คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน (ป.วิ.พ. มาตรา 84) – หลักกฎหมายที่ต้องรู้ในการสู้คดี

          โดยหลักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ศาลจะต้องวินิจฉัยคดี จากพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนเท่านั้น ไม่อาจนำข้อเท็จจริงนอกสำนวน แม้จะเป็นสิ่งที่ศาลรู้หรือทราบมาเอง มาใช้ประกอบการตัดสินคดีได้ อีกทั้งคู่ความก็ไม่สามารถอ้างข้อเท็จจริงนอกสำนวนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีได้เช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติ ข้อยกเว้นที่สำคัญ ไว้ประการหนึ่ง คือ “ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถรับฟังและนำมาวินิจฉัยคดีได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีการนำสืบพยานหลักฐานจากคู่ความ

          ดังนั้น หากข้อเท็จจริงใดเข้าลักษณะตามหลักดังกล่าว ศาลก็สามารถนำข้อเท็จจริงนั้นมาประกอบการวินิจฉัยคดีได้ทันที

          ในบทความนี้ ผมจะพาไปทำความเข้าใจ หลักการและขอบเขตของข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ตามกฎหมาย พร้อมตัวอย่างในทางปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้อย่างถูกต้อง

ประโยชน์ของการเข้าใจหลักข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

          การเข้าใจหลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะช่วยให้สามารถวางกลยุทธ์ในการดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประโยชน์หลัก ๆ ดังนี้

  • รู้ว่าข้อเท็จจริงใดที่ฝ่ายเราต้องนำสืบทำให้สามารถวางแผนได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องใดจำเป็นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบ และเรื่องใดไม่จำเป็นต้องสืบ จึงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการสืบพยาน และทำให้การดำเนินคดีกระชับมากขึ้น สำหรับข้อเท็จจริงที่ยังไม่แน่ชัดว่าต้องพิสูจน์หรือไม่ก็ควรเตรียมพยานหลักฐานไว้เพื่อความรอบคอบ
  • รู้ว่าข้อเท็จจริงใดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่จำเป็นต้องนำสืบ
              หากมีข้อเท็จจริงที่เป็นผลเสียต่อรูปคดีของเรา แม้ฝ่ายตรงข้ามจะไม่ได้นำสืบ ศาลก็อาจรับฟังได้เองในฐานะข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมพยานหลักฐานเพื่อโต้แย้งหรือแก้ข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ด้วย
  • ช่วยให้วางแผนการสืบพยานได้ครบถ้วนและรอบด้าน
              ทำให้ไม่พลาดประเด็นสำคัญ และสามารถจัดลำดับความสำคัญของพยานหลักฐานได้อย่างเหมาะสม
  • สามารถหยิบยกข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ขึ้นมากล่าวอ้างได้
              แม้ไม่มีการนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นนั้น ก็ยังสามารถใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการต่อสู้คดีได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
  • โต้แย้งข้อได้อย่างถูกต้อง
              เมื่อฝ่ายตรงข้ามอ้างข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรืออ้างข้อเท็จจริงที่ไม่อยู่ในขอบเขตของการรับฟังตามกฎหมาย เราสามารถโต้แย้งได้

          การเข้าใจหลักข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน จะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เพิ่งได้รับสำนวนคดีที่มีการนำสืบไปแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วน การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกขึ้นมา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หลักโดยทั่วไป

          โดยปกติแล้ว การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีจะต้องทำผ่านกระบวนการ สืบพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น พยานบุคคล พยานเอกสาร หรือ พยานวัตถุ ที่เข้ามาในสำนวนของศาล ให้ถูกต้องตามระเบียบวิธีการที่กฎหมายกำหนด

          หากคู่ความฝ่ายใดไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเข้ามาในสำนวน แม้ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นเรื่องที่ศาลอาจรับรู้หรือเห็นได้ด้วยตนเอง หรือแม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่มีคนรู้เห็นจำนวนมาก ศาลก็ไม่สามารถนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยคดีได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 วรรคหนึ่ง

           มาตรา 84 การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใด จะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น

ข้อยกเว้น

          อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงบางประเภทที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ แม้จะไม่ได้มีการนำสืบเข้ามาในสำนวน แต่ศาลก็สามารถรับฟังและนำไปประกอบการวินิจฉัยคดีได้ ซึ่งได้แก่ข้อเท็จจริงตามมาตรา 84 (1) – (3)

          มาตรา 84 การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใด จะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวน คดีนั้น เว้นแต่

           (1) ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป

           (2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

           (3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

          ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าว เราเรียกว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

อาจแบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้

ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป

  • เป็นข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่รู้ ไม่จำเป็นว่าทุกคนในประเทศไทยจะต้องรู้
  • ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มหรือบุคคล
  • สามารถค้นหาจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ และไม่มีผู้โต้แย้ง
  • เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปที่ไม่อาจปฏิเสธได้

          ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดี ประหยัดเวลา และเพื่อให้เกิดความยุติธรรม โดยการวินิจฉัยในเรื่องที่รู้กันอยู่ทั่วไปจะเป็นแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ ศาลเองก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไป ที่ควรทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้โดยไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป

          ตัวอย่างเช่น

  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นมาตรฐานสากล
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูมิประเทศและสภาพความเป็นไปในชีวิตประจำวัน ในระดับพื้นฐาน
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
  • ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เบื้องต้น
  • ความหมายของภาษาไทย
  • ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญ
  • ข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติในระดับเบื้องต้น
  • ข้อกฎหมายที่เป็นระดับพระราชบัญญติขึ้นไปหรือเทียบเท่า

ยกตัวอย่างคำพิพากษา

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5742/2538

          วันเดือนปีใดตรงกับวันอะไรนั้น เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป คู่ความไม่ต้องนำสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 (1) ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเอง ว่าวันสุดท้ายของกำหนดอายุความ 2 ปีตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการจึงชอบแล้ว

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2519

          ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การแรงงานสัมพันธ์ ออกตามอำนาจในข้อ 4 และ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103ซึ่งให้มีผลบังคับอย่างกฎหมาย ซึ่งรับกันว่ามีอยู่และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถือว่าเป็นที่ทราบกันทั่วไป ไม่ต้องนำสืบพยาน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8874/2543

          ข้อเท็จจริงว่า วันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปและศาลรู้ได้เอง โดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2509

          เรือยนต์หางยาวของกลางในคดีนี้ เป็นเรือที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปว่าเป็นเรือเล็ก ๆ ไม่ใหญ่โตชนิดหนึ่ง ใช้วิ่งรับส่งในแม่น้ำลำคลอง โดยข้อเท็จจริงไม่มีทางจะฟังว่าเป็นเรือมีระวางบรรทุกเกิน 250 ตัน ได้เลย ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปดังกล่าว ถึงแม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่ามีระวางบรรทุกเท่าใด ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าเรือยนต์หางยาวพร้อมด้วยเครื่องของกลางคดีนี้ มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน เมื่อจำเลยนำไปใช้ในการขนของที่ยังมิได้เสียภาษี จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469 มาตรา 32 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2509)

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5963/2539

          การส่งเอกสารโดยวิธีโทรสาร เป็นวิทยาการแบบใหม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ผู้ส่งจะนำต้นฉบับของเอกสารที่จะทำการส่งไปลงในเครื่องโทรเลขแล้วจัดการส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ ต้นฉบับผู้ส่งจะเป็นผู้เก็บไว้ โทรสารที่โจทก์ส่งศาลเป็นพยานซึ่งจำเลยยอมรับความถูกต้องแล้ว จึงรับฟังได้ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6918/2540

          ตามสูตรสำเร็จเวลาดวงจันทร์ขึ้นจากพื้นพิภพ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า ในแต่ละวันดวงจันทร์จะขึ้นจากพื้นพิภพเวลาเท่าไร และจะขึ้นช้าลงวันละ 48 นาที ทั้งดวงจันทร์จะตกลงหลังจากขึ้นแล้ว 12 ชั่วโมง วันเกิดเหตุวันที่ 22 ตุลาคม 2536 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ ตามสูตรสำเร็จดังกล่าวดวงจันทร์ขึ้นจากพื้นพิภพเวลา 11.36 นาฬิกาและดวงจันทร์ตกลงพื้นเวลา 23.36 นาฬิกา ช่วงวันเวลาเกิดเหตุวันที่ 22,23 และ 24 ตุลาคม 2536 ดวงจันทร์ขึ้นจากพื้นพิภพแล้วทั้งสิ้น ขณะเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลากลางคืนย่อมมีแสงจันทร์ดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 22,23 และ 24 ตุลาคม 2536จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกินสิบสามปีและเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15533/2557

          เห็นว่า เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าการบริหารองค์กรไม่ว่าบริหารภาครัฐหรือเอกชน การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบจะต้องใช้หลักคุณธรรม และเป็นไปตามระเบียบแบบแผน เพื่อให้ได้คนดีเข้ามาทำหน้าที่นั้น เป็นประโยชน์ต่อองค์กร สังคมและประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน และยังเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นหรือเสาหลักแห่งกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำรวจที่ประพฤติมิชอบ ย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยและวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549

          ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้โทรศัพท์ซึ่งมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะของผู้เสียหายแล้วโทรศัพท์ออกไป หลังจากนั้นศาลจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยความหมายของคำว่า “โทรศัพท์” ตามที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 7 ให้ความหมายไว้ว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทาง ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งแล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการสืบค้นจากหนังสืออ้างอิงที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถทราบได้เมื่อเปิดดูจากหนังสือดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีมิใช่เป็นการรับฟังและวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน

ข้อเท็จจริงที่ศาลตรวจเห็นเอง

  • ข้อเท็จจริงที่ศาลเห็นการเดินเผชิญสืบหรือตรวจสถานที่
  • ตรวจดูลายมือชื่อในเอกสาร ว่าตรงกันหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2499

          ในคำให้การของจำเลยปฏิเสธการกู้ยืมตามฟ้อง พอมาในชั้นพิจารณาตอนแรกจำเลยแถลงรับโดยเข้าใจผิดว่าจำเลยลงชื่อในสัญญากู้ตามฟ้องจริง ศาลจึงมีคำสั่งให้จำเลยนำสืบก่อน แล้วจำเลยยื่นคำร้องว่าที่แถลงไปนั้นคลาดเคลื่อนขอดูต้นเอกสาร ครั้นตรวจเอกสารต้นสัญญากู้แล้วจำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่ลายมือจำเลยในสัญญากู้ที่ฟ้องดังนี้ ศาลย่อมมีคำสั่งในหน้าที่นำสืบใหม่ให้โจทก์เป็นฝ่ายนำสืบก่อนได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576/2526

          สิ่งใดที่บุคคลธรรมดาอาจตรวจเห็นได้แล้ว ศาลก็ย่อมตรวจเห็นเองได้ ศาลจึงมีอำนาจตรวจลายมือชื่อจำเลยในเอกสารหลายฉบับเปรียบเทียบกัน เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ โดยศาลเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจพิสูจน์แล้วลงความเห็นได้แต่เพียงว่าน่าเชื่อว่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน

  • รูปร่างลักษณะของคู่ความ
  • ลักษณะข้อพิรุธในการเบิกความ เช่น การตอบคำถามช้า การไม่ยอมตอบ หรือการตอบคำถามสองแบบที่ขัดแย้งกัน
  • เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏระหว่างพิจารณาคดี เช่น การส่งซิกหรือการดูโพย
  • พฤติการณ์การประวิงคดี
  • การไม่ยอมตอบคำถามของศาล
  • ลักษณะของวัตถุพยาน

          ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ถึงแม้ไม่มีการกล่าวอ้างนำสืบ แต่เมื่อศาลเห็นเอง ศาลอาจบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา คำเบิกความ หรือ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในท้องสำนวน ซึ่งอาจปรากฏใน คำพิพากษา ก็ได้

ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันในศาล

ในคดีแพ่ง

  • กรณีที่จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธ
  • กรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธแต่ไม่ชัดแจ้ง
  • การแถลงรับข้อเท็จจริงในคำให้การ
  • กรณีที่กฎหมายถือว่ารับ เช่น ไม่ตอบคำถามของศาลในชั้นชี้สองสถาน หรือปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • กรณีที่คู่ความไม่ยอมส่งเอกสารตามหมายเรียก
  • การแถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นชี้สองสถาน
  • กรณี “คำท้า” หรือการยอมรับข้อเท็จจริงบางประการโดยมีการท้าให้พิสูจน์ข้ออื่น

ในคดีอาญา

  • การรับข้อเท็จจริงในชั้นตรวจพยานหลักฐาน
  • การแถลงรับข้อเท็จจริงบางประการ เช่น การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน หรือการขอให้นับโทษต่อ
  • คำรับบางส่วนในการให้การแบบภาคเสธ

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2490

          โจทก์ฟ้องคดีอาญาอ้างบทลงโทษเกินกว่าสิบปี และโทษเบารวมกันมา จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพะยานประกอบในข้อหาอุกฉกรรจ์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิด ศาลก็ลงโทษในข้อหาฐานเมาได้ แม้คำพะยานโจทก์ในข้อหานี้จะไม่มีน้ำหนักก็ตาม เพราะจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ไม่มีกฎหมายบังคับให้สืบพะยานประกอบ เช่น ข้อหาอุกฉกรรจ์

  • คำรับสารภาพในคดีอาญา กรณีที่โทษจำคุกขั้นต่ำไม่เกิน 5 ปี

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น

          กฎหมายกำหนดข้อเท็จจริงเบื้องต้นไว้ว่าหากมีการสันนิษฐานข้อเท็จจริงใดไว้ก่อน และฝ่ายหนึ่งไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานนั้นได้ หรือหักล้างไม่ได้ ศาลจะต้องยึดถือตามข้อสันนิษฐานนั้น ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ได้มีการนำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวเลยก็ตาม

          ตัวอย่างเช่น

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 6 “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

          มาตรา 327 ในกรณีชำระดอกเบี้ย หรือชำระหนี้อย่างอื่นอันมีกำหนดชำระเป็นระยะเวลานั้น ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อระยะหนึ่งแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพื่อระยะก่อน ๆ นั้นด้วยแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อการชำระต้นเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยแล้ว ถ้าเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ได้เวนคืนแล้วไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว

          มาตรา 1357 “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน

          มาตรา 1372 “สิทธิซึ่งผู้ครอบครองใช้ในทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสิทธิซึ่งผู้ครอบครองมีตามกฎหมาย”

          “มาตรา 1536 เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นคู่สมรสกับชายหรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นคู่สมรส หรือเคยเป็นคู่สมรส แล้วแต่กรณี

          อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงประเภทนี้กฎหมายยังเปิดโอกาสให้มีการนำสืบเพื่อหักล้างหรือโต้แย้งได้ แต่หากไม่มีการหักล้างหรือโต้แย้ง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะถือเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น และศาลสามารถรับฟังได้โดยไม่ต้องสืบพยาน

ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้

          กฎหมายปิดหูศาล ปิดปากห้ามคู่ความนำสืบเป็นอย่างอื่น

  • ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด

          เป็นกรณีที่กำหนดไว้ว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งหรือคัดค้านอีก โดยในตัวบทมักจะใช้คำว่า “ให้ถือว่า” หรือ “ต้องถือว่า” และไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบให้เป็นอย่างอื่นได้ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถใช้ในการวินิจฉัยคดีได้ทันที โดยคู่ความไม่มีสิทธิ์โต้แย้งหรือคัดค้าน

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 17 “ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่าตายพร้อมกัน

          มาตรา 38 “ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

          มาตรา 39ถ้าภูมิลำเนาไม่ปรากฏ ให้ถือว่าถิ่นที่อยู่เป็นภูมิลำเนา

          มาตรา 40บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

          มาตรา 42 “ถ้าบุคคลใดได้เลือกเอาถิ่นใด โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใด ให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้น

  • พระราชบัญญัติรับราชการทหาร

          มาตรา 30 ถ้าผู้ที่ถูกเรียกมาตรวจเลือกเห็นว่า ตนควรจะได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน ต้องนําหลักฐานมาแสดงต่อคณะกรรมการตรวจเลือกก่อนจับสลาก หรือก่อนกําหนดให้เข้ากองประจําการ ในกรณีที่ไม่มีการจับสลาก มิฉะนั้นให้ถือว่าหมดสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน

  • ผลคำพิพากษาผูกพันตามกฎหมาย

          กรณีผลคำพิพากษาผูกพันคู่ความในคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี

  • ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาซึ่งผูกพันคดีส่วนแพ่ง

          ตามระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

  1. คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญา

          ไม่ใช่คดีอาญาต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีส่วนแพ่ง หรือคดีอาญาต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาอื่น

  1. คู่ความในคดีแพ่งต้องเป็นคู่ความเดียวกันกับในคดีอาญา

          ในคดีอาญา ถือว่าพนักงานอัยการฟ้องแทนผู้เสียหาย ไม่ว่าผู้เสียหายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่

  1. คำพิพากษาต้องถึงที่สุด
  2. ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคดีอาญาได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้ง

          คำพิพากษาฎีกาที่ 9209/2553

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกและขุดต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ ขอให้ลงโทษและเรียกค่าเสียหาย 81,000 บาท ซึ่งความรับผิดทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญายุติแล้วว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ดังนี้จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่

          แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 47 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4021/2560

          ในคดีส่วนอาญาดังกล่าวจึงต้องมีประเด็นโดยตรงเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่เข้าไปลักทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจำเลยเจตนาทำให้ทรัพย์เสียหายหรือไม่ และศาลพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยเจตนาทำให้ทรัพย์สินเสียหายหรือไม่

          ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลผูกพันคู่ความในคดีส่วนแพ่ง หากศาลนำข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญามารับฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

สรุป

          ในการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นศาล สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการ วิเคราะห์รูปคดี เพื่อแยกให้ออกว่า ข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานที่กฎหมายให้ศาลรับรู้ได้เอง และข้อเท็จจริงใดเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องนำสืบ

          เมื่อสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้เรานำสืบเฉพาะในส่วนที่ยังขาดหรือมีข้อโต้แย้งได้อย่างตรงจุด ทำให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในกรณีที่พยานหลักฐานบางส่วนยังไม่ครบถ้วน ก็สามารถนำหลักข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์มาปรับใช้ประกอบการต่อสู้คดีได้

          อย่างไรก็ตาม หากในกรณีที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน หรือยังมีความก้ำกึ่งว่าศาลจะรับฟังได้เองหรือไม่ การนำสืบพยานในประเด็นนั้นไว้ก่อนย่อมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า (https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น