คดีอาญาระหว่างคดีที่ “อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง” กับคดีที่ “ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง” แม้จะเป็นข้อหาเดียวกัน มีผู้เสียหายคนเดียวกัน หรือเกิดจากเหตุการณ์เดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แนวทางการต่อสู้คดีกลับแตกต่างกันพอสมควร ทั้งเรื่องรูปแบบการดำเนินคดี วิธีการนำสืบพยาน รวมไปถึงจังหวะและกลยุทธ์ในการสู้คดี หลายคนจึงมักสับสนว่า สรุปแล้วคดีแบบไหนสู้ยากกว่า และควรวางแนวทางรับมือแตกต่างกันอย่างไร
บางคดีเมื่ออัยการเป็นคนฟ้อง รูปคดีอาจดูหนักแน่นเพราะผ่านชั้นสอบสวนมาแล้ว มีสำนวนตำรวจ มีความเห็นพนักงานอัยการ และมีรัฐเป็นผู้ดำเนินคดีให้ทั้งหมด แต่ในอีกมุมหนึ่ง คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองก็อาจสร้างแรงกดดันได้ไม่แพ้กัน เพราะผู้เสียหายมักรู้ข้อเท็จจริงละเอียด มีแรงจูงใจในการดำเนินคดีสูง และหลายครั้งก็เดินเกมคดีแบบเจาะจงเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหากับจำเลยโดยตรง
ดังนั้น การจะต่อสู้คดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่ดูแค่ว่า “โดนข้อหาอะไร”เท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่า “ใครเป็นคนฟ้อง” เพราะรายละเอียดหลายอย่างแตกต่างกัน และส่งผลต่อวิธีการวางรูปคดีอย่างมีนัยสำคัญ
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า คดีอาญาที่อัยการฟ้องกับคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง มีจุดเหมือน จุดต่าง ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ รวมไปถึงเทคนิคในการสู้คดีแตกต่างกันอย่างไร โดยผมจะแบ่งอธิบายออกเป็น 7 ประเด็นสำคัญครับ
ขั้นตอนเริ่มคดี ผู้เสียหายฟ้องเอง vs อัยการฟ้อง ต่างกันยังไง?
หลายคนเข้าใจว่า ถ้าใครอยากฟ้องคดีอาญา ก็สามารถเดินไปยื่นฟ้องศาลได้เลย แต่จริง ๆ แล้วกฎหมายไม่ได้เปิดให้ฟ้องกันง่ายขนาดนั้น เพราะคดีอาญาเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของคนอีกฝ่ายโดยตรง จึงต้องมี “กระบวนการกลั่นกรอง” ก่อนว่าคดีมีมูลจริงหรือไม่
โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 บุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลมีอยู่ 2 ประเภท คือ พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย
ประมวลกฎหมายวิธีจารณาความอาญา มาตรา 28
บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(1) พนักงานอัยการ
(2) ผู้เสียหาย
แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีสิทธิฟ้องเหมือนกัน แต่ “ขั้นตอนก่อนถึงศาล” กลับแตกต่างกัน เพราะกรณีที่ “อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง” กฎหมายบังคับว่าจะต้องผ่าน “การสอบสวน” มาก่อนเสมอ กล่าวคือ ต้องมีพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน ตรวจเอกสาร และสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ อัยการจะยื่นฟ้องต่อศาลโดยไม่มีการสอบสวนก่อนไม่ได้เลย
ประมวลกฎหมายวิธีจารณาความอาญา มาตรา 120
ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
ดังนั้น เวลาถูก “อัยการฟ้อง” แปลว่า คดีได้ผ่านการกลั่นกรองจากทั้งตำรวจและอัยการมาแล้วระดับหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นกรณี “ผู้เสียหายฟ้องเอง” หรือที่เรียกกันว่า “คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์” ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านตำรวจหรืออัยการก่อนก็ได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ยังมีระบบคัดกรองอีกชั้นหนึ่งเช่นกัน นั่นคือ “การไต่สวนมูลฟ้อง”
พูดง่าย ๆ คือ ศาลจะยังไม่รับฟ้องทันที แต่จะเรียกผู้เสียหายมานำพยานหลักฐานเบื้องต้นให้ศาลดูก่อนว่า คดีมีมูลพอจะให้จำเลยขึ้นมาสู้คดีหรือไม่
ประมวลกฎหมายวิธีจารณาความอาญา มาตรา 162
ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้
(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ให้จัดการตามอนุมาตรา (2)
(2) ในคดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้
ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณา
ตรงนี้จึงเป็นความแตกต่างสำคัญของทั้งสองระบบ
- คดีอัยการฟ้อง ต้องผ่าน “การสอบสวน” ก่อนฟ้อง
- คดีผู้เสียหายฟ้องเอง ต้องผ่าน “การไต่สวนมูลฟ้อง” ก่อนศาลรับฟ้อง
แม้ทั้งสองอย่างจะเป็นกระบวนการตรวจสอบเหมือนกัน แต่หน้าที่และเป้าหมายไม่เหมือนกันเลย
“การสอบสวน” เป็นกระบวนการของฝ่ายรัฐ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ โดยมีตำรวจและอัยการเป็นคนทำสำนวน แต่ “การไต่สวนมูลฟ้อง” เป็นกระบวนการของศาล ที่ใช้ตรวจสอบเบื้องต้นว่า คดีที่ผู้เสียหายนำมาฟ้องนั้น มีมูลพอจะดำเนินคดีต่อหรือเป็นเพียงการกลั่นแกล้งกัน
กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในชั้นเริ่มคดี
แม้ทั้งคดีที่อัยการฟ้องและคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองจะเป็น “คดีอาญา” เหมือนกัน แต่ในช่วงเริ่มต้นคดี วิธีการวางเกมและกลยุทธ์ในการต่อสู้กลับแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะโครงสร้างของกระบวนการไม่เหมือนกัน
ถ้าเป็นคดีที่ “ผู้เสียหายแจ้งความ” จนเข้าสู่ระบบสอบสวน จุดสำคัญจะอยู่ที่ “ชั้นตำรวจและชั้นอัยการ” เป็นหลัก แต่ถ้าเป็นคดีที่ “ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง” จุดสำคัญจะย้ายมาอยู่ที่ “ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง” ที่ศาลทันที ทำให้แนวทางการสู้คดีต่างกันตั้งแต่ต้น
กรณีผู้เสียหายแจ้งความ
เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดี กระบวนการจะเข้าสู่ชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญมาก เพราะหลายครั้ง “รูปคดี” จะถูกกำหนดตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นแนวคำให้การ พยานหลักฐาน หรือทิศทางของสำนวน
ดังนั้น หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดก็คือ “การให้การในชั้นสอบสวน” เพราะคำให้การที่ให้ไว้กับตำรวจ มักถูกนำไปใช้เปรียบเทียบกับคำเบิกความในศาลภายหลัง หากให้การไม่รอบคอบ กลับไปกลับมา หรือหลุดรับข้อเท็จจริงบางอย่าง อาจกลายเป็นปัญหาในวันสืบพยานได้ ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว (https://youtu.be/kx0CQUD5aaA)
อีกประเด็นที่พบได้บ่อยคือ ความกังวลเรื่องความเป็นกลางของพนักงานสอบสวน บางคดีคู่กรณีมีอิทธิพล รู้จักเจ้าหน้าที่ หรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ จึงอาจมีการใช้สิทธิ “ขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน” ได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว (https://youtu.be/hbMFs7L_kMc)
นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติยังมีเรื่องของ “การขอความเป็นธรรม” ทั้งในชั้นตำรวจและชั้นอัยการ เช่น การยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ ซึ่งผลเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว (https://youtu.be/zF8aUY48p-I)
ในคดีลักษณะนี้ ฝ่ายผู้เสียหายเองก็มักมี “ข้อได้เปรียบ” เรื่องอำนาจรัฐ เพราะสามารถอาศัยกลไกของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกพยานบุคคล ตรวจสอบเอกสาร ขอข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือแม้แต่การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์
ในขณะที่ฝ่ายผู้ต้องหา แม้จะสามารถเสนอพยานหลักฐานหรือยื่นเอกสารชี้แจงได้เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจในการแสวงหาพยานหลักฐานของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนมักจำกัดกว่าฝ่ายรัฐพอสมควร จึงต้องใช้เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลและวางเกมคดีให้ดี และอีกเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในทางปฏิบัติก็คือ “การใช้อิทธิพลแทรกแซงคดี” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันต่อพนักงานสอบสวน การเร่งรัดคดี หรือการใช้ความสัมพันธ์ทางอำนาจเข้ามามีผลต่อรูปคดี ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว (https://youtu.be/Lj2ghN_wkmE)
ดังนั้น ถ้าเป็นคดีที่เริ่มจากการแจ้งความ กลยุทธ์สำคัญจึงมักอยู่ที่ “การควบคุมสำนวนสอบสวน” ตั้งแต่ต้น เพราะหากปล่อยให้รูปคดีเสียไปแล้ว เวลาคดีขึ้นศาลจะกลับมาแก้ยากมาก
กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง
แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้เสียหาย “ฟ้องคดีเอง” โดยไม่ผ่านอัยการหรือพนักงานสอบสวน รูปแบบการต่อสู้จะเปลี่ยนไปทันที เพราะคดีจะเข้าสู่ “ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง” โดยตรง
จุดสำคัญของคดีประเภทนี้ คือ จำเลยมักใช้วิธี “ยื่นคำแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” เพื่อให้ศาลเห็นตั้งแต่ต้นว่า คดีไม่มีมูล หรือโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต ฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง หรือใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือกดดันในข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายในประเด็นนี้ไปแล้วครับ หากสนใจลองฟังเพิ่มเติมกันได้ครับ (
https://youtu.be/rMOScz4825k?si=zsNuIn4hV5KbZ1TQ)
ในคดีลักษณะนี้ “การคัดเลือกเอกสาร” มีความสำคัญมาก เพราะเอกสารบางชิ้นอาจใช้ตัดน้ำหนักมูลฟ้องได้เลย เช่น เอกสารที่แสดงความขัดแย้งของโจทก์ คำพูดก่อนหน้า ข้อความแชต หนังสือทวงถาม หรือหลักฐานที่แสดงว่าข้อพิพาทจริงเป็นเรื่องแพ่งมากกว่าคดีอาญา
รวมถึงการเลือก “พยานวัตถุ” และเอกสารที่จะใช้ถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็สำคัญมากเช่นกัน เพราะหลายครั้งคดีแพ้ชนะกันตั้งแต่ชั้นนี้ หากถามค้านได้ดีจนศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูล ศาลก็อาจไม่ประทับฟ้องเลย ทำให้จำเลยไม่ต้องขึ้นสู้คดีเต็มรูปแบบ
อีกจุดที่ต่างจากชั้นสอบสวนก็คือ อำนาจในการแสวงหาพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจะไม่ได้ใช้กลไกของตำรวจแบบเดียวกับคดีอัยการฟ้อง ดังนั้น ฝ่ายจำเลยจึงต้องเน้น “การวางแผนถามค้าน” และการใช้เอกสารโจมตีความน่าเชื่อถือของโจทก์เป็นหลัก
การออกหมายจับ และการประกันตัว
อีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างชัด ระหว่างคดีที่ “อัยการฟ้อง” กับคดีที่ “ผู้เสียหายฟ้องเอง” ก็คือ เรื่องของ “การออกหมายจับ” และผลกระทบต่อเสรีภาพของจำเลย
หลายคนเข้าใจว่า แค่มีคนไปฟ้องคดีอาญา ศาลก็สามารถออกหมายจับได้ทันที แต่จริง ๆ แล้วกระบวนการของทั้งสองแบบไม่เหมือนกันเลย และระดับความเข้มข้นในการกลั่นกรองก็ต่างกันพอสมควร
กรณีที่คดีเริ่มจาก “ผู้เสียหายแจ้งความ” หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานชัดเจน และเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง เช่น โทษจำคุกเกิน 3 ปี ก็สามารถขอศาลออกหมายจับได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวนเลย โดยยังไม่ต้องรอให้คดีขึ้นศาลก่อน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66
เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี
ดังนั้น ในคดีที่ตำรวจรับแจ้งความ ถ้ารูปคดีดูหนัก หรือพนักงานสอบสวนมองว่ามีเหตุเสี่ยงหลบหนี บางครั้งจำเลยอาจถูกออกหมายจับตั้งแต่ต้นคดีได้เลย
แต่ถ้าเป็นคดีที่โทษไม่หนัก หรือยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องจับกุม โดยหลักแล้วพนักงานสอบสวนก็มักต้องใช้ “หมายเรียก” ก่อน และหากไม่มาพบตามหมายเรียกหลายครั้งโดยไม่มีเหตุสมควร จึงค่อยนำไปสู่การขอหมายจับในภายหลัง
ตรงนี้ต่างจากคดีที่ “ผู้เสียหายฟ้องเอง” ค่อนข้างมาก เพราะคดีประเภทนี้ศาลจะยังไม่รีบใช้มาตรการรุนแรงอย่างหมายจับตั้งแต่ต้นง่าย ๆ เนื่องจากคดียังต้องผ่าน “ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง” ก่อน ว่าคดีมีมูลจริงหรือไม่
พูดง่าย ๆ คือ ในคดีฟ้องเอง ศาลยังไม่ได้เชื่อทันทีว่า จำเลยกระทำผิดจริง แต่ต้องให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงก่อนว่าคดีมีน้ำหนักพอจะรับไว้พิจารณา
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ กว่าคดีผู้เสียหายฟ้องเองจะไปถึงขั้น “ออกหมายจับ” ได้ มักต้องผ่านหลายขั้นตอน เช่น
- ศาลประทับรับฟ้องแล้ว
- มีการออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาล
- และจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร
จึงจะมีโอกาสนำไปสู่การออกหมายจับได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามองเฉพาะเรื่อง “ความเสี่ยงที่จะถูกจับตั้งแต่ต้นคดี” คดีที่เริ่มจากการแจ้งความและเข้าสู่ระบบสอบสวนของรัฐ มักมีแรงกดดันมากกว่าในทางปฏิบัติ ซึ่งผมเคยทำคลิปเกี่ยวกับขั้นตอนการออกหมายจับแล้ว สามารถไปรับชมกันได้ครับ (https://www.youtube.com/watch?v=Lb30kLXpnn8)
อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงก็คือ “การประกันตัว”
ในคดีที่ตำรวจหรืออัยการเป็นผู้ดำเนินคดี หากมีการจับกุมเกิดขึ้น จำเลยมักต้องรีบยื่นประกันตัวตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อัตราโทษ พฤติการณ์แห่งคดี ความเสี่ยงหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
แต่ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง หลายครั้งจำเลยอาจยังไม่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่ต้น เพราะคดีอยู่ในช่วงไต่สวนมูลฟ้องและยังไม่มีหมายจับ จึงทำให้ “แรงกดดันเรื่องการประกันตัว” ในช่วงแรกแตกต่างกันพอสมควร
ดังนั้น เวลาประเมินคดีอาญา จึงไม่ได้ดูแค่ “ข้อหาหนักไหม” อย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า คดีเข้ามาทางไหน เพราะส่งผลต่อทั้งเรื่องเสรีภาพ การถูกจับกุม และจังหวะในการตั้งรับคดีตั้งแต่วันแรกเลยครับ
กระบวนการสืบพยาน
พอคดีเข้าสู่ชั้นพิจารณา หลายคนอาจคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคดีที่อัยการฟ้องหรือผู้เสียหายฟ้องเอง สุดท้ายก็ต้องขึ้นศาลเหมือนกัน สืบพยานเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ว “รูปแบบการสืบพยาน” และ “แรงกดดันในการต่อสู้คดี” ต่างกันพอสมควร
โดยเฉพาะเรื่องจำนวนคนที่ช่วยกันทำคดี วิธีการถามพยาน และความต่อเนื่องของข้อมูลในสำนวน ซึ่งส่งผลต่อแท็กติกในการสู้คดีโดยตรง
กรณีอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง
ถ้าเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ สิ่งแรกที่ต้องดูก่อนคือ “ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือไม่” เพราะถ้าผู้เสียหาย “ไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วม” เวลาสืบพยาน ฝ่ายโจทก์หลักก็จะมีแค่อัยการเป็นคนดำเนินคดี พยานต่าง ๆ จึงมักถูกถามโดยอัยการเป็นหลัก
แต่ถ้าผู้เสียหาย “ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม” รูปเกมจะเปลี่ยนทันที เพราะฝ่ายโจทก์จะไม่ได้มีแค่อัยการคนเดียวอีกต่อไป แต่จะมีทั้ง “อัยการ” และ “ทนายโจทก์ร่วม” ช่วยกันดำเนินคดี
ในทางปฏิบัติ เวลาสืบพยาน ผู้เสียหายและพยานฝ่ายโจทก์จึงอาจถูกถามทั้งโดยอัยการและทนายโจทก์ร่วม ทำให้การซักถามมีความละเอียดและกดดันมากขึ้น เพราะมีคนช่วยกัน “อุดช่องโหว่” ของพยาน
ในทางกลับกัน เวลาจำเลยขึ้นเบิกความ ตัวจำเลยเองก็อาจถูกถามค้านจากทั้งสองฝ่ายเช่นกัน คือ
- อัยการถามค้าน
- ทนายโจทก์ร่วมถามค้านอีกชุดหนึ่ง
ดังนั้น หลายครั้งจำเลยจึงรู้สึกว่า ถูก “รุมถาม” มากกว่าคดีทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวจำเลยในคดีอัยการฟ้อง มักต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งรอบใน “ชั้นสอบสวน” ก่อนขึ้นศาล เมื่อถึงวันเบิกความ หากรายละเอียดไม่ตรงกับที่เคยให้ไว้ ก็อาจถูกหยิบมาโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือได้ และอีกเรื่องที่ต่างกันก็คือ แม้อัยการจะเป็นคนฟ้อง แต่ผู้เสียหายหรือทนายโจทก์ร่วมอาจมี “พยานเพิ่มเติม” ที่ไม่อยู่ในสำนวนตำรวจเดิมก็ได้ เช่น เอกสารเพิ่มเติม พยานบุคคลใหม่ หรือข้อมูลที่เพิ่งได้มาภายหลัง ทำให้ฝ่ายจำเลยต้องรับมือกับพยานที่หลากหลายมากขึ้น
แต่ในอีกมุมหนึ่ง คดีประเภทนี้ก็มีจุดที่อาจเป็น “ช่อง” ให้ฝ่ายจำเลยใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน เพราะในทางปฏิบัติ อัยการบางคนอาจไม่ได้อยู่กับสำนวนมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้เป็นคนสอบพยานเอง และอาจเพิ่งได้รับมอบหมายคดีไม่นานก่อนวันสืบพยาน
รวมถึงบางครั้ง ทนายโจทก์ร่วมเองก็ไม่ได้ทำคดีมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน จึงอาจไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกของสำนวนทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของข้อเท็จจริง หรือถามพยานแล้วหลุดประเด็นสำคัญได้
ดังนั้น จุดนี้จึงอาจเป็นได้ทั้ง “ผลเสีย” และ “ผลดี” ของฝ่ายจำเลย ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเตรียมคดีมาดีกว่ากัน
กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง
แต่ถ้าเป็นคดีที่ “ผู้เสียหายฟ้องเอง” รูปแบบการสืบพยานจะต่างออกไปอีกแบบ เพราะคดีประเภทนี้ ผู้เสียหายต้องผ่าน “ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง” มาก่อน นั่นแปลว่า ผู้เสียหายมักต้องขึ้นเบิกความอย่างน้อยหนึ่งรอบตั้งแต่ช่วงต้นคดี เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าคดีมีมูลหรือไม่
พอถึงวันสืบพยานจริง ผู้เสียหายก็ต้องกลับมาเบิกความอีกครั้งในชั้นพิจารณา ทำให้ในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายต้องให้การ “สองรอบ” และตรงนี้เองที่กลายเป็นจุดสำคัญของฝ่ายจำเลย เพราะทนายจำเลยจะมีโอกาสถามค้านได้ทั้ง
- ตอนชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
- และตอนสืบพยานจริง
พูดง่าย ๆ คือ ฝ่ายจำเลยมีโอกาส “ทดลองอ่านเกม” และจับพิรุธของพยานได้ตั้งแต่รอบแรก ว่าพยานพูดอย่างไร มีจุดอ่อนตรงไหน หรือมีรายละเอียดใดที่ย้อนแย้งกันบ้าง
ข้อดี คือ ข้อมูลในคดีมักต่อเนื่อง เพราะคนทำคดีคนเดิมอยู่มาตลอด
ข้อเสีย คือ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของทนายคนนั้นโดยตรง ถ้าวางแผนถามพยานไม่ดี หรือพลาดประเด็นสำคัญ ก็อาจเสียรูปคดีได้ง่ายกว่าคดีที่มีทั้งอัยการและโจทก์ร่วมช่วยกันทำงานหลายคน
ดังนั้น เวลาสู้คดีอาญา เรื่อง “ใครเป็นคนฟ้อง” จึงส่งผลต่อรูปแบบการสืบพยานอย่างมาก เพราะจำนวนคนที่ช่วยกันทำคดี ความต่อเนื่องของสำนวน และโอกาสในการถามค้าน ล้วนแตกต่างกันหมดครับ
การเจรจาไกล่เกลี่ย การถอนฟ้อง และการยอมความ
หลาย ๆ คนเข้าใจว่า ถ้าคู่กรณีตกลงกันได้เมื่อไหร่ ก็สามารถถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องได้ทุกกรณี แต่จริง ๆ แล้วในคดีอาญา เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครเป็นคนฟ้อง” และ “เป็นความผิดประเภทไหน” ด้วย
กรณีผู้เสียหายแจ้งความ
ถ้าคดีเริ่มจากการ “แจ้งความ” และเข้าสู่ระบบสอบสวนของรัฐแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่เป็น “ความผิดอาญาแผ่นดิน” หรือคดีที่ยอมความไม่ได้ เช่น ลักทรัพย์ ฉ้อโกงบางประเภท ปลอมเอกสาร ข่มขืน หรือฆ่าคนตาย
ตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายจะ “ถอนแจ้งความ” เพื่อให้คดีหายไปเลยไม่ได้ เพราะถือว่าความผิดลักษณะนี้กระทบต่อสังคมและรัฐ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของคู่กรณี
ดังนั้น ต่อให้ผู้เสียหายไม่ติดใจแล้ว พนักงานสอบสวนหรืออัยการก็ยังสามารถดำเนินคดีต่อได้
แต่ในทางปฏิบัติ ก็มีบางกรณีที่มีการ “ถอนแบบนอกระบบ” เช่น
- ถอนก่อนมีการลงเลขรับคำร้องทุกข์
- หรือมีการปรับข้อเท็จจริงบางส่วน
- หรือใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้บางข้อหายุติลง
อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะคดีและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในแต่ละกรณีด้วยครับ
แต่ถ้าผู้เสียหายฟ้องเอง
ตรงกันข้าม ถ้าเป็นกรณีที่ “ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง” อำนาจในการถอนฟ้องจะกว้างกว่ามาก แม้จะเป็น “คดีอาญาแผ่นดิน” หรือความผิดที่ยอมความไม่ได้ก็ตาม เช่น คดีฆ่า คดีข่มขืน คดีปลอมเอกสาร หรือคดีอาญาร้ายแรงอื่น ๆ หากผู้เสียหายเป็นคนฟ้องเอง ก็ยังสามารถ “ถอนฟ้อง” ได้ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35
คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลยคัดค้านการถอนฟ้อง ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
การถอนฟ้องนั้นสามารถทำได้ทั้ง
- ก่อนศาลสั่งว่าคดีมีมูล
- หรือแม้แต่หลังศาลสั่งว่าคดีมีมูลแล้ว แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
แต่ถ้าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว และเป็น “คดีอาญาแผ่นดิน” หรือความผิดที่ยอมความไม่ได้ ถึงแม้ผู้เสียหายจะเป็นคนฟ้องเอง ก็จะถอนฟ้องไม่ได้อีกแล้ว
สิ่งที่ทำได้ในทางปฏิบัติ มักเหลือเพียงการแถลงต่อศาลว่า
- ไม่ติดใจเอาความ
- จำเลยเยียวยาแล้ว
- ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา
ส่วนถ้าเป็น “ความผิดต่อส่วนตัว” หรือความผิดที่ยอมความได้ เช่น หมิ่นประมาท บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ผู้เสียหายก็สามารถถอนฟ้องหรือยอมความได้ตลอดก่อนคดีถึงที่สุดตามหลักทั่วไป
การอุทธรณ์ ฎีกา และการแก้อุทธรณ์
ถ้าเป็นคดีที่อัยการฟ้อง และผู้เสียหาย “เข้าเป็นโจทก์ร่วม” ผู้เสียหายจะมีสิทธิในคดีเพิ่มขึ้นมาก เช่น
- มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เองได้ แม้อัยการจะไม่อุทธรณ์
- มีสิทธิยื่นฎีกาเอง
- และเวลาจำเลยอุทธรณ์ ผู้เสียหายก็มีสิทธิยื่น “แก้อุทธรณ์” ได้เช่นกัน
ดังนั้น บางคดีแม้อัยการจะเริ่มผ่อนเกมหรือไม่ติดใจบางประเด็น แต่ถ้าผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว คดีก็ยังเดินต่อได้เต็มที่
ข้อกฎหมายที่ใช้ในการสู้คดี
คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง จะมีข้อกฎหมายบางชุดที่ถูกหยิบมาใช้บ่อย และแทบไม่เจอในคดีอัยการฟ้อง เช่น เรื่อง “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ว่าโจทก์มีสถานะเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ มีอำนาจฟ้องหรือเปล่า หรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดจนเสียสถานะผู้เสียหายหรือไม่
รวมถึง ที่เปิดโอกาสให้จำเลยแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายสำคัญในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้ศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูล และขอให้ศาลเรียกเอกสาร บุคคล หรือวัตถุมาเป็นพยานศาลได้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2
ในการไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และจะระบุในคำแถลงถึงตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่จำเป็นและสมควร โดยโจทก์และจำเลยอาจถามพยานศาลได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาล
หรือมีอีกมาตราหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยมากในคดีผู้เสียหายฟ้องเอง คือ “การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต”
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1
ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก
การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย
ถ้าศาลเห็นว่าโจทก์ฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ศาลสามารถยกฟ้องได้ทันที และห้ามฟ้องใหม่ในเรื่องเดียวกันอีก
รวมถึงในบางคดี ฝ่ายจำเลยอาจขอให้ศาล “เรียกสำนวนสอบสวน” จากตำรวจมาประกอบการพิจารณา เพื่อใช้ตรวจสอบความขัดแย้งของข้อเท็จจริงได้ด้วย
ผลเมื่อคดีจบ
ผลทางกฎหมายหลังคดีจบ ก็แตกต่างกันอีก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 34
คำสั่งไม่ฟ้องคดี หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่
ดังนั้น แม้คดีจะจบในชั้นอัยการ ผู้เสียหายก็ยังอาจนำคดีมาฟ้องเองต่อศาลได้อีก แต่ถ้าอัยการ “ฟ้องคดีแล้ว” และศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้เสียหายจะกลับมาฟ้องซ้ำอีกไม่ได้แล้ว จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางคดีผู้เสียหายถึงตัดสินใจเข้าเป็น “โจทก์ร่วม” เพื่อรักษาสิทธิของตัวเองไว้
ในทางกลับกัน ถ้าผู้เสียหาย “ฟ้องเองแล้วศาลยกฟ้อง” โดยหลัก อัยการก็จะกลับมาฟ้องใหม่ไม่ได้เช่นกัน เว้นแต่จะเป็นกรณีพิเศษ เช่น การดำเนินคดีแบบสมยอมกัน
ถ้าผู้เสียหายฟ้องเองแล้ว “ถอนฟ้อง”
- ถ้าเป็น “ความผิดต่อส่วนตัว” เช่น หมิ่นประมาท บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ อัยการจะฟ้องใหม่ไม่ได้
- แต่ถ้าเป็น “ความผิดอาญาแผ่นดิน” เช่น ข่มขืน ฆ่า ปล้นทรัพย์ ปลอมเอกสาร อัยการยังมีสิทธิฟ้องใหม่ได้ตามกฎหมาย แม้ในทางปฏิบัติจะพบไม่บ่อย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36
คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
สรุป
สุดท้ายแล้ว คดีอาญาที่ “อัยการฟ้อง” กับ “ผู้เสียหายฟ้องเอง” แม้จะเป็นข้อหาเดียวกัน แต่เทคนิคในการสู้คดีแตกต่างกันอยู่หลายจุดมาก
ดังนั้น คำถามว่า “คดีแบบไหนสู้ยากกว่า” จึงไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับรูปคดี พยานหลักฐาน และวิธีการวางเกมของแต่ละฝ่าย
บางคดีอัยการฟ้องอาจกดดันกว่า เพราะมีอำนาจรัฐและสำนวนสอบสวนหนุนหลัง แต่บางคดีผู้เสียหายฟ้องเองก็อาจอันตรายกว่า เพราะโจทก์ลงรายละเอียดคดีเองทุกขั้นตอนและเดินเกมได้ดีมากกว่า
สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครเป็นคนฟ้อง” แต่คือการวางแผนต่อสู้ให้เหมาะกับรูปคดีตั้งแต่ต้นครับ
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

