บทนำ

สิ่งที่สำคัญคือ มาตรฐานดังกล่าวไม่ได้มีเพียงระดับเดียว แต่แตกต่างกันไปตามลักษณะของคดีและผลกระทบของคำพิพากษา บางกรณีแค่ทำให้ศาล “เชื่อได้ในเบื้องต้น” ก็เพียงพอ แต่บางกรณีต้องพิสูจน์ให้ “ชัดเจนจนไม่มีข้อสงสัย”
ในบทความนี้ ผมจะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า “มาตรฐานการพิสูจน์” คืออะไร รวมถึงตอบคำถามสำคัญว่าการนำสืบพยานหลักฐานในศาลต้องถึงระดับใดจึงจะชนะคดี และศาลใช้เกณฑ์ใดในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความ
มาตรฐานการพิสูจน์ คืออะไร ?
มาตรฐานการพิสูจน์ หมายถึง มาตรฐานที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาลงโทษหรือชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี จึงเป็นเครื่องมือในการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง โดยให้น้ำหนักพยานหลักฐานอย่างมีกฎเกณฑ์ หากไม่มีมาตรฐานการพิสูจน์การใช้ดุลพินิจเพื่อวิเคราะห์ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานจะกลายเป็นเรื่องของความรู้สึกโดยไม่มีหลักเกณฑ์
ระดับของมาตรฐานการพิสูจน์
โดยมาตรฐานการพิสูจน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับตามลักษณะของคดีและผลของคำพิพากษา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทั้งทนายความและผู้มีคดีควรเข้าใจ เพื่อวางแผนการนำสืบพยานให้ตรงประเด็น และเพิ่มโอกาสในการชนะคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระดับที่ 1. การพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลคดี แสดงหลักฐานที่ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อการพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุอันมีพยานหลักฐานเพียงพอ (probable cause)และการพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลคดี ( proof prima facie case)

มาตรฐานการพิสูจน์ในระดับนี้ ได้แก่ การพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุอันมีพยานหลักฐานเพียงพอ (probable cause) และการพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลคดี (prima facie case) ซึ่งทั้งหมดนี้ หมายถึงระดับเดียวกัน คือการแสดงให้ศาลเห็นว่า “เรื่องนี้มีมูลและน่าเชื่อในเบื้องต้น”
หลักคิดของมาตรฐานระดับนี้
หลักสำคัญคือการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในขั้นตอนนี้จะชั่งน้ำหนักและวินิจฉัยว่าการที่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาร้องขอสิ่งใดจากศาลคำขอของเขามีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ รวมทั้งมีประโยชน์สารประกอบที่เพียงพอแก่การนั้น ๆ หรือไม่ หรือสิ่งที่เขากล่าวอ้างนั้นมีมูลความจริงมีพยานหลักฐานประกอบเพียงพอที่จะเชื่อในเบื้องต้นได้หรือไม่
โดยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในชั้นนี้ ไม่ต้องชัดเจนถึงขั้นปราศจากความสงสัย เพียงแค่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงให้เชื่อหรือน่าเชื่อได้ว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้อง หรือมีมูลเหตุที่จะน่าเชื่อได้อย่างนั้น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ใช้ในกรณีใดบ้าง?
มาตรฐานระดับนี้มักใช้ในขั้นตอนเบื้องต้นของกระบวนการ เช่น
- การไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา หากศาลเห็นว่าคดี “มีมูล” ก็จะรับฟ้องไว้พิจารณาต่อ แต่ถ้าไม่มีมูล ศาลจะยกฟ้องทันที ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=TOCmtP5xGZU&t=203s)
- การออกหมายจับ หรือหมายค้น ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าผู้ต้องหาผิดจริงเพียงมีหลักฐานพอให้เชื่อว่า “น่าจะเกี่ยวข้อง” ก็เพียงพอ
- การแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ต้องมีหลักฐานตามสมควรที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหา “น่าจะกระทำผิด”
- การพิจารณา-ไต่สวนคำร้องปลีกย่อยในคดีแพ่ง เช่น คำร้องขอหมายเรียกพยานบุคคล คำร้องขอหมายเรียกพยานเอกสาร คำร้องขอเลื่อนคดี เป็นต้น
- การชั่งน้ำหนักเรื่องมูลคดีประกอบกับการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลจะพิจารณาว่าผู้ร้องเดือดร้อนจริงหรือไม่และคดี “มีเหตุผลพอ” ที่จะดำเนินต่อหรือไม่
จากกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่ามาตรฐานระดับนี้เป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ ว่าคดีมีมูล มีเหตุที่จะฟ้องร้องกันได้ มีความน่าเชื่อถือ มีความน่าจะเป็นตามที่กล่าวหา ไม่ต้องหนักแน่นถึงขั้นเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงๆ หรือต้องมั่นใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ๆ ขนาดนั้น
ดังตัวอย่างที่พบได้ในทางปฏิบัติ คือ กรณีที่มีการออกหมายจับหรือหมายค้น แต่เมื่อถึงชั้นพิจารณาคดีจริง ศาลกลับมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งสาเหตุสำคัญคือมาตรฐานในขั้นออกหมายใช้เพียงระดับ “มีมูล” เท่านั้น ยังไม่ใช่ระดับที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำผิดจริง
ดังนั้น มาตรฐานการพิสูจน์ในระดับนี้จึงถือเป็นมาตรฐานการนำสืบในระดับที่ต่ำที่สุด และมักจะใช้ในกรณีที่ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงหรือร้ายแรง หรือมีผลเป็นการวินิจฉัยคดีที่เด็ดขาด ไม่ได้ถึงขั้นทำให้แพ้ชนะคดี
ระดับที่ 2 การพิสูจน์ให้เห็นถึงพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่า (proof on the balance of probability)

มาตรฐานการพิสูจน์ในระดับนี้ เป็นมาตรฐานที่ใช้กันโดยทั่วไปในคดีแพ่ง โดยหลักสำคัญคือศาลจะชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย แล้วดูว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า ฝ่ายนั้นก็ชนะคดี โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ถึงขั้นปราศจากข้อสงสัยแบบคดีอาญา จึงมักอธิบายกันว่าเป็นการชั่งน้ำหนักแบบ “50/50” คือถ้าฝ่ายใดเหนือกว่าอีกฝ่ายแม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าฝ่ายนั้นพิสูจน์ได้สำเร็จแล้ว
การพิจารณาของศาลในทางปฏิบัติ หากอีกฝ่ายไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ ศาลก็จะรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายที่มีหน้าที่พิสูจน์กล่าวอ้าง แต่ในทางกลับกันหากอีกฝ่ายสามารถนำพยานมาหักล้างได้จนทำให้พยานของฝ่ายเดิมดูไม่น่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักลดลง ศาลก็จะกลับมาชั่งน้ำหนักใหม่และยึดถือข้อเท็จจริงของฝ่ายที่ “มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า” ในคดีนั้น ๆ
ใช้ในกรณีใดบ้าง?
- คดีแพ่งทั่วไป (ในระบบกฎหมายไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า balance of probability ไว้ตรง ๆ แต่หลักการนี้สะท้อนอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 กำหนดให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นเกี่ยวกับประเด็น และเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ก่อนจะพิพากษาคดีไปตามนั้น
เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติในการพิจารณาคดีแพ่ง ศาลจะให้ความสำคัญกับการประเมินว่าฝ่ายใดสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1173/2543 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็ค ย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ภาระการพิสูจน์ว่าหนี้ตามเช็คไม่มีอยู่จริง จึงตกแก่จำเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาหักล้างได้ ไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรในการไม่เรียกเช็คคืนเมื่อเลิกกิจการ และมิได้นำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของตน ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าไม่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาท
- คดีอาญาบางกรณี เช่น การนำสืบว่าการกระทำของตนเองมีเหตุยกเว้นโทษ คือเหตุจำเป็น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 และใช้กับการไต่สวนขอคืนของกลางในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36
ดังนั้น มาตรฐานการพิสูจน์ให้เห็นถึงพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่าคือการที่ศาลชั่งน้ำหนักพยานของทั้งสองฝ่ายแล้วดูว่า ฝ่ายไหนน่าเชื่อถือมากกว่า จึงเป็นมาตรฐานสำคัญในคดีแพ่งทั่วไปและเป็นหัวใจของการต่อสู้คดีว่าสุดท้ายแล้วไม่ใช่แค่มีพยานแต่ต้องมีพยานที่ “น้ำหนักดีกว่า” อีกฝ่ายด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (4 กฎในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน: https://www.youtube.com/watch?v=QFvaX2Bn9FU), (9 หลักการชั่งน้ำหนักความพยานบุคคล ในการพิจารณาคดีของศาล: https://www.youtube.com/watch?v=gdVn5iZ3OWQ&t=3s)
ระดับที่ 3 การพิสูจน์ให้เห็นว่าพยานหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถืออย่างชัดเจน (proof clear and convince evidence)

เป็นมาตรฐานที่มีความเข้มงวดสูงขึ้นกว่าคดีแพ่งทั่วไป มาตรฐานการพิสูจน์ระดับนี้เป็นมาตรฐานที่อยู่กึ่งกลาง กล่าวคือสูงกว่ามาตรฐานคดีแพ่งทั่วไป (ใครน่าเชื่อกว่าชนะ) แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา
ในระบบกฎหมายต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ มีการใช้มาตรฐานนี้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีฟ้องหย่า ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุหย่าตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การมีชู้ หรือการกระทำทารุณโหดร้าย เนื่องจากคดีลักษณะดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงคู่กรณีเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อบุตรและบุคคลในครอบครัวอีกด้วย ศาลจึงต้องการพยานหลักฐานที่มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือในระดับสูงก่อนจะมีคำวินิจฉัย ส่วนกฎหมายไทย แม้จะไม่ได้บัญญัติมาตรฐานนี้ไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลได้นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยเฉพาะในคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอย่างมีนัยสำคัญหรือคดีที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ
ใช้ในกรณีใดบ้าง?
มาตรฐานการพิสูจน์ในระดับนี้ มักใช้ในการพิจารณาออกคำสั่งในคดีแพ่งบางประเภท ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีความรุนแรงมากกว่าคดีแพ่งทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงกำหนดให้ต้องมีมาตรฐานในการพิสูจน์ที่สูงกว่าปกติ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการใช้อำนาจวินิจฉัย
โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นคดีที่อาจกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นโดยตรงหรือเป็นการไต่สวนคำร้องฝ่ายเดียว ซึ่งไม่มีคู่ความอีกฝ่ายเข้ามาโต้แย้งหรือถ่วงดุลพยานหลักฐาน ตัวอย่างกรณีที่มักใช้มาตรฐานในระดับนี้ ได้แก่
- การไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน
- การเพิกถอนอำนาจปกครองบุตร
ดังนั้น มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานกึ่งกลางระหว่างคดีแพ่งทั่วไปกับคดีอาญาและใช้ในคดีที่มีความสำคัญหรือมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอย่างมาก ทำให้การพิสูจน์ในระดับนี้จึงต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในระดับสูงกว่าคดีแพ่งทั่วไป เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยได้อย่างมั่นใจและรอบคอบมากยิ่งขึ้น
ระดับที่ 3การพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (beyond reasonable doubt)

มาตรฐานการพิสูจน์ในระดับนี้เป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในกฎหมายใช้ในคดีอาญา โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลย โดยหลักสำคัญของมาตรฐานนี้คือศาลจะลงโทษจำเลยได้ต่อเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด “โดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” หากยังมีข้อสงสัยอยู่ แม้เพียงเล็กน้อย ศาลจะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยและพิพากษายกฟ้อง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
โดยการพิสูจน์ในระดับนี้เป็นหลักสำหรับโจทก์ในการสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดีอาญา ตามมาตรา 227 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้
ดังนั้น มาตรฐานระดับนี้คือ “ต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดจนไม่เหลือข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยอยู่ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยทันที จึงถือเป็นมาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงที่สุดในระบบกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=AW97vhYspkc&t=644s)
สรุป
มาตรฐานการพิสูจน์เป็นกลไกสำคัญที่ศาลใช้ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดี โดยไม่ได้มีเพียงระดับเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายระดับตามลักษณะของคดีและผลของคำพิพากษา ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นที่เพียงทำให้ศาลเชื่อได้ว่าคดีมีมูล ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ต้องพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยตามสมควรในคดีอาญา
ดังนั้น การชนะคดีจึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ความสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นได้ “ถึงระดับที่กฎหมายกำหนด” หรือไม่ การเข้าใจมาตรฐานการพิสูจน์ในแต่ละระดับจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสำหรับทนายความและผู้มีคดี เพื่อวางแผนการนำสืบพยานได้อย่างเหมาะสมและเพิ่มโอกาสในการชนะคดี (https://youtu.be/wzRh5GdipjE)
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี


