คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

สืบพยาน-ถามค้าน ยังไงให้เข้าประเด็น? ศาลยอมจดบันทึกคำพยาน

Table of contents in the article

          หลายคนที่เคยขึ้นศาลน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้—ถามพยานไปแล้ว แต่ศาลกลับไม่บันทึก หรือทักว่าคำถาม “ไม่เกี่ยวกับประเด็น” จนทำให้เสียจังหวะและเสียรูปคดีไปเลย

          คำถามสำคัญคือ แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า “เกี่ยว” หรือ “ไม่เกี่ยว”? และศาลใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินตรงนี้

          ความจริงแล้ว ในกฎหมายพยานหลักฐานมีหลักพื้นฐานที่สำคัญมากอยู่ข้อหนึ่ง คือ การนำสืบพยานหลักฐานจะต้องจำกัดอยู่เฉพาะข้อเท็จจริงที่ “เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท” เท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยว ศาลมีอำนาจตัดทิ้งได้ทันที เพื่อไม่ให้สำนวนคดีเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจว่า “ประเด็นข้อพิพาท” คืออะไร หรือขอบเขตมันอยู่ตรงไหน โอกาสที่จะถามพยานหลุดประเด็นก็มีสูง และสุดท้ายคำถามนั้นก็จะไม่มีน้ำหนักในคดี

          ในบทความนี้ ผมจะพาเพื่อน ๆ มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า ศาลใช้เกณฑ์อะไรในการดูว่าอะไร “เข้า” หรือ “ไม่เข้า” ประเด็น และเราควรตั้งคำถามพยานอย่างไรให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

การนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทคืออะไร

ประเด็นข้อพิพาท

          ประเด็นข้อพิพาท คือ ประเด็นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกัน และเป็น ข้อสำคัญที่มีผลต่อการวินิจฉัยแพ้ชนะคดี

          ในคดีแพ่ง ประเด็นข้อพิพาทจะเกิดจาก คำฟ้องและคำให้การ ที่คู่ความยังไม่ยอมรับกัน เช่น

  • โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
  • จำเลยได้ทำสัญญาหรือไม่
  • ใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • สัญญาเป็นสัญญาปลอมหรือไม่
  • มีการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดหรือไม่
  • ใครเป็นฝ่ายกระทำโดยประมาท
  • ใครเป็นผู้ต้องรับผิด
  • โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่
  • ค่าเสียหายมีจำนวนเท่าใด

           (ในส่วนของคดีแพ่ง ผมเคยทำคลิปอธิบายรายละเอียดไว้แล้ว สามารถไปติดตามรับชมเพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=n2BP6_C-fyc)

          ส่วนใน คดีอาญา ประเด็นข้อพิพาทจะขึ้นอยู่กับรูปคดีและแนวทางการต่อสู้ เช่น

  • จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่
  • มีเจตนากระทำความผิดหรือไม่
  • มีเจตนาทุจริตหรือไม่
  • มีเหตุยกเว้นความผิดหรือไม่
  • มีเหตุยกเว้นโทษหรือไม่
  • คดีขาดอายุความหรือยัง
  • โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
  • โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่

          โดยทั่วไปแล้ว คดีอาญามักมีประเด็นข้อพิพาทที่ชัดเจนและจับได้ง่ายกว่า ขณะที่คดีแพ่งมักมีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นมากกว่า

          ดังนั้น การจะวิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงใดเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ ทนายความจำเป็นต้อง จับประเด็นข้อพิพาทให้ได้ก่อน เพราะประเด็นข้อพิพาทจะเป็นตัวกำหนดว่า ข้อเท็จจริงใด “เกี่ยวข้อง” และข้อเท็จจริงใด “ไม่เกี่ยวข้อง” กับการวินิจฉัยคดี

การนำสืบนอกประเด็นคือแบบไหน

          การนำสืบนอกประเด็น หมายถึง การนำพยานหลักฐานเข้าสืบในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี หรืออยู่นอกกรอบของคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่ศาลกำหนดไว้

          โดยทั่วไปสามารถพิจารณาได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

ไม่เป็นสาระแห่งคดี และไม่มีคุณค่าในเชิงพิสูจน์

          เป็นข้อเท็จจริงที่แม้นำมาสืบแล้ว ก็ ไม่ช่วยให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทได้ดีขึ้น โดยมีลักษณะ เช่น

  • เป็นข้อเท็จจริงที่ ห่างไกลจากประเด็นข้อพิพาท
  • รับฟังแล้วก็ ไม่ทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อ ในประเด็นที่โต้แย้งกัน
  • ไม่ก่อให้เกิด ผลแพ้ชนะในคดี
  • ไม่กระทบต่อ การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
  • เป็นเพียงข้อสันนิษฐานหรือการคาดคะเนที่ ขาดเหตุผลรองรับ

          ตัวอย่าง

  • การนำสืบว่าคู่กรณีเคยทะเลาะกันในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งไม่อาจถือเป็นแรงจูงใจในการกระทำความผิดในคดีปัจจุบัน แต่หากเป็นการทะเลาะกันอย่างรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เกิดเหตุ อาจถือว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องแรงจูงใจได้
  • การนำสืบว่าเคยเห็นจำเลยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเมื่อ 1–2 ปีก่อน ย่อมถือว่าห่างประเด็น แต่หากพบในช่วง 1–2 วันก่อนเกิดเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับประเด็น เช่น การเตรียมการหรือดูลาดเลา
  • ในคดีกู้ยืมเงิน หากโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินในอดีตและไม่ชำระหนี้ แม้จะเป็นข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถใช้สรุปได้ว่า ครั้งนี้จำเลยได้กู้ยืมเงินจริง จึงถือว่าเป็นการนำสืบนอกประเด็น

การนำสืบนอกคำฟ้อง คำให้การ หรือประเด็นข้อพิพาท

          ในคดีแพ่ง การนำสืบพยานจะต้องอยู่ภายในกรอบของ

  • คำฟ้องและคำให้การ
  • และประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดไว้

          หากเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงที่ ไม่ได้ยกขึ้นไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ หรืออยู่นอกประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ ย่อมถือเป็นการนำสืบนอกประเด็น ซึ่งศาลมีอำนาจ ไม่อนุญาตให้นำสืบ หรือไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น ได้

ผลของการนำสืบนอกประเด็น

          การนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทในคดี ย่อมมีผลทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ ดังนี้

ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐาน

          หากพยานหลักฐานใด ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท หรือเป็นพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือย ประวิงให้คดีล่าช้า ศาลมีอำนาจ ปฏิเสธไม่รับ หรือสั่งงดการสืบพยานนั้นได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 ซึ่งให้อำนาจศาลในการควบคุมมิให้มีการนำพยานหลักฐานที่ไม่จำเป็นเข้าสู่สำนวน

ห้ามซักถามพยานในเรื่องนอกประเด็น

          คู่ความไม่อาจซักถาม ถามค้าน หรือถามติงพยานในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ได้ ตาม มาตรา 118 (1) ซึ่งบัญญัติห้ามการถามพยานในคำถามที่อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท

แม้นำสืบไปแล้ว ศาลก็ไม่อาจรับฟัง

          ในบางกรณี แม้พยานหลักฐานจะถูกนำเข้าสู่สำนวนไปแล้ว แต่หากเป็นพยานหลักฐานที่ อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท ศาลก็ไม่สามารถนำมารับฟังเพื่อใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ ตาม มาตรา 87 (1) ที่กำหนดให้ศาลรับฟังเฉพาะพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ในคดีเท่านั้น

          หลักการห้ามนำสืบนอกประเด็นมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความนำพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าสู่สำนวนโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้สำนวนคดี ยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า จนอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาล

          การนำสืบนอกประเด็น ไม่เพียงแต่ ศาลอาจไม่อนุญาตให้สืบ เท่านั้น แต่ถึงแม้จะสืบไปแล้ว ก็ ไม่สามารถนำมารับฟังได้และยังอาจทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น

วิธีการวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทหรือไม่

          ปัญหาว่า “ข้อเท็จจริงใดเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ แม้ว่ากฎหมายจะวางหลักไว้ชัดเจนว่า พยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทย่อมไม่อาจนำสืบหรือรับฟังได้ แต่ในทางกลับกัน กฎหมาย มิได้กำหนดเกณฑ์ตายตัว ว่าข้อเท็จจริงลักษณะใดจึงจะถือว่า “เกี่ยวข้อง” หรือ “ไม่เกี่ยวข้อง” กับประเด็นข้อพิพาท

          ดังนั้น การวินิจฉัยในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของ ดุลยพินิจของศาล ที่จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายคดีไป

          ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในการวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้น เกี่ยวกับประเด็นและมีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหรือไม่

          ในทางวิชาการ ท่านอาจารย์ จรัญ ภักดีธนากุล ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ และควรศึกษาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อทำความเข้าใจแนวทางการใช้ดุลยพินิจของศาล

ลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท

          โดยทั่วไป ข้อเท็จจริงที่จะถือว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เมื่อมีการนำสืบแล้ว สามารถส่งผลต่อการวินิจฉัยของศาลได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • ทำให้ศาล เชื่อหรือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงที่คู่ความอ้าง
  • ส่งผลในเชิง บวกหรือลบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • หรือมีผลต่อ ข้อสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินแพ้ชนะคดี

          แม้ลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจะขึ้นอยู่กับรูปคดีเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้ว พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทควรมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  1. เป็นสาระสำคัญแห่งคดี กล่าวคือ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย
  2. มีคุณค่าในเชิงพิสูจน์ สามารถช่วยให้ศาลใช้ประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และนำไปสู่ข้อสรุปในคดีได้

          ทั้งนี้ ตามทฤษฎีและคำอธิบายกฎหมายของไทย สามารถจำแนกข้อเท็จจริงที่ “เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้

ข้อเท็จจริงในประเด็นโดยตรง

          หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความโต้แย้งกันในคำฟ้องและคำให้การ หรือที่ศาลได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถาน เช่น

  • เหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงหรือไม่
  • ใครเป็นฝ่ายผิด
  • ใครมีหน้าที่ต้องรับผิด
  • มีเหตุยกเว้นความผิดหรือเหตุยกเว้นโทษหรือไม่

          ข้อเท็จจริงประเภทนี้ เมื่อมีการนำสืบแล้ว จะทำให้ศาลเห็นภาพ ตรงต่อประเด็นแห่งคดีโดยชัดเจน และเป็นแกนหลักในการวินิจฉัย

          ตัวอย่างพยานหลักฐาน
  • สัญญากู้ยืมเงิน
  • หลักฐานการชำระเงิน
  • คลิปวิดีโอหรือภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ
  • คำเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พิพาทโดยตรง

ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็น

          หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นโดยตรง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ช่วยสนับสนุนหรือเชื่อมโยงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงในประเด็นหลักนั้น น่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น

          ข้อเท็จจริงลักษณะนี้มักเป็น “พยานแวดล้อม” หรือ “พยานแวดล้อมประกอบ” ซึ่งโดยลำพังอาจไม่เพียงพอให้ศาลเชื่อ แต่หากมีหลายข้อประกอบกันอย่างสอดคล้อง ก็อาจทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=JCqmq9k91ms&t=2s)

ตัวอย่างลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับประเด็น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาและบริบทของเรื่อง

  • การได้มาซึ่งสิทธิในทรัพย์สิน
  • เหตุการณ์ก่อนเกิดข้อพิพาท
  • ความสัมพันธ์หรือพฤติการณ์ที่ผ่านมา

ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง “โอกาส”

  • โอกาสที่จะมีการทำสัญญา
  • โอกาสที่จะเกิดการกระทำละเมิด
  • โอกาสที่จำเลยจะกระทำความผิด
  • โอกาสที่ผู้เสียหายจะเข้าใจผิด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีทางธุรกิจหรือจารีตประเพณี

  • แนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับในธุรกิจนั้น
  • ลักษณะทั่วไปของธุรกิจประเภทเดียวกัน
  • ธรรมเนียมหรือแนวปฏิบัติในวงการ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรฐาน

  • มาตรฐานวิชาชีพ (แพทย์ วิศวกร ฯลฯ)
  • มาตรฐานการซ่อมบำรุง
  • มาตรฐานราคาทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย
  • มาตรฐานค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนา

  • พฤติการณ์ที่แสดงถึงการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล
  • การรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด
  • การไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
  • การสำคัญผิดของคู่ความ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน

  • เคยมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันมาก่อน
  • รูปแบบการกระทำที่คล้ายกันในหลายเหตุการณ์
  • การกระทำที่มีลักษณะเป็นแบบแผนต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน

          เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ “ตัวประเด็นโดยตรง” แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ศาล ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อพยานฝ่ายใด

          โดยข้อเท็จจริงลักษณะนี้ เช่น

  • ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง มูลเหตุจูงใจของคู่กรณี
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ นิสัยหรือความประพฤติของคู่ความและพยาน
  • ข้อเท็จจริงที่ใช้ หักล้างความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้าม
  • ข้อเท็จจริงที่แสดงว่า พยานมีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ข้อเท็จจริงที่แสดงว่า มีความโกรธเคืองกันมาก่อน
  • ข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นถึง เหตุจูงใจในการเบิกความเท็จหรือใส่ร้าย
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ประวัติหรือพฤติการณ์ที่กระทบความน่าเชื่อถือของพยาน
  • ข้อเท็จจริงที่แสดงถึง ความสุจริตหรือไม่สุจริตของคู่กรณี

          ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อ การประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล แม้จะไม่ได้ชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทโดยตรงก็ตาม

ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟังพยานหลักฐานบางประเภท

          เป็นข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการพิจารณาว่า พยานหลักฐานนั้นจะรับฟังได้หรือไม่ กล่าวคือ หากไม่มีข้อเท็จจริงเหล่านี้ พยานหลักฐานบางประเภทอาจไม่สามารถรับฟังได้ตามกฎหมาย เช่น

  • ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง พยานบอกเล่า
  • ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง พยานซัดทอด
  • ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ ที่มาของพยานหลักฐาน (เช่น ได้มาโดยชอบหรือไม่)
  • ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขในการรับฟัง สำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ

          ข้อเท็จจริงกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเป็น “ด่านแรก” ในการพิจารณาว่า พยานหลักฐานนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาล

          เป็นข้อเท็จจริงที่มีผลต่อ การใช้ดุลยพินิจของศาล ในการกำหนดผลแห่งคดี แม้จะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทโดยตรง เช่น

  • ในคดีอาญา ศาลจะต้องพิจารณาว่า ควรลงโทษสถานหนักหรือสถานเบา
  • ในคดีแพ่ง ศาลต้องพิจารณาว่า ควรกำหนดค่าเสียหายเท่าใดจึงเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

          ข้อเท็จจริงในลักษณะนี้จึงมีผลต่อขอบเขตของผลคำพิพากษา แม้ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าฝ่ายใดแพ้หรือชนะคดี

แนวทางในทางปฏิบัติของศาลไทย

          ในทางปฏิบัติของระบบศาลไทย ปัญหาเรื่อง “การนำสืบเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” มักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงสำคัญของคดี เช่น

  • ช่วง ถามค้านพยาน
  • ช่วง นำพยานฝ่ายตนเข้าสืบ
  • ช่วง แถลงความเกี่ยวข้องของพยาน ในชั้นชี้สองสถาน หรือชั้นตรวจพยานหลักฐาน

ปัญหาที่พบในทางปฏิบัติ

          ตามความเห็นของศาสตราจารย์โสภณ รัตนากร ปัญหาว่าพยานหลักฐาน “เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็น” มักเป็นข้อโต้แย้งระหว่างศาลกับทนายความอยู่เสมอ

          โดยทั่วไป ศาลมักไม่ตัดพยานของคู่ความโดยง่าย แต่ก็มีหลายกรณีที่

  • ศาล ห้ามถามพยาน เพราะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็น
  • หรือแม้พยานจะตอบแล้ว ศาลก็ ไม่บันทึกคำเบิกความ

          ปัญหานี้พบได้มากโดยเฉพาะในช่วง ถามค้าน ซึ่งเป็นช่วงที่ขอบเขตคำถามอาจกว้างและมีความละเอียดอ่อน

          สาเหตุสำคัญของความขัดแย้ง คือ

  • ศาล ต้องการให้คดีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว กระชับ ไม่ยืดเยื้อ
  • ทนายความ ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้าน

          ในขณะที่ทนายความย่อมรู้รายละเอียดคดีของตนเองเป็นอย่างดี แต่ศาลอาจยังไม่เห็นภาพทั้งหมดในขณะนั้น จึงอาจมองว่าพยานหรือคำถามบางอย่าง “ไม่เกี่ยวกับประเด็น”

          ดังนั้น หากทนายความสามารถ อธิบายให้ศาลเห็นได้ชัดเจนว่า พยานหรือคำถามนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทอย่างไร ก็จะช่วยลดความขัดแย้งและทำให้ศาลเปิดโอกาสให้สืบพยานได้มากขึ้น

สรุป

          ปัญหาว่าพยานหลักฐาน “เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยในทางปฏิบัติ และไม่มีหลักตายตัว ต้องอาศัยดุลยพินิจของศาลเป็นสำคัญ

          ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การมีพยานหลักฐาน แต่คือการ จับประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง และสามารถ อธิบายความเกี่ยวข้องของพยานหลักฐานให้ศาลเข้าใจได้อย่างชัดเจน หากไม่สามารถอธิบายได้ พยานที่สำคัญก็อาจถูกมองว่า “นอกประเด็น” และถูกตัดทิ้งไปได้ ในทางกลับกัน หากอธิบายได้ดี แม้จะเป็นพยานแวดล้อม ก็สามารถมีน้ำหนักและส่งผลต่อรูปคดีได้

 

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น