หลายคนที่เคยขึ้นศาลน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้—ถามพยานไปแล้ว แต่ศาลกลับไม่บันทึก หรือทักว่าคำถาม “ไม่เกี่ยวกับประเด็น” จนทำให้เสียจังหวะและเสียรูปคดีไปเลย
คำถามสำคัญคือ แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า “เกี่ยว” หรือ “ไม่เกี่ยว”? และศาลใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินตรงนี้
ความจริงแล้ว ในกฎหมายพยานหลักฐานมีหลักพื้นฐานที่สำคัญมากอยู่ข้อหนึ่ง คือ การนำสืบพยานหลักฐานจะต้องจำกัดอยู่เฉพาะข้อเท็จจริงที่ “เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท” เท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยว ศาลมีอำนาจตัดทิ้งได้ทันที เพื่อไม่ให้สำนวนคดีเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจว่า “ประเด็นข้อพิพาท” คืออะไร หรือขอบเขตมันอยู่ตรงไหน โอกาสที่จะถามพยานหลุดประเด็นก็มีสูง และสุดท้ายคำถามนั้นก็จะไม่มีน้ำหนักในคดี
ในบทความนี้ ผมจะพาเพื่อน ๆ มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า ศาลใช้เกณฑ์อะไรในการดูว่าอะไร “เข้า” หรือ “ไม่เข้า” ประเด็น และเราควรตั้งคำถามพยานอย่างไรให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
การนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทคืออะไร
ประเด็นข้อพิพาท
ประเด็นข้อพิพาท คือ ประเด็นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกัน และเป็น ข้อสำคัญที่มีผลต่อการวินิจฉัยแพ้ชนะคดี
ในคดีแพ่ง ประเด็นข้อพิพาทจะเกิดจาก คำฟ้องและคำให้การ ที่คู่ความยังไม่ยอมรับกัน เช่น
- โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
- จำเลยได้ทำสัญญาหรือไม่
- ใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา
- สัญญาเป็นสัญญาปลอมหรือไม่
- มีการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดหรือไม่
- ใครเป็นฝ่ายกระทำโดยประมาท
- ใครเป็นผู้ต้องรับผิด
- โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่
- ค่าเสียหายมีจำนวนเท่าใด
(ในส่วนของคดีแพ่ง ผมเคยทำคลิปอธิบายรายละเอียดไว้แล้ว สามารถไปติดตามรับชมเพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=n2BP6_C-fyc)
ส่วนใน คดีอาญา ประเด็นข้อพิพาทจะขึ้นอยู่กับรูปคดีและแนวทางการต่อสู้ เช่น
- จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่
- มีเจตนากระทำความผิดหรือไม่
- มีเจตนาทุจริตหรือไม่
- มีเหตุยกเว้นความผิดหรือไม่
- มีเหตุยกเว้นโทษหรือไม่
- คดีขาดอายุความหรือยัง
- โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
- โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่
โดยทั่วไปแล้ว คดีอาญามักมีประเด็นข้อพิพาทที่ชัดเจนและจับได้ง่ายกว่า ขณะที่คดีแพ่งมักมีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นมากกว่า
ดังนั้น การจะวิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงใดเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ ทนายความจำเป็นต้อง จับประเด็นข้อพิพาทให้ได้ก่อน เพราะประเด็นข้อพิพาทจะเป็นตัวกำหนดว่า ข้อเท็จจริงใด “เกี่ยวข้อง” และข้อเท็จจริงใด “ไม่เกี่ยวข้อง” กับการวินิจฉัยคดี
การนำสืบนอกประเด็นคือแบบไหน
การนำสืบนอกประเด็น หมายถึง การนำพยานหลักฐานเข้าสืบในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี หรืออยู่นอกกรอบของคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่ศาลกำหนดไว้
โดยทั่วไปสามารถพิจารณาได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
ไม่เป็นสาระแห่งคดี และไม่มีคุณค่าในเชิงพิสูจน์
เป็นข้อเท็จจริงที่แม้นำมาสืบแล้ว ก็ ไม่ช่วยให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทได้ดีขึ้น โดยมีลักษณะ เช่น
- เป็นข้อเท็จจริงที่ ห่างไกลจากประเด็นข้อพิพาท
- รับฟังแล้วก็ ไม่ทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อ ในประเด็นที่โต้แย้งกัน
- ไม่ก่อให้เกิด ผลแพ้ชนะในคดี
- ไม่กระทบต่อ การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
- เป็นเพียงข้อสันนิษฐานหรือการคาดคะเนที่ ขาดเหตุผลรองรับ
ตัวอย่าง

- การนำสืบว่าคู่กรณีเคยทะเลาะกันในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งไม่อาจถือเป็นแรงจูงใจในการกระทำความผิดในคดีปัจจุบัน แต่หากเป็นการทะเลาะกันอย่างรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เกิดเหตุ อาจถือว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องแรงจูงใจได้
- การนำสืบว่าเคยเห็นจำเลยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเมื่อ 1–2 ปีก่อน ย่อมถือว่าห่างประเด็น แต่หากพบในช่วง 1–2 วันก่อนเกิดเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับประเด็น เช่น การเตรียมการหรือดูลาดเลา
- ในคดีกู้ยืมเงิน หากโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินในอดีตและไม่ชำระหนี้ แม้จะเป็นข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถใช้สรุปได้ว่า ครั้งนี้จำเลยได้กู้ยืมเงินจริง จึงถือว่าเป็นการนำสืบนอกประเด็น
การนำสืบนอกคำฟ้อง คำให้การ หรือประเด็นข้อพิพาท
ในคดีแพ่ง การนำสืบพยานจะต้องอยู่ภายในกรอบของ
- คำฟ้องและคำให้การ
- และประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดไว้
หากเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงที่ ไม่ได้ยกขึ้นไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ หรืออยู่นอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ ย่อมถือเป็นการนำสืบนอกประเด็น ซึ่งศาลมีอำนาจ ไม่อนุญาตให้นำสืบ หรือไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น ได้
ผลของการนำสืบนอกประเด็น
การนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทในคดี ย่อมมีผลทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ ดังนี้
ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐาน
หากพยานหลักฐานใด ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท หรือเป็นพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือย ประวิงให้คดีล่าช้า ศาลมีอำนาจ ปฏิเสธไม่รับ หรือสั่งงดการสืบพยานนั้นได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 ซึ่งให้อำนาจศาลในการควบคุมมิให้มีการนำพยานหลักฐานที่ไม่จำเป็นเข้าสู่สำนวน
ห้ามซักถามพยานในเรื่องนอกประเด็น
คู่ความไม่อาจซักถาม ถามค้าน หรือถามติงพยานในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ได้ ตาม มาตรา 118 (1) ซึ่งบัญญัติห้ามการถามพยานในคำถามที่อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท
แม้นำสืบไปแล้ว ศาลก็ไม่อาจรับฟัง
ในบางกรณี แม้พยานหลักฐานจะถูกนำเข้าสู่สำนวนไปแล้ว แต่หากเป็นพยานหลักฐานที่ อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท ศาลก็ไม่สามารถนำมารับฟังเพื่อใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ ตาม มาตรา 87 (1) ที่กำหนดให้ศาลรับฟังเฉพาะพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ในคดีเท่านั้น
หลักการห้ามนำสืบนอกประเด็นมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความนำพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าสู่สำนวนโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้สำนวนคดี ยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า จนอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาล
การนำสืบนอกประเด็น ไม่เพียงแต่ ศาลอาจไม่อนุญาตให้สืบ เท่านั้น แต่ถึงแม้จะสืบไปแล้ว ก็ ไม่สามารถนำมารับฟังได้และยังอาจทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น
วิธีการวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทหรือไม่
ปัญหาว่า “ข้อเท็จจริงใดเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ แม้ว่ากฎหมายจะวางหลักไว้ชัดเจนว่า พยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทย่อมไม่อาจนำสืบหรือรับฟังได้ แต่ในทางกลับกัน กฎหมาย มิได้กำหนดเกณฑ์ตายตัว ว่าข้อเท็จจริงลักษณะใดจึงจะถือว่า “เกี่ยวข้อง” หรือ “ไม่เกี่ยวข้อง” กับประเด็นข้อพิพาท
ดังนั้น การวินิจฉัยในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของ ดุลยพินิจของศาล ที่จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายคดีไป
ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในการวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้น เกี่ยวกับประเด็นและมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหรือไม่
ในทางวิชาการ ท่านอาจารย์ จรัญ ภักดีธนากุล ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ และควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อทำความเข้าใจแนวทางการใช้ดุลยพินิจของศาล
ลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท
โดยทั่วไป ข้อเท็จจริงที่จะถือว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เมื่อมีการนำสืบแล้ว สามารถส่งผลต่อการวินิจฉัยของศาลได้ ไม่ว่าจะเป็น
- ทำให้ศาล เชื่อหรือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงที่คู่ความอ้าง
- ส่งผลในเชิง บวกหรือลบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- หรือมีผลต่อ ข้อสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินแพ้ชนะคดี
แม้ลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจะขึ้นอยู่กับรูปคดีเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้ว พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทควรมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
- เป็นสาระสำคัญแห่งคดี กล่าวคือ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย
- มีคุณค่าในเชิงพิสูจน์ สามารถช่วยให้ศาลใช้ประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และนำไปสู่ข้อสรุปในคดีได้
ทั้งนี้ ตามทฤษฎีและคำอธิบายกฎหมายของไทย สามารถจำแนกข้อเท็จจริงที่ “เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้
ข้อเท็จจริงในประเด็นโดยตรง
หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความโต้แย้งกันในคำฟ้องและคำให้การ หรือที่ศาลได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน เช่น
- เหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงหรือไม่
- ใครเป็นฝ่ายผิด
- ใครมีหน้าที่ต้องรับผิด
- มีเหตุยกเว้นความผิดหรือเหตุยกเว้นโทษหรือไม่
ข้อเท็จจริงประเภทนี้ เมื่อมีการนำสืบแล้ว จะทำให้ศาลเห็นภาพ ตรงต่อประเด็นแห่งคดีโดยชัดเจน และเป็นแกนหลักในการวินิจฉัย
ตัวอย่างพยานหลักฐาน
- สัญญากู้ยืมเงิน
- หลักฐานการชำระเงิน
- คลิปวิดีโอหรือภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ
- คำเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พิพาทโดยตรง
ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็น
หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นโดยตรง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ช่วยสนับสนุนหรือเชื่อมโยงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงในประเด็นหลักนั้น น่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น
ข้อเท็จจริงลักษณะนี้มักเป็น “พยานแวดล้อม” หรือ “พยานแวดล้อมประกอบ” ซึ่งโดยลำพังอาจไม่เพียงพอให้ศาลเชื่อ แต่หากมีหลายข้อประกอบกันอย่างสอดคล้อง ก็อาจทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=JCqmq9k91ms&t=2s)
ตัวอย่างลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็น
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาและบริบทของเรื่อง
- การได้มาซึ่งสิทธิในทรัพย์สิน
- เหตุการณ์ก่อนเกิดข้อพิพาท
- ความสัมพันธ์หรือพฤติการณ์ที่ผ่านมา
ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง “โอกาส”
- โอกาสที่จะมีการทำสัญญา
- โอกาสที่จะเกิดการกระทำละเมิด
- โอกาสที่จำเลยจะกระทำความผิด
- โอกาสที่ผู้เสียหายจะเข้าใจผิด
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีทางธุรกิจหรือจารีตประเพณี
- แนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับในธุรกิจนั้น
- ลักษณะทั่วไปของธุรกิจประเภทเดียวกัน
- ธรรมเนียมหรือแนวปฏิบัติในวงการ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรฐาน
- มาตรฐานวิชาชีพ (แพทย์ วิศวกร ฯลฯ)
- มาตรฐานการซ่อมบำรุง
- มาตรฐานราคาทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย
- มาตรฐานค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนา

- พฤติการณ์ที่แสดงถึงการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล
- การรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด
- การไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
- การสำคัญผิดของคู่ความ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน
- เคยมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันมาก่อน
- รูปแบบการกระทำที่คล้ายกันในหลายเหตุการณ์
- การกระทำที่มีลักษณะเป็นแบบแผนต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ “ตัวประเด็นโดยตรง” แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ศาล ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อพยานฝ่ายใด
โดยข้อเท็จจริงลักษณะนี้ เช่น
- ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง มูลเหตุจูงใจของคู่กรณี
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ นิสัยหรือความประพฤติของคู่ความและพยาน
- ข้อเท็จจริงที่ใช้ หักล้างความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้าม
- ข้อเท็จจริงที่แสดงว่า พยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- ข้อเท็จจริงที่แสดงว่า มีความโกรธเคืองกันมาก่อน
- ข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นถึง เหตุจูงใจในการเบิกความเท็จหรือใส่ร้าย
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ประวัติหรือพฤติการณ์ที่กระทบความน่าเชื่อถือของพยาน
- ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง ความสุจริตหรือไม่สุจริตของคู่กรณี
ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อ การประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล แม้จะไม่ได้ชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทโดยตรงก็ตาม
ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟังพยานหลักฐานบางประเภท
เป็นข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการพิจารณาว่า พยานหลักฐานนั้นจะรับฟังได้หรือไม่ กล่าวคือ หากไม่มีข้อเท็จจริงเหล่านี้ พยานหลักฐานบางประเภทอาจไม่สามารถรับฟังได้ตามกฎหมาย เช่น
- ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง พยานบอกเล่า
- ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง พยานซัดทอด
- ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ ที่มาของพยานหลักฐาน (เช่น ได้มาโดยชอบหรือไม่)
- ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง สำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ
ข้อเท็จจริงกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเป็น “ด่านแรก” ในการพิจารณาว่า พยานหลักฐานนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้หรือไม่
ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาล
เป็นข้อเท็จจริงที่มีผลต่อ การใช้ดุลยพินิจของศาล ในการกำหนดผลแห่งคดี แม้จะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทโดยตรง เช่น

- ในคดีอาญา ศาลจะต้องพิจารณาว่า ควรลงโทษสถานหนักหรือสถานเบา
- ในคดีแพ่ง ศาลต้องพิจารณาว่า ควรกำหนดค่าเสียหายเท่าใดจึงเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ข้อเท็จจริงในลักษณะนี้จึงมีผลต่อขอบเขตของผลคำพิพากษา แม้ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าฝ่ายใดแพ้หรือชนะคดี
แนวทางในทางปฏิบัติของศาลไทย
ในทางปฏิบัติของระบบศาลไทย ปัญหาเรื่อง “การนำสืบเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” มักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงสำคัญของคดี เช่น
- ช่วง ถามค้านพยาน
- ช่วง นำพยานฝ่ายตนเข้าสืบ
- ช่วง แถลงความเกี่ยวข้องของพยาน ในชั้นชี้สองสถาน หรือชั้นตรวจพยานหลักฐาน
ปัญหาที่พบในทางปฏิบัติ
ตามความเห็นของศาสตราจารย์โสภณ รัตนากร ปัญหาว่าพยานหลักฐาน “เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็น” มักเป็นข้อโต้แย้งระหว่างศาลกับทนายความอยู่เสมอ
โดยทั่วไป ศาลมักไม่ตัดพยานของคู่ความโดยง่าย แต่ก็มีหลายกรณีที่
- ศาล ห้ามถามพยาน เพราะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็น
- หรือแม้พยานจะตอบแล้ว ศาลก็ ไม่บันทึกคำเบิกความ
ปัญหานี้พบได้มากโดยเฉพาะในช่วง ถามค้าน ซึ่งเป็นช่วงที่ขอบเขตคำถามอาจกว้างและมีความละเอียดอ่อน
สาเหตุสำคัญของความขัดแย้ง คือ
- ศาล ต้องการให้คดีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว กระชับ ไม่ยืดเยื้อ
- ทนายความ ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้าน
ในขณะที่ทนายความย่อมรู้รายละเอียดคดีของตนเองเป็นอย่างดี แต่ศาลอาจยังไม่เห็นภาพทั้งหมดในขณะนั้น จึงอาจมองว่าพยานหรือคำถามบางอย่าง “ไม่เกี่ยวกับประเด็น”
ดังนั้น หากทนายความสามารถ อธิบายให้ศาลเห็นได้ชัดเจนว่า พยานหรือคำถามนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทอย่างไร ก็จะช่วยลดความขัดแย้งและทำให้ศาลเปิดโอกาสให้สืบพยานได้มากขึ้น
สรุป
ปัญหาว่าพยานหลักฐาน “เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยในทางปฏิบัติ และไม่มีหลักตายตัว ต้องอาศัยดุลยพินิจของศาลเป็นสำคัญ
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การมีพยานหลักฐาน แต่คือการ จับประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง และสามารถ อธิบายความเกี่ยวข้องของพยานหลักฐานให้ศาลเข้าใจได้อย่างชัดเจน หากไม่สามารถอธิบายได้ พยานที่สำคัญก็อาจถูกมองว่า “นอกประเด็น” และถูกตัดทิ้งไปได้ ในทางกลับกัน หากอธิบายได้ดี แม้จะเป็นพยานแวดล้อม ก็สามารถมีน้ำหนักและส่งผลต่อรูปคดีได้
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

