บทนำ
“ประเด็นข้อพิพาท” ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในคดีแพ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงที่สุด หากเราเข้าใจหลักการของประเด็นข้อพิพาทอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้สามารถวางรูปคดี นำสืบพยาน และต่อสู้คดีได้อย่างมีทิศทาง ซึ่งอาจทำให้ได้เปรียบในการดำเนินคดีเป็นอย่างมาก
ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าคดีแพ่งประเภทใด เรามักหลีกเลี่ยงเรื่อง “ประเด็นข้อพิพาท” ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ศาลใช้เป็นกรอบในการพิจารณาว่าคดีนั้นจะต้องวินิจฉัยเรื่องใดบ้าง
ในบทความนี้ ผมจึงจะมาอธิบาย เนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ให้เข้าใจง่าย ๆ
ประเด็นข้อพิพาทคืออะไร?
ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ประเด็นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกัน โดยต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่ายหนึ่ง และเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาและวินิจฉัย เพื่อชี้ขาดว่าใครควรเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดี
โดยปกติการดำเนินคดีแพ่งจะเริ่มต้นจากฝ่ายโจทก์เป็นผู้กล่าวหาจำเลย ผ่านเอกสารที่เรียกว่า “คำฟ้อง” ซึ่งเป็นการระบุว่าจำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิ เช่น ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อจำเลยถูกฟ้องแล้ว จำเลยก็มีหน้าที่ต้องยื่น “คำให้การ” เพื่อโต้แย้งคำฟ้อง โดยอาจปฏิเสธข้อกล่าวหาหรือยกเหตุผลต่าง ๆ ขึ้นอ้างว่าตนไม่ได้กระทำผิด หรือไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์กล่าวหา
ดังนั้น “ประเด็นข้อพิพาท” จึงเกิดขึ้นในกรณีที่ โจทก์กล่าวหา และจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับข้อกล่าวหานั้น ทำให้เกิดข้อโต้แย้งที่ศาลต้องนำมาวินิจฉัย ในทางกลับกัน หากประเด็นใดที่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้อง และจำเลย ไม่ปฏิเสธหรือยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็จะไม่ถือว่าเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ซึ่งศาลสามารถนำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยคดีได้ทันที
ตัวอย่างประเด็นข้อพิพาท
ยกตัวอย่างเช่น
- คดีกู้ยืมเงิน
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไป โดยจำเลยให้การว่าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ไม่ได้รับเงินที่กู้ แบบนี้ประเด็นข้อพิพาทจึงอยู่ที่ว่า “จำเลยได้รับเงินกู้จริงหรือไม่”
ส่วนประเด็นว่ามีการทำสัญญากู้กันจริงหรือไม่ จำเลยยอมรับแล้ว จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท และเรื่อง อายุความ ก็ไม่เป็นประเด็นเช่นกัน เพราะจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ - คดีกู้ยืมเงินอีกกรณีหนึ่ง
หากจำเลยให้การว่าได้ทำสัญญากู้ยืมจริง ได้รับเงินแล้ว แต่ได้ชำระหนี้คืนไปเกินกว่าที่ได้รับมาแล้ว และยังต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ แบบนี้ประเด็นข้อพิพาทจึงมีเพียงว่า- จำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่
- คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่
ส่วนประเด็นว่าสัญญากู้ยืมเป็นของจริงหรือไม่ หรือจำเลยทำสัญญาจริงหรือไม่ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว
- คดีฟ้องขับไล่
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินพิพาท แต่จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน และตนได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์มาเกินกว่า 10 ปีแล้ว
แบบนี้ประเด็นข้อพิพาทจึงอยู่ที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วหรือไม่
ส่วนประเด็นว่าจำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินจริงหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยยอมรับว่าเข้าไปครอบครองจริง แต่ถ้าจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปในที่ดินเลย แบบนี้ ประเด็นข้อพิพาทจะเปลี่ยนเป็นว่า จำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ และยังไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์หรือการครอบครองปรปักษ์

ในทางปฏิบัติ คดีที่มีการฟ้องร้องและต่อสู้กันจริง ๆ มักจะไม่ได้มีข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายเหมือนตัวอย่างข้างต้น เพราะคำฟ้องและคำให้การส่วนใหญ่มักมีรายละเอียดจำนวนมาก มีเอกสารประกอบหลายฉบับ และมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายประเด็น ทำให้คดีมีความซับซ้อนมากขึ้น
ดังนั้น การจับประเด็นข้อพิพาท ในการทำงานจริง จึงต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบคำฟ้องและคำให้การ รวมทั้งต้องมีความรู้ในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ในคดีแพ่งโดยทั่วไป ก่อนเข้าสู่การสืบพยาน ศาลจะกำหนด “วันชี้สองสถาน” เพื่อกำหนดว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทอะไรบ้าง และหากมีการชี้สองสถาน ศาลก็มักจะระบุประเด็นข้อพิพาทไว้ชัดเจนในรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายเรื่องการชี้สองสถานไว้แล้ว (https://youtu.be/sZzQ1hKFk6o)
อย่างไรก็ตาม แม้ในบางคดีศาลจะ ไม่ได้ชี้สองสถาน หรือมีคำสั่งงดการชี้สองสถาน คดีก็ยังคงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องพิจารณาอยู่เสมอ ซึ่งต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การ เพียงแต่ศาลไม่ได้กำหนดให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกรณีที่มีการชี้สองสถาน
ดังนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายจึงต้อง วิเคราะห์และจับประเด็นข้อพิพาทกันเอง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการนำสืบพยานและต่อสู้คดี เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ฝ่ายที่จับประเด็นข้อพิพาทได้ถูกต้อง มักจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในการดำเนินคดี
ความสำคัญของประเด็นข้อพิพาท
เป็นตัวกำหนดภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบ
ประเด็นข้อพิพาทมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ใช้กำหนดว่า ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบ ในประเด็นนั้น ๆ
ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบ หมายถึง หน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดว่า ในประเด็นข้อพิพาทหนึ่ง ๆ ฝ่ายใดต้องเป็นผู้นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อในข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง หากฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบไม่นำสืบ หรือนำสืบพยานหลักฐานไม่เพียงพอให้ศาลเชื่อได้ ฝ่ายนั้นก็ย่อมเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นดังกล่าว พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ภาระการพิสูจน์เป็นเหมือน “แต้มต่อในรูปคดี” เพราะบางฝ่ายอาจอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบตั้งแต่ต้น ขณะที่อีกฝ่ายต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจนกว่า เพื่อให้ศาลเชื่อในข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง
ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อผลแพ้ชนะของคดีโดยตรง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าใครเป็นฝ่ายที่ต้องนำสืบ และในเบื้องต้นก็สะท้อนให้เห็นว่าในรูปคดีนั้น ฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งได้วางหลักไว้ว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ฝ่ายนั้นย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว เว้นแต่จะมี ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายหรือข้อสันนิษฐานตามสภาพปกติของเหตุการณ์ ที่เป็นคุณแก่ฝ่ายใด ซึ่งในกรณีเช่นนั้น คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นแล้ว
กำหนดว่าจะสามารถนำพยานหลักฐานใดเข้ามานำสืบได้บ้าง
ประเด็นข้อพิพาทยังมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นตัวกำหนดว่าคู่ความจะสามารถนำ พยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ ใดเข้ามานำสืบในคดีได้บ้าง รวมถึงการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์หรือการดำเนินการอื่นใด ก็ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นข้อพิพาทในคดี
หากคู่ความประสงค์จะนำพยานหลักฐานใดที่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท เข้ามานำสืบ ศาลย่อมมีอำนาจ สั่งตัดพยาน หรือไม่อนุญาตให้นำสืบ ได้ และในทำนองเดียวกัน หากมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท ศาลก็มีดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตได้เช่นกัน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 ซึ่งให้อำนาจศาลในการปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือพยานหลักฐานที่ยื่นเข้ามาโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง คู่ความจึงจำเป็นต้องพิจารณาให้ชัดเจนก่อนว่า พยานหลักฐานที่ต้องการนำสืบเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เพราะหากอยู่นอกประเด็น ศาลก็อาจไม่อนุญาตให้นำสืบได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808/2537
คำให้การของจำเลยและประเด็นข้อพิพาทไม่มีประเด็นว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ แต่จำเลยขอส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยทั้งสองปากในประเด็นว่าธนาคารโจทก์ สาขาพิจิตร ได้หักเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือนชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้องเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นการขอส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยส่งประเด็นและงดสืบพยานจำเลย
การนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือประเด็นข้อพิพาท ถึงแม้ศาลปล่อยให้นำสืบ ก็ไม่สามารถรับฟังได้
แม้ในบางกรณีจะมีการนำ พยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ เข้ามานำสืบในคดีไปแล้ว โดยอาจหลุดรอดจากการตรวจสอบในชั้นสืบพยาน แต่หากพยานหลักฐานดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลก็ไม่สามารถนำพยานหลักฐานนั้นมารับฟังเพื่อใช้ในการวินิจฉัยคดีได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถึงแม้พยานหลักฐานจะถูกนำเข้าสู่สำนวนแล้ว แต่หากเป็นพยานหลักฐานที่อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท ก็ย่อม ไม่มีน้ำหนักในการรับฟังเพื่อชี้ขาดคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ซึ่งได้วางหลักไว้ว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานได้เฉพาะในกรณีที่พยานหลักฐานนั้น เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องนำสืบในคดี
ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง พยานหลักฐานที่จะนำเข้าสู่สำนวนจึงต้อง เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทโดยตรง มิฉะนั้นแม้จะมีการนำสืบไปแล้ว ศาลก็ไม่อาจนำมารับฟังเพื่อใช้วินิจฉัยคดีได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2552
คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องภาระจำยอมก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกประเด็นข้อพิพาท และเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2553
จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำเลย 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากูยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนตามฟ้องให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2557
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วม จำเลยมิได้ต่อสู้ว่า จำเลยชำระค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยร่วมแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยชำระค่าหุ้นแก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้วหรือไม่ ไม่เป็นประเด็นที่จำเลยและจำเลยร่วมต้องนำสืบ แม้จำเลยจะนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินของจำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารว่าเป็นการนำเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยไปชำระ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)
กำหนดว่าจะซักถาม ถามค้าน หรือถามติงพยานในประเด็นใดได้บ้าง
การนำพยานเข้าสืบในคดี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตาม ข้ออ้างหรือข้อเถียงของคู่ความฝ่ายนั้น ซึ่งข้ออ้างหรือข้อเถียงดังกล่าวก็ต้องเกี่ยวข้องกับ ประเด็นข้อพิพาทในคดี
ดังนั้น การซักถามพยาน การถามค้าน หรือการถามติง จึงต้องอยู่ภายใน ขอบเขตของประเด็นข้อพิพาท หากมีการถามพยานในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท ศาลย่อมมีอำนาจ ห้ามคำถามดังกล่าวได้
แม้ในบางกรณีศาลอาจปล่อยให้มีการถามคำถามดังกล่าวไปแล้ว แต่หากเป็นคำถามที่ อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท คำเบิกความในส่วนนั้นก็ไม่อาจนำมารับฟังประกอบการวินิจฉัยคดีได้
ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 (1) ซึ่งได้วางหลักไว้ว่าห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดถามพยานด้วย คำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2556
เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยไม่สุจริตเเละจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องความไม่สุจริตของโจทก์ เเม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าโจทก์เคยเสนอขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยผ่านคนกลางซึ่งจำเลยเห็นว่าโจทก์รู้ดีมาเเต่เเรกเเล้วว่าที่ดินพิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันมาก็ตาม ก็ไม่อาจรับฟังมาพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่สุจริต เพราะไม่มีประเด็นข้อนี้ให้ศาลต้องวินิจฉัย จำเลยผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เเต่ยังมิได้จดทะเบียนเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้โจทก์ได้
ดังนั้น ในการซักถามพยานในคดีแพ่ง จึงต้องคำนึงอยู่เสมอว่า คำถามนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เพราะหากอยู่นอกประเด็น แม้จะมีคำเบิกความเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจไม่สามารถนำมารับฟังประกอบการวินิจฉัยคดีได้
กำหนดขอบเขตที่ศาลจะต้องวินิจฉัยคดี
ประเด็นข้อพิพาทยังมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นตัวกำหนด ขอบเขตที่ศาลจะต้องวินิจฉัยคดี กล่าวคือ ศาลไม่อาจหยิบยกประเด็นอื่นที่อยู่นอกเหนือจากประเด็นข้อพิพาทมาวินิจฉัยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแพ้หรือชนะคดีได้
โดยหลักแล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัยคดี ภายในกรอบของประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความได้ยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น ตามหลักแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
ยกตัวอย่างเช่น ในคดีกู้ยืมเงิน หากจำเลยให้การรับว่าได้รับเงินกู้ไปจริง แต่ต่อสู้เพียงว่า คดีขาดอายุความ แบบนี้ประเด็นข้อพิพาทจึงอยู่ที่ว่า คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่
ดังนั้น หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีไม่ขาดอายุความ ศาลก็ไม่อาจไปวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้รับเงินกู้ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากประเด็นข้อพิพาทในคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2557
คำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ต้นมิได้แย่งการครอบครองไปจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 วรรคสอง มาเป็นข้อปฏิเสธฟ้องโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
ข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็น ประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจ หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
ตัวอย่างเช่น ในคดีกู้ยืมเงิน แม้จำเลยจะไม่ได้ต่อสู้เรื่องความเป็นโมฆะของนิติกรรม แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญากู้ยืมมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การซื้อขายยาเสพติด ซึ่งคู่กรณีทราบข้อเท็จจริงร่วมกันตั้งแต่ต้น ย่อมอาจเข้าลักษณะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง อันเป็นโมฆะ
ในกรณีเช่นนี้ ศาลอาจใช้ดุลพินิจ หยิบยกประเด็นความเป็นโมฆะขึ้นวินิจฉัยได้เอง และอาจพิพากษายกฟ้องได้ แม้จะไม่ได้เป็นประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นมาก็ตาม
อย่างไรก็ดี หลักดังกล่าว ไม่ใช่บทบังคับให้ศาลต้องวินิจฉัยทุกกรณี เพราะศาลมีดุลพินิจว่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ อีกทั้งในทางปฏิบัติ ศาลมักใช้หลักนี้อย่างจำกัด เนื่องจากข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมักไม่ได้ถูกนำสืบไว้โดยตรงในคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งได้วางหลักไว้ว่า ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้ ศาลอาจใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้
กำหนดขอบเขตการอุทธรณ์และฎีกา
ประเด็นข้อพิพาทยังมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นตัวกำหนดว่า คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ในประเด็นใดบ้าง
โดยหลักแล้ว คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีจะสามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ เฉพาะในประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้วในศาลชั้นต้นเท่านั้น ตามหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225
ดังนั้น ประเด็นใดที่ไม่เคยถูกยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาทตั้งแต่ต้น ย่อมไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุในการอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้มีโอกาสพิจารณาวินิจฉัยมาก่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในกรณีที่เป็น ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งแม้จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นต้น ก็อาจหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ แต่ในทางปฏิบัติ ข้อยกเว้นดังกล่าวมักเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก
ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ได้วางหลักไว้ว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการอุทธรณ์ ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และต้องเป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่ควรได้รับการวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2546
ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้จำเลยจะได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2545
คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว จำเลยเช่าที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ และวินิจฉัยตามนั้น กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ จึงถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวให้
หลักในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท
ต้องมาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น
โดยหลักแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจะต้องเกิดจาก ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องและข้อโต้แย้งในคำให้การ เท่านั้น ศาลไม่อาจกำหนดประเด็นข้อพิพาทจากเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากนี้ได้
ดังนั้น คำร้อง คำขอ คำแถลง หรือการตอบคำถามในชั้นพิจารณา ย่อมไม่สามารถนำมาใช้เป็นประเด็นข้อพิพาทได้ หากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ถูกยกขึ้นไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การตั้งแต่ต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประเด็นข้อพิพาทต้องเป็นเรื่องที่คู่ความได้ “ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ” ในสำนวน มิใช่เรื่องที่เพิ่งหยิบยกขึ้นภายหลังในระหว่างการพิจารณาคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 862/2510
การที่ศาลจะกำหนดประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 183 นั้น ย่อมจะต้องกำหนดตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างมาในคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น การสอบถามของศาลตามมาตรานี้ก็เพื่อให้ได้ความชัดในประเด็นที่โต้เถียงกัน จะสอบถามแล้วตั้งประเด็นขึ้นใหม่หาได้ไม่
ต้องเป็นข้อที่คู่ความทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกัน
ประเด็นข้อพิพาทจะต้องเป็น ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกัน และไม่ยอมรับกัน ตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การ หากข้อเท็จจริงใดที่คู่ความ ยอมรับตรงกันแล้ว ข้อเท็จจริงนั้นย่อมไม่ถือเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถนำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยคดีได้ทันที
ทั้งนี้ การ “ยอมรับ” อาจเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น
- ยอมรับโดยชัดแจ้งในคำให้การ
- ยอมรับโดยปริยาย เช่น ไม่ได้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่าย
- ยอมรับเนื่องจากการปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง
- ยอมรับระหว่างการแถลงในวันนัดชี้สองสถาน
ดังนั้น การพิจารณาว่าประเด็นใดเป็น “ประเด็นข้อพิพาท” หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากท่าทีของคู่ความในคำฟ้อง คำให้การ และพฤติการณ์ในกระบวนพิจารณาประกอบกัน
ต้องเป็นประเด็นข้อสำคัญที่มีผลต่อผลแห่งคดี
ประเด็นข้อพิพาทจะต้องเป็น ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีนัยสำคัญต่อผลแห่งคดี กล่าวคือ เป็นประเด็นที่สามารถทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แพ้หรือชนะคดีได้
แม้ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเรื่องที่คู่ความโต้แย้งกันอยู่ แต่หากเป็นเพียง ข้อปลีกย่อยที่ไม่กระทบต่อผลแห่งคดี ก็ย่อมไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท และไม่จำเป็นต้องนำสืบพยานในเรื่องดังกล่าว
ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทจึงหมายถึง ประเด็นแห่งคดี ทั้งในส่วนของปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่คู่ความยกขึ้นโต้แย้งกัน และมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยแพ้ชนะของคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2940/2526
ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลย่อมคำนึงว่าข้ออ้างข้อเถียงที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทจะต้องมีผลกระทบกระเทือนถึงผลแห่งคดี ถ้าข้อโต้เถียงใดไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงผลแห่งคดี ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้คู่ความนำสืบ
คดีฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกจากห้องพิพาท โจทก์มีโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงโดยแจ้งชัดว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมด้วยห้องพิพาทซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม การที่จำเลยเถียงว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมไม่ใช่เจ้าของที่ดินรวมทั้งห้องพิพาท จึงเป็นการดึงดันเถียงโดยมีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลสั่งตัดพยานจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 แล้ว
เมื่อสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับเจ้าของเดิมสิ้นกำหนดเวลาเช่าแล้ว ถึงหากจำเลยจะมีสัญญาต่างตอบแทนกับเจ้าของเดิมยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา สัญญานั้นก็คงผูกพันเฉพาะคู่สัญญา โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องพิพาทคงรับโอนมาเฉพาะสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าตามสัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 หาถูกผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษนั้นด้วยไม่
ข้อยกเว้นประเด็นที่ศาลมีอำนาจกำหนดได้เอง
แม้โดยหลักแล้ว ศาลจะต้องกำหนดและวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กัน แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่ศาลสามารถกำหนดหรือวินิจฉัยได้เอง
กรณีสำคัญประการหนึ่ง คือ เรื่องจำนวนค่าเสียหาย แม้จำเลยจะมิได้ให้การปฏิเสธหรือโต้แย้งไว้ ศาลก็ยังมีอำนาจพิจารณาและกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้เหมาะสมได้
ทั้งนี้ เนื่องจากหลักกฎหมายไทยไม่มุ่งหมายให้โจทก์ได้รับค่าเสียหาย เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง ศาลจึงมีหน้าที่ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของค่าเสียหาย และอาจกำหนดให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่เห็นสมควร แม้จะไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2504
ในเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ต่อสู้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหาย ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้กล่าวอ้างจะต้องนำสืบโดยตลอด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2487
ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาซื้อขายนั้นต้องคำนวณเอาจากวันที่ผิดสัญญา ถ้าโจทก์นำสืบค่าเสียหายให้แน่นอนไม่ได้ ศาลก็กำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร โจทก์ฟ้องค่าเสียหายฐานผิดสัญญา จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้ผิดสัญญาแม้ไม่กล่าวถึงค่าเสียหายโจทก์ก็ต้องนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหาย
ประเด็นใดที่ไม่ถือว่าเป็นประเด็นข้อพิพาท
ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายทุกเรื่องที่คู่ความกล่าวถึงจะกลายเป็น “ประเด็นข้อพิพาท” ได้ โดยหลักแล้ว ประเด็นที่จะไม่ถือเป็นประเด็นข้อพิพาท มีลักษณะดังนี้
- ข้อเท็จจริงปลีกย่อยที่ไม่กระทบต่อผลแพ้ชนะคดี
แม้จะมีการโต้แย้งกัน แต่หากเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลต่อผลแห่งคดี ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท - ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือไม่อาจโต้แย้งได้
เช่น ข้อกฎหมายทั่วไป ความหมายของถ้อยคำภาษาไทย ธรรมเนียมประเพณี สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ หรือหลักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลสามารถรับรู้ได้เองโดยไม่ต้องมีการนำสืบ - ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วหรือสละประเด็นกันแล้ว
เช่น กรณีที่จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของโจทก์ หรือมีการแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นศาล ข้อเท็จจริงนั้นย่อมไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท - ข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับกันโดยปริยาย
เช่น จำเลยให้การปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง หรือให้การปฏิเสธในลักษณะที่ขัดแย้งกันเอง จนถือได้ว่าไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นโดยแท้จริง
ประเด็นข้อพิพาทมีเรื่องอะไรบ้าง
ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งสามารถมีได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับลักษณะและสภาพของคดีนั้น ๆ ในบางคดีอาจมีประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็น ขณะที่บางคดีซึ่งไม่ซับซ้อน อาจมีเพียง 1–2 ประเด็นเท่านั้น
โดยทั่วไป ประเด็นข้อพิพาทสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
- ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง
เป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความโต้แย้งกัน เช่น เกิดเหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ มีการกระทำหรือไม่ หรือความเสียหายเกิดขึ้นจริงเพียงใด ในประเด็นลักษณะนี้ คู่ความมีหน้าที่ต้อง นำพยานหลักฐานเข้าสืบ เพื่อให้ศาลเชื่อในข้อเท็จจริงที่ตนกล่าวอ้าง - ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย
เป็นประเด็นเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้บทกฎหมายกับข้อเท็จจริง เช่น ข้อพิพาทนั้นอยู่ภายใต้บทกฎหมายใด ในประเด็นลักษณะนี้ โดยหลักแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบ เนื่องจากศาลสามารถวินิจฉัยได้เองจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ตัวอย่างประเด็นข้อพิพาทที่มักพบในคดีแพ่ง
ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและลักษณะของคดีแต่ละเรื่อง โดยตัวอย่างประเด็นที่พบได้บ่อย เช่น
- โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
- มีการมอบอำนาจกันจริงหรือไม่
- โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่
- คำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
- มีการทำนิติกรรมหรือสัญญากันจริงหรือไม่
- คู่กรณีฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา
- ฝ่ายใดเป็นผู้กระทำโดยประมาท
- จำเลยได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่
- ทรัพย์สินที่พิพาทกันเป็นของผู้ใด
- เอกสารที่นำมาอ้างเป็นของปลอมหรือไม่
- คู่กรณีมีสติสัมปชัญญะขณะทำนิติกรรมหรือไม่
- นิติกรรมเป็นโมฆะหรือโมฆียะหรือไม่
- มีการบอกกล่าวก่อนฟ้องโดยชอบหรือไม่
- ดอกเบี้ยเรียกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
- ค่าเสียหายมีจำนวนเท่าใด
- คดีขาดอายุความหรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นข้อพิพาทมิได้จำกัดอยู่เพียงเท่านี้ แต่สามารถมีได้อีกเป็นจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและรูปคดีในแต่ละกรณี ซึ่งอาจมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป
ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดมีผลอย่างไร
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ในทางปฏิบัติ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความมักมีรายละเอียดจำนวนมาก มีความซับซ้อน และอาจมีการอ้างข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน บางกรณีอาจอ้างถูกหรืออ้างผิดปะปนกันไป
ด้วยเหตุนี้ จึงอาจเกิดกรณีที่ คู่ความหรือแม้กระทั่งศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่แท้จริง ได้
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดภาระการพิสูจน์ การนำสืบพยาน ตลอดจนขอบเขตที่ศาลจะวินิจฉัยคดี
ทั้งนี้ ผลทางกฎหมายจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของความคลาดเคลื่อนในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในแต่ละกรณี กล่าวคือ
กรณีกำหนดประเด็นข้อพิพาทขาด
กรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตกหล่นหรือไม่ครบถ้วน โดยไม่ได้นำประเด็นที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้มารวมเป็นประเด็นข้อพิพาท ย่อมส่งผลเสียต่อฝ่ายจำเลย ในขณะที่ฝ่ายโจทก์อาจได้รับประโยชน์จากการกำหนดประเด็นที่ไม่ครบดังกล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทขาดดังกล่าว ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจึงมีหน้าที่ต้อง โต้แย้งคัดค้านหรือขอแก้ไขภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
หากจำเลยไม่ดำเนินการโต้แย้งคัดค้านภายในกำหนดเวลา ก็จะถือได้ว่า ยอมรับหรือสละประเด็นข้อพิพาทในส่วนนั้นแล้ว และไม่อาจหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ในภายหลังได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3925/2539
ที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่จึงเป็นการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่มิได้ผิดจากข้อเท็จจริงในสำนวน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทตรงประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแม้จะไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยฎีกาก็ตามแต่เมื่อจำเลยไม่ได้คัดค้านภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นสั่งกำหนดประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 183 วรรคสี่ ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแล้วc
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2535
เมื่อข้อความตามบันทึกการตกลงเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏชัดว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1, จ.3 และจ.5 และยอมชำระเงินให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเช็ค แม้ทางพิจารณาของศาลฎีกาข้อเท็จจริงจะยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 บันทึกการตกลงดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.3และ จ.5 ที่ยังเหลืออยู่ได้ จำเลยจะให้การต่อสู้ในประเด็นที่ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริตและคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วไว้ก็ตาม แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้เป็นประเด็นพิพาทในคดี และคู่ความก็มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ย่อมถือได้ว่าคู่ความได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1205/2540
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่2และที่3ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุจำเลยที่1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่2หรือเพราะเหตุจำเลยที่1เป็นตัวแทนของจำเลยที่2กรณีใดกรณีหนึ่งเมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดให้เป็นประเด็นนายจ้างลูกจ้างแสดงว่าคู่ความประสงค์กำหนดประเด็นข้อพิพาทความรับผิดเรื่องนายจ้างลูกจ้างเพียงเหตุเดียวส่วนความรับผิดเรื่องตัวการตัวแทนเป็นอันหมดสิ้นไปเมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่าจำเลยที่1เป็นลูกจ้างและกระทำการในทางการที่จ้างหรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่1เป็นตัวแทนของจำเลยที่2กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่2จำเลยที่2จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างและจำเลยที่3ผู้รับประกันวินาศภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่2ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
กรณีกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกิน
กรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท เกินไปจากคำฟ้องและคำให้การ กล่าวคือ เป็นการหยิบยกประเด็นที่คู่ความมิได้กล่าวอ้างหรือโต้แย้งกันไว้ในสำนวนขึ้นมากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท ย่อมแตกต่างจากกรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทขาด
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกินลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ ขัดต่อหลักกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น แม้คู่ความจะมิได้โต้แย้งคัดค้าน ศาลก็ไม่มีอำนาจนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัย และหากศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่เกินไปนั้น คำพิพากษาย่อมไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนได้ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ หากคู่ความพบว่าศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกิน ควรโต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ในชั้นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือความสับสนในการดำเนินคดีในภายหลัง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 821/2540
คดีมีประเด็นโต้เถียงกันแต่เพียงว่าที่พิพาทเป็นของฝ่ายใดเท่านั้นไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142และมาตรา183ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2538
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)จำเลยโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนำยึดที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ตนเองอ้างว่าเป็นที่ดินของ พ. ลูกหนี้จำเลยโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าที่ดินดังกล่าวมีหนังสือสำคัญแล้วหรือไม่และเป็นที่ดินของลูกหนี้ของตนหรือไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยให้การเพียงว่าขณะที่จำเลยนำยึดที่ดินพิพาทมีเพียงใบภ.บ.ท.5ไม่มีหลักฐานเอกสารสิทธิอย่างอื่นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์เป็นเอกสารปลอมจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยยึดที่ดินพิพาทโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการยึดและขายทรัพย์สินโดยมิชอบหรือไม่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยยึดที่พิพาทโดยสุจริตหรือไม่จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา142 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 183 วรรคสองอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142 (5) ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8844/2547
จำเลยให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพราะมารดายกให้และจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่วันเวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง หรือไม่ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ซึ่งเป็นการมิชอบ ทั้งปัญหานี้มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแต่ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
กรณีกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดประเด็น
กรณีที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท คลาดเคลื่อนไปจากคำฟ้องและคำให้การ กล่าวคือ กำหนดประเด็นผิดไปจากข้อพิพาทที่คู่ความได้ยกขึ้นต่อสู้กันจริง หรือกำหนดประเด็นไม่ตรงกับสาระแห่งคดี ย่อมถือว่าเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ “ผิดประเด็น”
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดลักษณะดังกล่าว อาจส่งผลให้ การวินิจฉัยคดีโดยรวมคลาดเคลื่อน เนื่องจากศาลใช้กรอบการพิจารณาที่ไม่ตรงกับข้อพิพาทที่แท้จริงของคู่ความ
หากความผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบต่อ สาระสำคัญของคดี หรือเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นเองเมื่อพบภายหลัง หรือศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยอาจมีคำสั่งเพิกถอนการกำหนดประเด็นเดิม หรือกำหนดประเด็นข้อพิพาทขึ้นใหม่ให้ถูกต้อง
ในลักษณะนี้ จึงมีผลทางกฎหมาย ใกล้เคียงกับกรณีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกิน กล่าวคือ เป็นความบกพร่องที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2559
การกำหนดประเด็นข้อพิพาทมีความมุ่งหมายเพื่อให้คู่ความแพ้ชนะคดีกันในเนื้อหาแห่งคดีตามกฎหมายสารบัญญัติ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้เพิกถอนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 27 มาตรา 246 และ 142 (5) (ฎ.3622/2546 วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน)
วิธีแก้ไขเมื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิด
โดยปกติ ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทใน วันนัดชี้สองสถาน จากการตรวจสอบคำฟ้องและคำให้การ พร้อมทั้งกำหนดว่าในแต่ละประเด็น ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบ
หากศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีกำหนดขาด กำหนดเกิน หรือกำหนดผิดประเด็น คู่ความมีสิทธิ โต้แย้งคัดค้านหรือขอให้ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ได้
โดยต้องดำเนินการดังนี้
- แถลงคัดค้านด้วยวาจาในวันนั้น ก่อนลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา หรือ
- ยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท
ทั้งนี้ เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวก่อนวันสืบพยาน
หากคู่ความ ไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลา อาจถือได้ว่าเป็นการ ยอมรับหรือสละประเด็นข้อพิพาทในส่วนนั้น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดพลาดในลักษณะ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นข้อบกพร่องในสาระสำคัญของคดี เช่น การกำหนดประเด็นเกิน หรือกำหนดผิด คู่ความยังอาจร้องขอให้ศาล เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ได้
หากศาลไม่แก้ไข คู่ความก็ยังสามารถ ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา เพื่อคัดค้านความไม่ชอบดังกล่าวในภายหลังได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2538
ในการชี้สองสถาน ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่และจำเลยสั่งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของโจทก์หรือไม่โดยมิได้กำหนดเรื่องจำเลยขอยกเลิกการลงโฆษณาไว้หรือไม่เป็น ประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทถือว่าจำเลยได้ สละประเด็นข้อนี้แล้วทั้งประเด็นข้อที่ว่าจำเลยสั่งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของโจทก์หรือไม่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยขอยกเลิกการลงโฆษณาแล้วหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงที่แยกต่างหากจากกันได้ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าจำเลยได้สั่งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของโจทก์หรือไม่ย่อมหมายความถึงว่าได้มีการยกเลิกการลงโฆษณาแล้วหรือไม่ด้วยแล้วหยิบยกขึ้นวินิจฉัยด้วยนั้นเป็นการ วินิจฉัยนอกประเด็น แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อจำเลยให้การรับว่าได้สั่งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์จริงดังที่โจทก์ฟ้องย่อมรับฟังได้โดยไม่ต้องฟังพยานหลักฐานอีกต่อไปจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง
สรุป
ประเด็นข้อพิพาทถือเป็นหัวใจสำคัญของคดีแพ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาระการพิสูจน์ การนำสืบพยาน ขอบเขตที่ศาลจะวินิจฉัย ตลอดจนการอุทธรณ์และฎีกา
ดังนั้น หากสามารถวิเคราะห์และกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสได้เปรียบในการต่อสู้คดี (https://youtu.be/n2BP6_C-fyc)
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

