
ผมถูกทำร้ายมันรุมกระทืบผมตั้งหลายคนผมจะแจ้งเขาพยายามฆ่าได้ไหม ?
ผมแค่ใช้ไม้ตีมันไปไม่กี่ทีเอง ทำไมผมถึงโดนแจ้งข้อหาพยายามฆ่าครับ ?
เป็นปัญหาที่ผมจะต้องเจอประจำเลยนะครับเวลาเป็นทนายความ
เพราะผู้เสียหายก็อยากจะแจ้งความหรืออยากจะให้ดำเนินคดีว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่า ส่วนผู้กระทำ ก็พยายามจะบอกหรือแก้ตัวว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่าแค่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย
แล้วทำร้ายร่างกาย หรือเจตนาฆ่า ศาลมีหลักการในการวินิจฉัยอย่างไร ?
วันนี้เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆครับ
เจตนาสำคัญยังไง ?
เมื่อมีปัญหาคดีความ มีการทำร้ายร่างกาย หรือต่อสู้กัน ก็มักจะมีประเด็นข้อพิพาทอยู่เสมอที่จะต้องพิจารณาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้กระทำลงมือกระทำไปโดยเจตนาฆ่า หรือมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย
ทั้งนี้เพราะ 2 กรณีนี้ให้ผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำจะเสียชิวิตหรือไม่ก็ตาม
1.หากผู้กระทำมีเจตนาฆ่า

1.1บุคคลที่ถูกทำร้ายนั้น “เสียชีวิต” ผู้กระทำก็มีความผิด ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง ประหารชีวิต
มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
1.2แต่หากผู้ถูกกระทำนั้น “ไม่เสียชีวิต” ผู้กระทำก็ยังมีความผิดฐาน พยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
2.แต่หากผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่า

2.1ถึงแม้ผู้ที่ถูกทำร้าย “เสียชีวิต” ผู้กระทำก็มีความผิด ฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 ที่มีโทษสูงสุดแค่ 15 ปีเท่านั้น
มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
2.2แล้วถ้าหากว่าผู้ถูกทำร้าย “ไม่เสียชีวิต” ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกาย” โทษที่จะได้รับ ก็ต้องดูตามผลการกระทำ
ความหนักเบาของข้อหาทำร้ายมี 3 ระดับ
1.ถ้าแทบจะไม่เกิดอาการบาดเจ็บเลยก็มีความผิดตามมาตรา 391 ที่มีโทษแค่จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท
มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.ถ้าบาดเจ็บไม่มากก็มีความผิดตามมาตรา 295 ที่มีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 2 ปี
มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับ
ไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.ถ้าบาดเจ็บสาหัสก็มีความผิดตามมาตรา 297 ที่มีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 10 ปี
มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีอันตรายสาหัสนั้น คือ
(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด
(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
(5) แท้งลูก
(6) จิตพิการอย่างติดตัว
(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
(8) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน
สรุปแล้วการที่จะมีเจตนาฆ่า หรือมีเจตนาเพียงแค่ทำร้ายร่างกายนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ในเรื่องทางคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายประเภทการต่อสู้หรือทำร้ายกัน
เพราะถ้ามีเจตนาฆ่าโทษจะหนักกว่าเสมอ ถึงแม้ผลแห่งการกระทำจะแทบไม่เกิดขึ้นเลย
สรุปแล้วเจตนามีความสำคัญมากกว่าผลเสียอีก
ตัวอย่างเช่น
ผมใช้ปืนยิงคนเนี่ยถึงแม้จะไม่ถูกเลย ผู้เสียหายไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย
แต่ผมมีเจตนาฆ่า แบบนี้ผมก็ก็ต้องรับโทษในความผิดฐานพยายามฆ่า ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
สรุปคือผมอาจจะถูกจำคุกตลอดชีวิต ถึงแม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่ถ้าผมมีเรื่องกับคนข้างบ้านผมโมโหชกไปหมัดเดียวเขาล้มหัวฟาดพื้นตาย
แบบนี้ผมก็มีโทษแค่ความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นเห็นแก่ความตาย ซึ่งมีโทษจำคุกเพียง 3-15 ปี
สรุปคือถึงแม้ผมจะทำคนตาย แต่ผมก็มีโทษสูงสุดที่จะได้รับแค่ไม่เกิน 15 ปีเท่านั้นเอง แถมโทษขั้นต่ำก็แค่ 3 ปี เผลอๆรับสารภาพเยียวยาผู้เสียหายอาจจะได้รับโทษจริงๆแค่ปีครึ่งรอการลงโทษ
เห็นไหมครับเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้ายร่าวกายในคดีอาญามันสำคัญแค่ไหน
แล้วศาลใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวินิจฉัยล่ะครับว่าผู้กระทำความผิดมีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือเจตนาพยายามฆ่า ?
1.อาวุธที่ใช้กระทำ

ถ้าเป็นอาวุธปืนมักจะถือว่าเป็นเจตนาฆ่าเสมอ
ถ้าเป็นอาวุธอื่น เช่นมีด ไม้ หรืออาวุธอย่างอื่นก็ต้องดูสภาพของอาวุธนั้นประกอบ
2.บริเวณที่เลือกกระทำ

ถ้าจุุดที่เลือกกระทำเป็นจุดตาย เช่นที่หัว ที่ท้อง เช่นนี้ก็อาจจะถือได้ว่ามีเจตนาฆ่า
แต่ถ้าจุดที่เลือกกระทำเป็นจุดที่ไม่ถึงแก่ความตายเช่นแขนขา ก็อาจจะถือได้ว่าไม่มีเจตนาฆ่า
3.ความรุนแรงของการกระทำ

ถ้าความรุนแรงของการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่แรงมาก เช่นใช้ไม้ตีแบบยั้งมือ ใช้มีดฟันแบบยั้งมือ ต่อยหรือเตะแบบไม่รุนแรง อาจจะเพราะไม่ถือว่ามีเจตนาฆ่า
แต่ถ้าทำแบบรุนแรงปรากฏตามบาดแผลเลยเช่นแทงจนมิดด้าม ใช้ไม้หวดเต็มกำลัง เอามือโขกกับของแข็งกับพื้นอย่างรุนแรง
4.โอกาสที่เลือกกระทำ

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะต้องพิจารณา ถึงแม้ว่าการกระทำจะเป็นการกระทำบริเวณที่เป็นจุดตายด้วยความรุนแรง แต่ถ้าผู้กระทำไม่มีโอกาสที่จะเลือกกระทำเลย สถานการณ์เป็นเรื่องฉุกเฉินมาก ก็อาจจะไม่ถือว่ามีเจตนาฆ่าก็ได้
แต่หากผู้กระทำมีเวลาที่จะเลือกกระทำอย่างเต็มที่ และเลือกที่จะทำในจุดที่ไม่ถึงแก่ความตาย ด้วยความไม่รุนแรงก็ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า
5.สาเหตุที่กระทำ

ถ้าสาเหตุที่กระทำผู้กระทำกระทำไปเพราะไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายตรงข้ามมาก่อนเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เป็นเรื่องที่ไม่ได้แค้นเคืองอะไรกันมานานไม่ได้เจตนาไตร่ตรองไว้ก่อนก็อาจจะถือได้ว่าไม่มีเจตนาฆ่าก็ได้
แต่ถ้าผู้กระทำมีสาเหตุโกรธเคืองหรือมีการไตร่ตรองมีการคิดกันไว้ก่อนว่าจะเอากันถึงตายก็อาจจะถือว่ามีเจตนาฆ่า
สรุป
ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือพยายามฆ่านั้น เจตนาเป็นเรื่องสำคัญมากและสำคัญยิ่งกว่าผลที่เกิดขึ้นเสียอีก
ดังนั้นในฐานะทนายความจึงจะต้องรู้ถึงความแตกต่างที่ศาลใช้วินิจฉัยเพื่อใช้ประกอบการเตรียมหรือต่อสู้คดีและให้คำแนะนำปรึกษาได้อย่างถูกต้องต่อไปครับ
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี


