บทนำ
ในการสืบพยานในคดีแพ่งนั้น มีระเบียบเกี่ยวกับการสืบพยานเอกสารที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าคดีอาญา โดยหนึ่งในหลักสำคัญก็คือ “การส่งเอกสารล่วงหน้าก่อนการสืบพยาน” ซึ่งหากเราเข้าใจหลักกฎหมายข้อนี้อย่างชัดเจนและรอบด้าน ก็จะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง และสามารถรับมือหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งในบทความนี้ผมจึงอยากมาอธิบายหลักการนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริงครับ
วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

เนื่องจากคดีแพ่งส่วนใหญ่ เป็นคดีที่ผลแพ้ชนะมักขึ้นอยู่กับพยานเอกสาร ซึ่งเอกสารเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการอ่าน พิจารณา และตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อพิสูจน์เนื้อหาและความถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากฝ่ายใดประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานในการสืบพยาน จะต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่ศาล และส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันนัดสืบพยาน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90
ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
เพื่อให้ศาลสามารถเข้าใจประเด็นข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน และเพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตรวจสอบเอกสารล่วงหน้า ว่ามีข้อเท็จจริงใดที่สามารถหักล้าง แก้ไข หรือคัดค้านได้ รวมถึงตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงหรือปลอม เพื่อให้สามารถคัดค้านได้อย่างถูกต้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2558
เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสาร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน
ข้อกฎหมายและทางปฏิบัติ
1. ส่งเอกสารล่วงหน้าต่อศาล 1 ชุด

ในการดำเนินคดีแพ่ง หากคู่ความประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานต่อศาล เอกสารดังกล่าวจะต้องถูกระบุไว้ในบัญชีพยานตั้งแต่แรก และต้องมีการส่งสำเนาเอกสารให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันนัดสืบพยานเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสตรวจสอบเอกสารและเตรียมการต่อสู้คดีได้
ประเด็นที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ คือ กรณีที่เอกสารเป็นเอกสารที่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้อ้าง หลายคนอาจเข้าใจว่าสามารถส่งเอกสารก่อนวันสืบพยานฝ่ายจำเลยได้ อย่างไรก็ตาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2487 วางหลักไว้ว่า แม้เอกสารจะเป็นของฝ่ายจำเลย ก็ยังต้องส่งล่วงหน้าก่อนวันนัดสืบพยานครั้งแรกของคดี ถึงแม้ว่าวันนัดดังกล่าวจะเป็นการสืบพยานฝ่ายโจทก์ก็ตาม ไม่ใช่การส่งล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานของฝ่ายตนเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจคือความหมายของคำว่า “วันสืบพยาน” ซึ่งในทางกฎหมายหมายถึง วันที่มีการสืบพยานจริง มิใช่วันที่เคยกำหนดนัดไว้แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนนัดออกไป ดังนั้น การนับระยะเวลา 7 วันจึงต้องนับย้อนจากวันที่มีการสืบพยานจริง
ในทางปฏิบัติ การส่งเอกสารดังกล่าวมักดำเนินการในรูปแบบ คำแถลงขอส่งเอกสารล่วงหน้าก่อนการสืบพยาน โดยยื่นต่อศาลพร้อมสำเนาเอกสารที่ประสงค์จะใช้อ้างอิง เพื่อให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบและตรวจสอบเอกสารก่อนถึงวันสืบพยาน
ปัจจุบัน คดีแพ่งจำนวนมากนิยมใช้วิธี บันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน แทนการซักถามพยานโดยตรงในห้องพิจารณา ดังนั้น ในทางปฏิบัติ คู่ความจึงมักแนบเอกสารพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกับบันทึกถ้อยคำดังกล่าว เพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบคำเบิกความของพยานได้อย่างครบถ้วน (สามารถศึกษาเกี่ยวกับ “บันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน ” ข้อกฎหมาย คำอธิบาย และเทคนิคทางปฏิบัติ ได้ที่ : https://youtu.be/0cgpMdpYFdM?si=u0YdCIkXRaCZUBUl )
2. ส่งให้กับฝ่ายตรงข้ามอีก 1 ชุด ด้วยวิธีไหนก็ได้
หลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณี เอกสารที่ได้ระบุไว้ในบัญชีพยานตั้งแต่แรก โดยในทางปฏิบัติมักนิยมส่งเอกสาร ทางไปรษณีย์พร้อมหนังสือบอกกล่าว ไปยังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากคู่ความตกลงกัน จะส่งเอกสาร ทาง E-mail หรือแม้กระทั่งทาง LINE ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะสาระสำคัญอยู่ที่การทำให้อีกฝ่ายได้รับเอกสาร
นอกจากนี้ ยังสามารถขอให้ เจ้าหน้าที่ศาลเป็นผู้นำส่งเอกสาร ได้ โดยเสียค่านำส่งหมาย แต่ในทางปฏิบัติวิธีดังกล่าวไม่ค่อยเป็นที่นิยม เว้นแต่ในกรณีที่เกรงว่าการส่งทางไปรษณีย์อาจมีปัญหา เช่น คู่ความไม่ยอมรับเอกสาร หรือเอกสารอาจตกหล่นระหว่างทาง (ตามแนวทางในคู่มือตุลาการ)
ทั้งนี้ การส่งเอกสารต้องทำ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยให้นับจากวันที่เอกสารไปถึงคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง มิใช่นับตั้งแต่วันที่นำส่งเอกสาร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 488/2536
การส่งสำเนาเอกสารให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวัน ก่อนวันสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 นั้น หมายความว่าส่งให้ถึงคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันก่อนวันสืบพยาน เพราะเป็นความประสงค์ของกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้อง ไม่เสียเปรียบแก่กัน
3. กรณียื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสอง
ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดยื่นคำแถลงหรือคำร้องขออนุญาตอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 88 วรรคสองหรือวรรคสาม ให้ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นพร้อมกับการยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าว เว้นแต่ศาลจะอนุญาตให้ยื่นสำเนาเอกสารภายหลังเมื่อมีเหตุอันสมควร
ในกรณีที่มีการ ยื่นบัญชีระบุพยานล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ผู้ยื่นจะต้อง ส่งสำเนาเอกสารที่แนบท้ายบัญชีพยานต่อศาล เช่นเดียวกับกรณีการยื่นบัญชีพยานครั้งแรกทุกประการ แต่หากเป็นกรณี ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมใกล้วันสืบพยาน หรือยื่นในวันสืบพยาน ผู้ยื่นต้องแนบ สำเนาเอกสารไว้ท้ายคำแถลงที่ขอยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม เพื่อยื่นต่อศาล 1 ชุด และต้องจัดส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วย เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักพบว่า ไม่มีการส่งสำเนาเอกสารมาพร้อมคำแถลง โดยหลายกรณียื่นเพียงคำแถลงขอเพิ่มพยาน แต่ไม่ได้แนบเอกสารประกอบไว้ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่คู่ความจำนวนมากมองข้าม และบางครั้งอาจถูกใช้เป็น เทคนิคทางคดี เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นเอกสารล่วงหน้า
ทั้งนี้ หากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง รู้หลักกฎหมายและคัดค้านได้ทัน ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในกระบวนพิจารณา หรือส่งผลต่อการรับฟังพยานหลักฐานของศาลได้
ข้อยกเว้นหลักในกรณีที่ไม่ต้องส่งเอกสารล่วงหน้า
1. เอกสารที่อยู่ในท้ายคำฟ้อง คำให้การ
โดยทั่วไปแล้ว เอกสารสำคัญต่าง ๆ มักนิยมแนบไว้ท้ายฟ้องหรือท้ายคำให้การตั้งแต่ต้น เนื่องจากถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องหรือคำให้การ ทำให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายสามารถเข้าใจรายละเอียดข้อเท็จจริงของคดีได้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น ในทางปฏิบัติ จึงมักมีการยื่น คำร้องของดการส่งสำเนาเอกสารอีกครั้ง หรือขอให้ ถือเอาเอกสารท้ายฟ้องหรือท้ายคำให้การเป็นการส่งเอกสารล่วงหน้าไปในตัว อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการยื่นคำร้องดังกล่าว ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินคดีแต่อย่างใด เนื่องจากเอกสารดังกล่าวได้ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีและคู่ความอีกฝ่ายได้รับทราบอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9501/2542
เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว แม้โจทก์จะมิได้แสดงความจำนงขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้คู่ความ หรือโจทก์มิได้ขออนุญาตศาลขอถือเอาเอกสารท้ายคำฟ้องแทนการส่งสำเนาให้แก่คู่ความก็ตาม ไม่มีผลทำให้คดีโจทก์ต้องเสียไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2558
เจตนารมณ์ของการส่งสำเนาเอกสาร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 มุ่งประสงค์เพียงให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อนเพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้องไม่เสียเปรียบแก่กัน เมื่อโจทก์แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงมาท้ายคำฟ้อง ย่อมนับได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว สำหรับเอกสารอื่นที่มิได้เป็นประเด็นโต้เถียงกันในคดี โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารแก่จำเลย
2. เอกสารที่อีกฝ่ายมีสำเนาหรือมีคู่ฉบับอยู่แล้ว
ในกรณีที่เอกสารเป็นเอกสารซึ่ง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีสำเนาหรือมีคู่ฉบับอยู่ในครอบครองอยู่แล้ว คู่ความที่อ้างเอกสารดังกล่าวย่อม ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาเอกสารให้ล่วงหน้า เนื่องจากถือว่าอีกฝ่ายทราบถึงความมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารนั้นอยู่แล้ว เช่น กรณีสัญญาที่ทำขึ้นสองฉบับและแต่ละฝ่ายต่างมีไว้คนละฉบับ หรือกรณีเอกสารโต้ตอบระหว่างคู่ความ รวมถึงใบแจ้งหนี้ที่อีกฝ่ายได้รับอยู่แล้ว ซึ่งล้วนถือว่าเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงความมีอยู่ของเอกสารอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวอีก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (1)
คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุดซึ่งคู่ความฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้วหรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่น จดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดี หรือสมุดบัญชีการค้า และสมุดบัญชีของธนาคารหรือเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2537
สัญญานายหน้าทำขึ้น 2 ฉบับ เมื่อเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลย 1 ฉบับ กรณีย่อมเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) โจทก์จึงไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2552
เอกสารที่จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารนั้นให้แก่โจทก์ เป็นเอกสารโต้ตอบระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งต่างฝ่ายต่างทราบดีอยู่แล้วถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้นแล้ว จึงไม่จำต้องส่งสำเนาให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (1)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 41/2540
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับใบแจ้งหนี้จากโจทก์แล้วซึ่งการที่จำเลยไม่คัดค้านข้อเท็จจริงฟังได้ตามโจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และถือว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารไม่จำต้องส่งสำเนาให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสี่ (1)
3. เอกสารที่อีกฝ่ายทราบดีและมีสิทธิตรวจได้โดยง่าย
ในกรณีที่เอกสารเป็นเอกสารซึ่ง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงความมีอยู่และความแท้จริงอยู่แล้ว หรือสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย คู่ความที่อ้างเอกสารดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาเอกสารให้ล่วงหน้า เนื่องจากถือว่าอีกฝ่ายสามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบเอกสารนั้นได้อยู่แล้ว เช่น เอกสารโต้ตอบระหว่างคู่ความ หรือเอกสารที่อยู่ในสำนวนคดีเรื่องอื่น
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (1)
คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุดซึ่งคู่ความฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้วหรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่น จดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดี หรือสมุดบัญชีการค้า และสมุดบัญชีของธนาคารหรือเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2546
สำเนาคำแถลงและหน้าสำนวนเป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อน เป็นเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่นอันต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (1) จึงไม่ต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4143/2536
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวของลูกหนี้ให้ ด.ชำระหนี้และคำให้การของด. ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก่ผู้ร้องก่อนวันสืบพยาน 3 วัน แต่เอกสารทั้งสองฉบับอยู่ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90(1) ยกตัวอย่างไว้โดยเฉพาะผู้ร้องทั้งสี่เป็นลูกหนี้ร่วมกับ ด. สามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงของเอกสาร ผู้คัดค้านจึงอ้างเอกสารทั้งสองฉบับเป็นพยานได้
4. เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว
หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของฝ่ายตรงข้าม คู่ความที่อ้างเอกสารย่อมไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวอีก เช่น กรณีศาลเชื่อว่าต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลย หรือกรณีเอกสารมีลายมือชื่อของจำเลยและเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของจำเลยโดยตรง จึงเชื่อว่าจำเลยมีเอกสารนั้นอยู่แล้ว
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2)
คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(2) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2565
พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว
คำพิพาษาศาลฎีกาที่ 3201/2559
ส่วนที่โจทก์ไม่ส่งสำเนาให้แก่จำเลยทั้งสองก่อน ศาลตรวจดูเอกสารฉบับนี้แล้วพบว่ามีลายมือชื่อของผู้ที่มีข้อความระบุว่าเป็นตัวแทนเจ้าของเรือลงไว้ เหนือขึ้นไปยังมีลายมือชื่อของต้นกลเรือและนายเรือด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของตนอยู่แล้ว โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาอีก
5. เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก
บุคคลภายนอก หมายถึงบุคคลที่มิใช่คู่ความในคดี แม้จะเป็นญาติหรือบุคคลในครอบครัวของคู่ความก็ตามก็ยังถือว่าเป็นบุคคลภายนอก นอกจากนี้ หากเอกสารต้นฉบับอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานที่ดิน ก็ถือว่าเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก คู่ความที่อ้างเอกสารย่อม ไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 วรรคสาม (2)
คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(2) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2521
เอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้นหมายถึงอยู่ในความครอบครองของบุคคลซึ่งมิใช่คู่ความในคดี แม้บุคคลนั้นจะเป็นหลานและอยู่ในครอบครัวเดียวกับจำเลยก็จะถือว่าเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยไม่ได้จำเลยจึงไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นให้แก่โจทก์ก่อนวันนัดสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9000/2550
เมื่อต้นฉบับเอกสารเป็นเอกสารซึ่งอยู่ในครอบครองของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551
โจทก์อ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกเป็นพยานไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)
6. เอกสารที่เป็นการยากที่จะคัดสำเนาหรือส่งสำเนาให้ครบถ้วน
ในกรณีที่เอกสารมีจำนวนมาก หรือเป็นเอกสารเก่าแก่ซึ่งยากต่อการคัดสำเนาให้ครบถ้วน กฎหมายถือเป็นข้อยกเว้นที่ ไม่จำเป็นต้องยื่นหรือส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า ทั้งนี้ เนื่องจากลักษณะของเอกสารดังกล่าวทำให้การคัดสำเนาหรือจัดส่งสำเนาเป็นไปได้ยากหรือไม่สะดวกในทางปฏิบัติ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (3)
(3) ถ้าการคัดสำเนาเอกสารจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความซึ่งอ้างอิงเอกสารนั้น หรือมีเหตุผลแสดงว่าไม่อาจคัดสำเนาเอกสารให้เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้น
7. เอกสารประกอบการถามค้าน
เอกสารที่ใช้เพียงเพื่อ ประกอบการถามค้านพยาน มิได้ถือเป็นพยานหลักฐานที่ใช้สนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของคู่ความโดยตรง จึง ไม่อยู่ในบังคับ ที่ต้องระบุไว้ในบัญชีพยานหรือส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90
หากเอกสารดังกล่าวถูกใช้ในการถามค้านพยาน และพยานได้เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นแล้ว ศาลย่อมสามารถรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีพยานหรือไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2549
เอกสารที่จำเลยใช้ประกอบการถามค้านโจทก์ ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานโดยโจทก์เองก็เบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812/2547
ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารที่โจทก์ใช้ในการถามค้านจำเลยที่ 2 ที่อ้างตนเองเป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับรองเอกสารนั้นแล้ว โจทก์จึงอ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น จึงมิใช่พยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ และมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง กรณีไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3470/2538
การที่จำเลยมิได้ระบุหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานและส่งสำเนาให้โจทก์แต่ใช้เอกสารนั้นประกอบการถามค้านโจทก์ว่า ล. เจ้าของกรรมสิทธิ์มอบอำนาจให้ ย. ทำสัญญาเช่ากับจำเลยพยานเอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงแม้จะมิได้ระบุไว้ในบัญชีพยานและส่งสำเนาให้โจทก์ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังกรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88, 90 ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้
8. พยานวัตถุ

พยานวัตถุ เช่น รูปถ่าย ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ หรือคลิปเสียง เป็นพยานหลักฐานที่มีลักษณะเป็นวัตถุหรือสื่อบันทึกภาพและเสียง จึงไม่จำเป็นต้องคัดสำเนาเอกสารในลักษณะเดียวกับเอกสารทั่วไป โดยคู่ความอาจนำพยานวัตถุดังกล่าวมาแสดงต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความเหมาะสม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2518
ภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่โจทก์อ้างประกอบคดีนั้น เป็นภาพจำลองวัตถุ ไม่จำต้องส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2499
ในกรณีที่โจทก์อ้างภาพถ่ายห้องพิพาทเป็นพยานถือว่าเป็นภาพจำลองไม่ใช่พยานเอกสารอันจะต้องส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานดังบังคับไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ดังนั้นโจทก์ผู้อ้างจึงไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2540
ภาพถ่ายบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพยานวัตถุไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2235/2515
ภาพถ่ายที่เป็นภาพจำลองวัตถุ ไม่ใช่พยานเอกสาร อันจะต้องส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานดังบังคับไว้ในมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
9. การอ้างส่งเอกสารในชั้นไต่สวนคำร้อง
ในกรณีที่มีการอ้างเอกสารประกอบ การไต่สวนคำร้อง เช่น การขอพิจารณาคดีใหม่ การขออนุญาตยื่นคำให้การ หรือการขอคุ้มครองชั่วคราว คู่ความ ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าก่อนการสืบพยาน เนื่องจากเป็นการพิจารณาในชั้นไต่สวนคำร้อง มิใช่การสืบพยานในคดีตามปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2532
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88,90 การยื่นบัญชีระบุพยานและการส่งสำเนาเอกสารนั้นใช้บังคับเฉพาะการสืบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงในประเด็นแห่งคดีที่พิพาทไม่ใช้บังคับในการไต่สวนคำร้องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี
ผลทางกฎหมายในกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่
(2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
1. ศาลมีสิทธิที่จะไม่รับพยานเอกสารดังกล่าวเข้าสำนวน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558
ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอ้างเอกสารดังกล่าวไว้และได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน อันเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 หนังสือมอบอำนาจช่วง ดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2783/2554
เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นหลักฐานที่จำเลยที่ 2 ได้ซื้อสินค้าจากบริษัทเค. ดี. พี. สตาร์มูฟวี่ จำกัด และมีการคิดบัญชีหักกลบลบหนี้กันแล้วนั้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 8 วัน นับแต่วันส่งเอกสารต่อศาลแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่ส่งสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคแรก ตามคำร้องคัดค้านของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18มิถุนายน 2547 และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองไม่ส่งสำเนาเอกสารที่อ้างเป็นพยานให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2515
วันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อน จำเลยมิได้นำต้นฉบับพินัยกรรมมาส่งศาลเพิ่งมาส่งในวันสืบพยานโจทก์หลังจากที่สืบพยานจำเลยเสร็จไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีโอกาสซักค้านต้นฉบับพินัยกรรมนี้ซึ่งโจทก์ก็ได้คัดค้านว่าจำเลยมิได้ระบุพยานอ้างเอกสารนี้ไว้และว่าจำเลยมิได้ส่งสำเนาพินัยกรรมให้โจทก์ ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพยานไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2523
ผู้ร้องสอดมีหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมายร.2 อ้างเป็นพยานเอกสาร แต่มิได้ส่งสำเนาให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งไม่ยอมรับความถูกต้องไว้แล้วเอกสารฉบับนี้จึงรับฟังไม่ได้
2. ถ้าฝ่ายตรงข้ามค้านพยานเอกสารที่ไม่ได้ส่งสำเนานั้น ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่ศาลจะไม่รับเข้าสำนวนหรือไม่รับฟังพยานเอกสารดังกล่าว
3. ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่ค้าน ศาลมักจะรับเข้าสำนวนและรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเสมอ
4. ถ้าไม่คัดค้านไว้ จะกล่าวอ้างหรือโต้แย้งทีหลังไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19431/2557
ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พยานหลักฐานใดที่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นโดยฝ่าฝืนมาตรา 90 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งได้อีก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7268/2538
โจทก์ได้ระบุอ้างหนังสือให้ความยินยอมเป็นพยานและได้นำต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมาสืบเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ในวันสืบพยาน การที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่งอันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเป็นผิดระเบียบจำเลยจะต้องยื่นคัดค้านเสียภายใน 8 วัน ตามมาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อจำเลยทราบตั้งแต่ขณะที่โจทก์นำต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมาสืบแล้วว่าเป็นการผิดระเบียบ แต่จำเลยก็มิได้คัดค้านเสียภายใน 8 วันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบเช่นนั้น จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านในภายหลังได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลฎีกา 9652/2559
ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้ระบุใบเสร็จรับเงิน เป็นพยานหลักฐานในบัญชีพยานและมิได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 อันต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังใบเสร็จรับเงิน เห็นว่า เมื่อโจทก์นำสืบพยานโดยเบิกความและอ้างส่งใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นเลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองหลังจากนั้นนานถึง 2 เดือนเศษ จำเลยที่ 1 ย่อมมีโอกาสและเวลาเพียงพอที่จะตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน และนำสืบหักล้างหรือปฏิเสธได้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 และหม่อม อ. เบิกความ ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน และหม่อม อ. ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินจริง คดีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับฟังใบเสร็จรับเงิน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
5. ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะค้านพยานเอกสารที่ไม่ได้ส่งสำเนานั้น แต่ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการรับฟังได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8055/2556
แม้จำเลยจะมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายในการนำส่งสำเนาพินัยกรรมให้โจทก์ คงส่งสำเนาไว้ต่อศาลเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้พินัยกรรมเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) รับพินัยกรรมเพื่อฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ จึงชอบแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 810/2536
เหตุที่โจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.8, จ.10และ จ.11 ให้แก่จำเลยก่อนวันสืบพยาน เนื่องจากโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารดังกล่าวและได้ยื่นบัญชีระบุพยาน เพิ่มเติมในวันนั้น และโจทก์ก็ยังสืบพยานไม่เสร็จ จำเลยย่อมมีโอกาสตรวจดูเอกสารดังกล่าวและนำพยานหลักฐาน มาสืบหักล้างได้ ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี แต่อย่างใด เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็น เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐาน เช่นว่านั้น ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐาน ดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)
ทางปฏิบัติในการทำงานกรณีที่เราเป็นฝ่ายอ้างเอกสาร
- เอกสารหลักของคดี มักนิยมแนบไว้ท้ายคำฟ้องหรือท้ายคำให้การตั้งแต่ต้น และยื่นคำร้อง ของดการส่งสำเนาเอกสารซ้ำอีกครั้ง ต่อศาลไปพร้อมกัน
-
เอกสารที่อยู่นอกเหนือจากท้ายคำฟ้องหรือคำให้การ ควรจัดส่งสำเนาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก่อนวันสืบพยาน โดยวิธีการส่งอาจตกลงกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ว่าจะใช้วิธีใด เช่น ทางไปรษณีย์หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
- เอกสารที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย อาจยื่นคำแถลงขอ งดการส่งสำเนาเอกสาร และขอนำ ต้นฉบับมาแสดงต่อศาล ในวันสืบพยานแทนได้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสี่
กรณีตาม (1) หรือ (3) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตงดการยื่นสำเนาเอกสารนั้นและขอยื่นต้นฉบับเอกสารแทน เพื่อให้ศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูตามเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด
กรณีตาม (2) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครองตามมาตรา 123 โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกำหนด
- หากเอกสารดังกล่าว อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ควรดำเนินการขอให้ศาล ออกหมายเรียกให้บุคคลดังกล่าวนำเอกสารมาแสดงต่อศาล ให้ถูกต้องตามขั้นตอน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคห้า
กรณีตาม (2) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครองตามมาตรา 123 โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกำหนด
แนวทางแก้ไขเมื่อฝ่ายตรงข้ามอ้างเอกสารโดยฝ่าฝืนหลักกฎหมาย
ในการสืบพยานเอกสารในคดีแพ่ง คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานย่อมต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความอีกฝ่ายสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและเตรียมการโต้แย้งได้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับพบว่า บางกรณีมีการอ้างเอกสารโดยไม่ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียเปรียบในการดำเนินคดีได้
1. กรณียื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่อ้างเอกสารโดยไม่ส่งสำเนาให้คู่ความ
ในบางคดี แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งจะได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวันสืบพยานกลับนำเอกสารมาอ้างโดยมิได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า พฤติการณ์ลักษณะนี้ ในทางปฏิบัติมักเกิดจากการเพิกเฉยต่อหลักเกณฑ์ดังกล่าว บางครั้งอาจเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือความเคยชินจากการที่ไม่เคยมีคู่ความฝ่ายใดคัดค้านมาก่อน อย่างไรก็ดี การอ้างเอกสารในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารหรือเตรียมการโต้แย้งได้อย่างเหมาะสม
2. กรณียื่นบัญชีพยานเพียงบางส่วน แล้วมาระบุพยานเพิ่มเติมในวันสืบ
อีกกรณีหนึ่งที่พบได้ในทางปฏิบัติ คือ การยื่นบัญชีระบุพยานเพียงบางส่วนไว้ก่อน และเมื่อถึงวันสืบพยานจึงนำเอกสารหรือพยานเพิ่มเติมมาอ้าง โดยมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้อาจเข้าข่ายเป็นการเอาเปรียบในทางคดี และขัดต่อหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี เนื่องจากทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถตรวจสอบเอกสารหรือเตรียมการต่อสู้คดีได้ล่วงหน้า
3. แนวทางการคัดค้าน
หากพบพฤติการณ์ดังกล่าว คู่ความควรดำเนินการคัดค้านโดยทันที เพื่อรักษาสิทธิของตนในกระบวนพิจารณา โดยอาจดำเนินการได้หลายวิธี เช่น
- ขอให้ศาลบันทึกข้อคัดค้านไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา
- คัดค้านไว้ในคำเบิกความของพยาน
- จัดทำคำแถลงคัดค้านเป็นหนังสือยื่นต่อศาล
(อ้างอิง: คู่มือตุลาการ ส่วนวิธีพิจารณาคดีแพ่ง หน้า 152)
4. ความสำคัญของการคัดค้านโดยทันที
ในทางปฏิบัติ หากคู่ความมิได้คัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าว ศาลมักจะสามารถรับฟังเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาข้อห้ามเกี่ยวกับการส่งสำเนาเอกสาร
ดังนั้น การคัดค้านให้ถูกต้องและทันท่วงทีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในทางคดี
5. รูปแบบของคำคัดค้าน
การคัดค้านควรจัดทำเป็นหนังสือ โดยระบุเหตุผลให้ชัดเจนว่า
- เหตุใดเอกสารดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมาย
- การนำเอกสารดังกล่าวมาใช้อาจทำให้ตนเสียเปรียบในทางคดีอย่างไร
- รวมถึงให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของฝ่ายตรงข้ามในการดำเนินคดี
สรุป
โดยหลักแล้ว คู่ความที่อ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานต้องยื่นเอกสารต่อศาลและส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายล่วงหน้าก่อนวันสืบพยาน เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสตรวจสอบเอกสารและเตรียมการโต้แย้งได้อย่างเป็นธรรม หากมีการอ้างเอกสารเพิ่มเติมภายหลัง ก็ต้องส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายพร้อมกับการยื่นคำร้องหรือคำแถลงนั้น อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้า เช่น เอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายทราบหรือมีอยู่แล้ว เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหรือบุคคลภายนอก หรือกรณีที่ไม่สามารถคัดสำเนาได้ทันเวลา โดยต้องขออนุญาตศาลเพื่อนำต้นฉบับมาแสดงแทน ทั้งนี้ หลักการสำคัญคือเพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรมและไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดเสียเปรียบในการต่อสู้คดี (https://youtu.be/gbSwHYzDUxc)
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี


