือเราเป็นคนดูแลผู้ตายในช่วงบั้นปลายชีวิต
  • นำสืบว่า ก่อนเสียชีวิต ผู้ตายได้จัดแบ่งทรัพย์สินบางส่วนให้กับบุคคลอื่นที่ตนรักไปแล้ว เหลือเฉพาะทรัพย์ส่วนนี้ที่ตั้งใจยกให้เรา
  • นำสืบเหตุผลว่า ทำไมผู้ตายจึงไม่ยกทรัพย์สินให้ทายาทคนอื่น เช่น ความสัมพันธ์ห่างเหิน ไม่มีการดูแลกัน หรือมีเหตุขัดแย้งกันมาก่อน
  • นำพยานผู้ร่างพินัยกรรม หรือพยานผู้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม มาอธิบายถึงที่มา ขั้นตอน และสภาพแวดล้อมในการทำพินัยกรรมว่า ผู้ตายแสดงเจตนาอย่างไร มีสติสัมปชัญญะหรือไม่ และเหตุใดจึงตัดสินใจทำพินัยกรรมเช่นนั้น
  • นำสืบแพทย์ผู้ตรวจรักษา พร้อมเวชระเบียน เพื่อยืนยันตามหลักการแพทย์ว่า ในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม ผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถรู้ผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

          จะเห็นว่า การนำสืบลักษณะนี้ ไม่ได้มีแค่ “ข้ออ้าง” ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมให้เรา แต่มีทั้งเหตุผลสามัญ เหตุผลทางจิตวิทยา และเหตุผลวิสามัญมารองรับพร้อมกัน แบบนี้คำเบิกความก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น และมีโอกาสทำให้ศาลเชื่อได้มากกว่าการนำสืบแบบลอย ๆ อย่างแน่นอน เพราะในทางคดีนั้น แม้จะเป็น “ความจริง” เหมือนกัน แต่ถ้าพูดความจริงโดยไม่มีรายละเอียด ไม่มีที่มา ไม่มีเหตุผลรองรับ หรือไม่มีพยานแวดล้อมสนับสนุน ศาลก็อาจไม่เชื่อได้เหมือนกัน

          ดังนั้น ในการสืบพยาน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “พูดความจริง” แต่ต้องทำให้ศาล “เห็นเหตุผลที่ควรเชื่อว่าความจริงนั้นมีอยู่จริง” ด้วยครับ

สรุป

          การนำสืบพยานในศาล ไม่ใช่แค่พูดว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แต่ต้องทำให้ศาลเชื่อว่าข้อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้นจริงด้วย โดยต้องมี “เหตุผลประกอบข้ออ้าง” รองรับ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสามัญ เหตุผลวิสามัญ หรือเหตุผลทางจิตวิทยา เพราะต่อให้พูดความจริง แต่ถ้านำสืบลอย ๆ ไม่มีรายละเอียด ไม่มีพยานแวดล้อมหรือหลักฐานสนับสนุน ศาลก็อาจไม่เชื่อได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการสืบพยาน คือ ต้องรู้จักตั้งคำถามว่า “ทำไม” และเข้าใจหลักวิชาข้อเท็จจริงครับ

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น