เพื่อน ๆ รู้ไหมครับว่า บางครั้งเราอาจมีหลักฐานสำคัญอยู่ในมือครบหมดแล้ว แต่ถ้า “ถามค้านไม่ถูกจังหวะ” หรือไม่เปิดโอกาสให้พยานอีกฝ่ายอธิบายก่อน เวลาจะนำหลักฐานเหล่านั้นมาสืบหักล้างภายหลัง ศาลอาจไม่รับฟังหรือให้น้ำหนักน้อยมากก็ได้
โดยเฉพาะกรณีที่เราจะโต้แย้งว่า สิ่งที่พยานพูดไม่ใช่ความจริง เอกสารที่อีกฝ่ายอ้างไม่น่าเชื่อถือ หรือเอกสารนั้นถูกจัดทำขึ้นไม่ถูกต้อง กฎหมายกำหนดว่า เราต้องถามค้านในประเด็นเหล่านี้ไว้ก่อน เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบาย ถ้าไม่ถามค้านไว้ แล้วค่อยมานำสืบหักล้างทีหลัง หลายครั้งศาลอาจมองว่าไม่เป็นธรรมกับพยาน และไม่รับฟังพยานหลักฐานที่เรานำมาสืบภายหลังก็ได้
ในบทความนี้ ผมจะอธิบายเกี่ยวกับหลักกฎหมายเรื่อง “การพิสูจน์ต่อพยาน” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร และในทางปฏิบัติทนายควรถามค้านแบบไหน เพื่อรักษาสิทธิในการนำสืบหักล้างพยานของอีกฝ่ายในภายหลัง โดยผมจะเล่าทั้งข้อกฎหมาย เทคนิคทางปฏิบัติ และข้อผิดพลาดที่เจอกันบ่อย แบบเข้าใจง่ายและเอาไปปรับใช้ในการทำงานได้จริงครับ
หลักการถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน
โดยปกติแล้ว เวลาที่ศาลจะเชื่อพยานหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ “ความน่าเชื่อถือของพยาน” ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ทนายความแทบทุกคดีจึงต้องพยายามหักล้างหรือทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า พยานพูดไม่จริง จำรายละเอียดไม่ได้ มีส่วนได้เสีย หรือเอกสารที่พยานจัดทำขึ้นมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องปกติของการต่อสู้คดี
แต่กฎหมายก็มองว่า การจะไปหักล้างหรือโจมตีความน่าเชื่อถือของพยานนั้น ต้องทำอย่างเป็นธรรมด้วย เพราะถ้าปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งเก็บประเด็นไว้เฉย ๆ แล้วค่อยมานำสืบโจมตีทีหลัง โดยที่พยานไม่เคยมีโอกาสอธิบายเลย ก็จะไม่เป็นธรรมกับตัวพยานอย่างมาก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 จึงวางหลักไว้ว่า หากฝ่ายใดต้องการนำสืบภายหลังเพื่อหักล้างว่า พยานอีกฝ่ายเบิกความไม่จริง หรือเอกสารที่พยานเป็นคนทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือ ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ถูกต้อง ฝ่ายนั้นจะต้อง “ถามค้าน” พยานในเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้พยานได้อธิบาย และที่สำคัญคือ ถึงแม้พยานจะยังไม่ได้เบิกความในเรื่องนั้นโดยตรง เราก็ยังต้องถามค้านไว้ก่อน หากต่อไปจะนำสืบหักล้างในประเด็นนั้น
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจน์ต่อพยานของคู่ความฝ่ายอื่นในกรณีต่อไปนี้
(1) หักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือ
(2) พิสูจน์ข้อความอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวด้วยการกระทำ ถ้อยคำ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้น
ให้คู่ความฝ่ายนั้นถามค้านพยานดังกล่าวเสียในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้น แม้ว่าพยานนั้นจะมิได้เบิกความถึงข้อความดังกล่าวก็ตาม
ในกรณีที่คู่ความฝ่ายนั้นมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายอื่นไว้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ต่อมานำพยานหลักฐานมาสืบถึงข้อความนั้น คู่ความฝ่ายอื่นที่สืบพยานนั้นไว้ชอบที่จะคัดค้านได้ในขณะที่คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบ และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่ามานั้น
ดังนั้น หลักของมาตรา 89 จริง ๆ แล้วก็คือ หลักความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี กล่าวคือ หากจะนำเรื่องใดมาหักล้างหรือโจมตีความน่าเชื่อถือของพยาน ก็ต้องเปิดโอกาสให้พยานได้ตอบหรืออธิบายเสียก่อน ไม่ใช่ปล่อยผ่านไปแล้วค่อยมานำหลักฐานหักล้างทีหลังฝ่ายเดียว
หลักนี้เองที่เรียกว่า “การถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ครับ
วัตถุประสงค์ของหลักการถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน
1. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตัวพยาน
กฎหมายต้องการคุ้มครองไม่ให้พยานถูกโจมตีหรือถูกหักล้างความน่าเชื่อถือภายหลัง โดยที่ตนเองไม่เคยมีโอกาสอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อโต้แย้งนั้นเลย ดังนั้น หากฝ่ายใดจะนำสืบว่า พยานพูดไม่จริง หรือเอกสารที่พยานจัดทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือ ก็ต้องถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อน เพื่อให้พยานได้มีโอกาสชี้แจงในเรื่องดังกล่าว
2. เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
หลายครั้งเมื่อถามค้านไปตรง ๆ พยานอาจยอมรับข้อเท็จจริงบางอย่างทันที เช่น ยอมรับว่าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง หรือยอมรับว่าเอกสารมีข้อผิดพลาดจริง แบบนี้ก็อาจไม่จำเป็นต้องเสียเวลานำพยานหรือหลักฐานอื่นมาสืบหักล้างเพิ่มเติม ทำให้กระบวนพิจารณาเร็วขึ้นและไม่ซ้ำซ้อนครับ
ตัวอย่างกรณีที่ต้องถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน
- กรณีจะนำสืบว่าพยานเบิกความไม่ตรงกับความจริง
เช่น พยานมาเบิกความว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ตอนทำสัญญา หรืออยู่ในเหตุการณ์ตอนมีการพูดคุยตกลงซื้อขายกัน แต่ความจริงเราเตรียมพยานหลักฐานไว้จะพิสูจน์ว่า วันและเวลาดังกล่าวพยานไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุเลย
กรณีแบบนี้ ก่อนที่เราจะไปนำสืบหักล้างทีหลัง เราต้องถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายก่อน เช่น ถามว่า
“วันเกิดเหตุ พยานเดินทางไปจังหวัดชลบุรีตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ใช่หรือไม่ ไม่มีโอกาสมาลงลายมือชื่อในสัญญาตอนเที่ยงใช่หรือไม่”
เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายว่า จริง ๆ แล้วตนเดินทางกลับมาก่อน หรืออาจจำเวลาไม่ถูก ไม่ใช่ปล่อยให้เราค่อยมานำสืบทีหลังฝ่ายเดียวว่าพยานโกหก
- กรณีจะนำสืบว่าเอกสารที่พยานจัดทำขึ้นไม่เป็นความจริง
เช่น จะต่อสู้ว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอม หรือลายมือชื่อในเอกสารไม่ใช่ของพยาน
กรณีแบบนี้ เราต้องเอาเอกสารให้พยานดูและถามค้านไว้ก่อน เช่น
“ลายมือชื่อในเอกสารฉบับนี้ใช่ของพยานหรือไม่”
หรือ
“พยานเป็นคนลงลายมือชื่อในเอกสารฉบับนี้จริงหรือไม่”
เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายก่อนว่า เป็นลายมือชื่อของตนจริงไหม หรือมีเหตุอะไรเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว
- กรณีจะนำสืบว่าแชต LINE หรือ Facebook แสดงว่าพยานโกหก
เช่น เรามีแชต LINE หรือข้อความ Facebook ที่ขัดกับคำเบิกความของพยาน และจะใช้เป็นหลักฐานหักล้างในภายหลัง
กรณีแบบนี้ เราต้องถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อน เช่น
“บัญชี LINE นี้เป็นของพยานหรือไม่”
“Facebook บัญชีนี้พยานเป็นเจ้าของใช่ไหม”
หรือ
“พยานเคยส่งข้อความลักษณะนี้หรือไม่”
เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายว่า เป็นบัญชีของตนจริงไหม ถูกแฮกหรือไม่ หรือข้อความดังกล่าวมีบริบทอย่างไร ก่อนที่เราจะนำสืบหักล้างในภายหลังครับ
กรณีที่ไม่ต้องถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน
ไม่ใช่การหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงคำเบิกความของพยาน
หากสิ่งที่เราจะนำสืบภายหลัง ไม่ได้เป็นการโจมตีว่า พยานพูดไม่จริง ไม่ได้เป็นการหักล้างความน่าเชื่อถือของพยาน หรือไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำเบิกความของพยาน ก็ไม่จำเป็นต้องถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อนตามมาตรา 89
เช่น เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของพยาน หรือเป็นเหตุการณ์คนละช่วง คนละตอนกัน พยานไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงนั้นโดยตรง กรณีแบบนี้สามารถนำสืบได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องถามค้านพยานก่อน
รวมถึงกรณีที่เอกสารหรือหลักฐานที่เราจะนำมาสืบ ไม่ได้เป็นเอกสารที่พยานเป็นผู้จัดทำ รับรู้ หรือเกี่ยวข้องด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปถามค้านเพื่อให้พยานอธิบายก่อน เพราะไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรู้เห็นของพยานคนนั้นครับ
ยกตัวอย่างเช่น
พยานไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นหรือทำสัญญานั้นโดยตรง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 612-615/2519
กรณีคู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบพยานภายหลังต้องถามค้านพยานของฝ่ายที่นำสืบก่อนไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคแรก(ข) นั้น หมายความว่าเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำ หรือหนังสือซึ่งพยานที่มาเบิกความได้กระทำขึ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำพยานมาสืบก่อน แต่ตัวโจทก์ซึ่งจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คให้ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะมาเบิกความแม้จะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่และได้มาเบิกความต่อศาลก็ตามก็มิใช่ผู้ที่จำเลยออกเช็คให้โดยตรง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยต้องถามค้านไว้ก่อนตามบทกฎหมายดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 943/2543
คำเบิกความของจำเลยและทนายจำเลยถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากทนายโจทก์ จำเลยได้นำหนังสือไปปรึกษากับทนายจำเลย ทนายจำเลยจึงติดต่อกับทนายโจทก์เพื่อเจรจาเรื่องเช็คจำนวนเงิน 200,000 บาท โดยทนายโจทก์ยอมลดค่าเสียหายให้เหลือ 30,000 บาทนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ในเรื่องนี้ไว้แต่เป็นเพราะโจทก์ได้ยื่นบัญชีพยานระบุอ้าง น. ทนายโจทก์ไว้ แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะสืบ จำเลยจึงไม่มีโอกาสถามค้านไว้ได้ ส่วนตัวโจทก์เองไม่ได้เป็นพยานผู้รู้เห็นหรือร่วมเจรจา จำเลยจึงไม่ได้ถามค้านไว้ คำเบิกความของจำเลยและทนายจำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2537
หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง บ. กับ อ.ที่จำเลยนำมาสืบเป็นหลักฐานประกอบพยานจำเลย เอกสารฉบับนี้โจทก์มิได้เป็นผู้เก็บรักษาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆกับการซื้อที่พิพาทระหว่าง บ. กับ อ. กรณีเช่นนี้จำเลยจึงชอบที่จะนำสืบได้โดยไม่จำต้องถามค้านโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
เป็นการเห็นเหตุการณ์คนละช่วงละตอน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2502
โจทก์นำสืบว่าได้พบผู้ร้องและพูดจากกันที่ทางเท้าข้างที่ทำการเทศบาล แต่ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องตรวจนับสินค้าอยู่กับพยานของผู้ร้องในร้านสหกรณ์ซึ่งต่างสถานที่กัน เหตุที่กฎหมายบทนี้บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่นำพยานมาสืบภายหลังถามค้านพยานที่ตนจะนำมาสืบหักล้างหรือเพื่อพิสูจน์ไว้เสียก่อนก็เพื่อให้พยานฝ่ายที่ต้องนำสืบก่อนมีโอกาศอธิบายถึงข้อความเหล่านั้นแต่กรณีนี้ พยานแต่ละฝ่ายต่างอ้างว่าอยู่คนละแห่งคนละฐานที่รู้เห็นเหตุการณ์คนละอย่าง จึงไม่ใช่ความประสงค์ดังที่บัญญัติไว้
มีการกล่าวอ้างและอธิบายไว้ชัดเจนแล้วในคำให้การหรือคำคู่ความ
หากข้อเท็จจริงหรือประเด็นที่เราจะนำสืบหักล้างนั้น ปรากฏอยู่แล้วอย่างชัดเจนในคำฟ้อง คำให้การ หรือคำคู่ความต่าง ๆ ของคดี จนอีกฝ่ายรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเราจะต่อสู้ในประเด็นนั้น กรณีแบบนี้ในบางครั้งศาลอาจมองว่า อีกฝ่ายทราบประเด็นโต้แย้งอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องถามค้านเปิดประเด็นซ้ำอีกอย่างเคร่งครัด
เช่น ในคำให้การเราเขียนชัดตั้งแต่ต้นว่า ลายมือชื่อในสัญญาเป็นลายมือชื่อปลอม หรือพยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้าง อีกฝ่ายจึงรู้อยู่แล้วว่าเราจะนำสืบหักล้างในประเด็นดังกล่าว กรณีลักษณะนี้ ศาลบางคดีก็มองว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่อีกฝ่ายเสียเปรียบหรือถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2546
การที่คู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนในเวลาที่พยานเบิกความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 นั้นต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังประสงค์จะสืบพยานของตนเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อประเด็นแห่งคดีมีว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงความไม่ถูกต้องของการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องไว้แล้ว การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและสำเนาสัญญากู้ยืมเงินก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ในการเขียนสัญญากู้ยืมเงิน อันเป็นการสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพยานโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ของตนได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ก็ตาม กรณีมิใช่การจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือเอาเปรียบโจทก์แต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2518
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงจึงมีประเด็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คหรือไม่ แม้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบภายหลังมิได้ถามค้านพยานจำเลยไว้ โจทก์ก็มีสิทธินำสืบได้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คมาจาก ช.เพราะเป็นการนำสืบตามประด็นที่โจทก์ฟ้องและจำเลยต่อสู้ไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2535
ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่าจำเลยมีหน้าที่นำสืบภายหลังได้อ้างส่งสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.11และ ล.12 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ จำเลยไม่มีสิทธิอ้างส่งเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างส่งเอกสารหมายล.11 และ ล.12 เพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบโดยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2540
ภาพถ่ายบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพยานวัตถุไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยอ้างส่งพยานหลักฐานเพื่อการนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย
ผลทางกฎหมายเมื่ออีกฝ่ายคัดค้าน
หากฝ่ายที่ต้องการนำสืบหักล้าง ไม่ได้ถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายไว้ก่อนตามหลักมาตรา 89 แล้วภายหลังกลับนำพยานหรือเอกสารมาสืบเพื่อโจมตีความน่าเชื่อถือของพยาน อีกฝ่ายมีสิทธิคัดค้านได้ และข้อที่นำสืบไปไม่สามารถรับฟังได้เลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2522
โจทก์เป็นฝ่ายนำสืบก่อน จำเลยนำเอกสารหมาย ล.1(หนังสือโจทก์ยกที่พิพาทให้จำเลย) มาอ้างภายหลังจากที่โจทก์ได้สืบพยานบุคคลเสร็จสิ้นไปแล้ว ในขณะที่โจทก์เบิกความจำเลยก็มิได้ถามค้านถึงเอกสารหมาย ล.1 และโจทก์ได้คัดค้านไว้แล้วฉะนั้นเอกสารหมาย ล.1 จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง
ไม่สามารถอ้างเอกสารนั้นเป็นพยานได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2599/2530
จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ขณะจำเลยเบิกความโจทก์มิได้นำเอกสารซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ทำขึ้นเองมาถามค้านจำเลยไว้เลย เมื่อตัวโจทก์เบิกความถึงและอ้างส่งเอกสารจำเลยก็คัดค้านว่าศาลไม่ควรรับฟังเอกสารฉบับนี้ เพราะโจทก์ไม่ได้ซักค้านในขณะที่จำเลยเข้าเบิกความ จำเลยไม่มีโอกาสอธิบาย ดังนี้ศาลไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89
ข้อยกเว้นให้รับฟังได้
- ในขณะนั้นไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้
- เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมต้องสืบพยานดังกล่าว
- คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งสามารถขอให้เรียกพยานมาสืบแก้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสี่
ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ต่อพยานตามวรรคหนึ่งแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้นตนไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความดังกล่าวมาแล้ว หรือถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านี้ศาลจะยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ก็ได้ แต่ในกรณีเช่นนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้เรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาสืบอีกก็ได้ หรือเมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได้
กรณีไม่มีการคัดค้าน
แม้การนำสืบจะขัดต่อหลักมาตรา 89 เพราะไม่ได้ถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายไว้ก่อน แต่หากในขณะนำสืบอีกฝ่ายไม่ได้คัดค้าน ศาลก็อาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้จึงเป็นสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่จะต้อง “ยกขึ้นคัดค้าน” ในขณะมีการนำสืบ หากปล่อยให้มีการสืบพยานผ่านไปโดยไม่ทักท้วงหรือไม่คัดค้านไว้ ศาลก็มักถือว่าอีกฝ่ายสละสิทธิในการคัดค้าน และสามารถนำพยานหลักฐานนั้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยคดีได้ครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2538
แม้จำเลยผู้มีหน้าที่นำสืบภายหลังมิได้ถามค้านตัวโจทก์ที่นำสืบก่อนเกี่ยวกับบันทึกถ้อยคำ(ท.ด.16)ไว้ขณะที่โจทก์เบิกความเป็นพยานก็ตามแต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คัดค้านเสียในขณะที่จำเลยอ้างส่งเอกสารดังกล่าวประกอบคำเบิกความจำเลยจึงไม่ต้องห้ามรับฟังเอกสารนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2511
จำเลยมิได้ซักค้านพยานโจทก์ไว้ แล้วนำพยานมาสืบในภายหลัง. แต่เมื่อโจทก์มิได้คัดค้านให้ศาลปฏิเสธ ไม่รับฟังพยานนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89วรรคสอง จึงไม่ต้องห้ามที่จะให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1013/2519
โจทก์นำสืบพยานว่า จำเลยที่ 1 ต่อเติมเรือนพิพาทโดยไม่ได้ซักค้านพยานผู้ร้องซึ่งนำสืบก่อนไว้ แต่ผู้ร้องมิได้คัดค้านเมื่อโจทก์นำสืบว่าเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสองฉะนั้นศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบนี้ได้
แต่ในทางปฏิบัติ บางครั้งศาลก็อาจให้น้ำหนักน้อย
ในทางปฏิบัติ หากศาลเห็นว่า ฝ่ายที่นำสืบไม่ได้ถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายก่อนตามหลักมาตรา 89 จนทำให้พยานไม่มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาหรือข้อหักล้างนั้น ศาลบางคดีก็อาจมองว่า พยานหลักฐานดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยลง หรือควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง
ดังนั้น แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้รับฟังได้ในกรณีไม่มีการคัดค้าน แต่ในเชิงน้ำหนักพยานแล้ว การถามค้านเปิดประเด็นไว้ให้ครบตั้งแต่แรก ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากอยู่ดีครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2539
จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานภายหลังมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ในเวลาที่พยานเบิกความเพื่อให้พยานอธิบายถึงข้ออ้างของจำเลยคำเบิกความของพยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7155/2539
แถบบันทึกเสียงเป็นพยานวัตถุที่จำเลยทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว การที่จะให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบก็น่าจะได้นำเข้าถามค้านพยานโจทก์โดยเปิดเสียงเพื่อให้พยานโจทก์ที่จำเลยอ้างว่าได้บันทึกเสียงไว้ รับรองหรือปฏิเสธเสียงหรือข้อความนั้น เมื่อพยานโจทก์นั้นไม่ได้ฟังข้อความในแถบบันทึกเสียงและไม่ได้ยอมรับคำถอดข้อความที่จำเลยอ้าง แม้แถบบันทึกเสียงจะมีข้อความดังคำถอดข้อความก็ตาม ก็ไม่พอฟังเป็นยุติตามนั้นได้
วิธีการคัดค้านกรณีฝ่าฝืนหลักพิสูจน์ต่อพยาน
ต้องคัดค้านก่อนการสืบพยานเสร็จสิ้น
หากเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังนำสืบพยานหรือเอกสารเพื่อหักล้างความน่าเชื่อถือของพยาน โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายไว้ตามมาตรา 89 จะต้องรีบคัดค้านในขณะที่อีกฝ่ายกำลังนำสืบอยู่ หรืออย่างช้าที่สุดก่อนเสร็จการสืบพยานในประเด็นนั้น
สามารถคัดค้านได้ทั้งแบบทำเป็นคำร้อง หรือแถลงด้วยวาจาให้ศาลบันทึกไว้
ในทางปฏิบัติ อาจทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลอย่างชัดเจน หรือแถลงคัดค้านด้วยวาจาในห้องพิจารณาแล้วขอให้ศาลบันทึกลงในรายงานกระบวนพิจารณาก็ได้ เพื่อรักษาสิทธิในการโต้แย้งและใช้เป็นประเด็นอุทธรณ์ต่อไป
หากปล่อยผ่านแล้วมาคัดค้านภายหลัง อาจถือว่าหมดสิทธิ
หากอีกฝ่ายนำสืบพยานผ่านไปแล้ว แต่เราไม่ได้คัดค้านไว้ในขณะนั้น ต่อมาค่อยมายกเรื่องมาตรา 89 ขึ้นคัดค้านภายหลัง ศาลมักมองว่าเป็นการคัดค้านที่ล่าช้า และอาจถือว่าสละสิทธิในการคัดค้านไปแล้ว ทำให้พยานหลักฐานดังกล่าวยังสามารถรับฟังได้ครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2523
ตอนที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานภายหลังนำพยานเข้าสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้านการนำสืบพยานของโจทก์เสียในขณะที่พยานเบิกความตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา89 วรรค 2จำเลยจะมาคัดค้านภายหลังไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2523
ตอนที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานภายหลังนำพยานเข้าสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้านการนำสืบพยานของโจทก์เสียในขณะที่พยานเบิกความตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา89 วรรค 2จำเลยจะมาคัดค้านภายหลังไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2542
โจทก์อ้างส่งเอกสารต่อศาลภายหลังสืบพยานจำเลยซึ่งนำสืบก่อนเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 89 วรรคสอง บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่สืบพยานก่อนชอบที่จะคัดค้านไว้ แล้วให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังคำพยานเช่นว่ามานั้นแต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งข้อนำสืบของโจทก์ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา หรือจำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งไว้ในสำนวนสำหรับคำแถลงคัดค้านของจำเลยก็เป็นการคัดค้านคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตระบุเพิ่มเติม มิใช่เป็นคำแถลงโต้แย้งกรณีตามบทมาตรา 89 วรรคสอง กรณีจึงไม่ต้องห้ามที่จะให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวที่โจทก์นำสืบนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2507
ถ้าคู่ความฝ่ายที่ต้องนำสืบพยานภายหลังมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคหนึ่ง ต่อมากลับนำพยานของตนมาสืบถึงข้อความดังกล่าวนั้น เช่นนี้ คู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนต้องคัดค้านเสียในขณะที่พยานของฝ่ายนำสืบภายหลังกำลังเบิกความ มิฉะนั้นจะมาคัดค้านภายหลังไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2506
เมื่อโจทก์นำสืบ จำเลยมิได้ถามค้านความข้อใดไว้ แล้วจำเลยมานำสืบพิสูจน์ภายหลังในความข้อนั้นโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งและขอให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นไว้การที่โจทก์เพิ่งมาคัดค้านในชั้นอุทธรณ์จึงต้องห้าม
การนำไปปรับใช้ในคดีอาญา

หลักเรื่องการถามค้านเพื่อใช้สิทธิพิสูจน์ต่อพยาน ไม่ได้นำมาใช้กับคดีอาญาแบบเต็มรูปแบบเหมือนคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะรูปแบบการต่อสู้คดีอาญาแตกต่างจากคดีแพ่งพอสมควร
ในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ส่วนจำเลยจะให้การหรือไม่ก็ได้ จะให้การสั้น ๆ ปฏิเสธลอยก็ได้ และจำเลยมีสิทธินำสืบพยานของตนภายหลังอยู่แล้ว
ดังนั้น แม้ฝ่ายจำเลยจะไม่ได้ถามค้านเปิดโอกาสให้พยานโจทก์อธิบายในเรื่องนั้นก่อน แต่ต่อมาจำเลยก็ยังสามารถนำสืบพยานหักล้างได้ ไม่ถึงกับต้องห้ามรับฟังแบบมาตรา 89 ของคดีแพ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากไม่ได้ถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อนเลย แล้วค่อยมานำสืบหักล้างทีหลัง ศาลก็มักมองว่าข้อนำสืบนั้น “มีน้ำหนักน้อย” เพราะพยานอีกฝ่ายไม่เคยมีโอกาสอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อหักล้างดังกล่าวครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1972/2517
ในคดีอาญา จำเลยมีอำนาจนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย โดยไม่จำต้องซักค้านพยานโจทก์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยจะนำสืบพยานต่อไปได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1778/2513
ในคดีอาญา แม้จำเลยจะนำสืบถึงพยานเอกสารใดโดยมิได้นำพยานเอกสารนั้นไปซักค้านพยานโจทก์ให้อธิบายไว้เสียก่อน จำเลยก็ยังอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823 – 2824/2516
ในคดีอาญาจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะให้การอย่างใดหรือแม้จะไม่ให้การเลยก็ได้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำเลยเป็นกระทำความผิด จำเลยไม่จำต้องยกประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็มีสิทธิที่จะนำสืบในประเด็นนั้น ๆ ได้และจำเลยมีอำนาจนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยได้โดยไม่จำต้องซักค้านพยานโจทก์ ในเรื่องที่จำเลยจะนำพยานเข้าสืบต่อไปไว้เลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1559/2508
โจทก์บรรยายในฟ้องว่า จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนชั้นศาล จำเลยให้การปฏิเสธลอยๆ และเมื่อโจทก์นำพนักงานสอบสวนเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยให้การรับสารภาพคำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์อ้างมิใช่ลายมือชื่อของจำเลย การที่จำเลยนำสืบในภายหลังว่าคำให้การชั้นสอบสวนนั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยจึงเป็นการนำสืบเอาข้างเดียว ไม่มีน้ำหนัก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1251/2520
จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายเขียนจดหมายถึงจำเลยระหว่างต้องขังในเรือนจำระหว่างพิจารณา ศาลยกเป็นเหตุว่า จำเลยไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนประกอบเหตุอื่น ไม่เชื่อข้อนำสืบนี้
สรุปเทคนิคทางปฏิบัติ

- หลักของการพิสูจน์ต่อพยาน คือ หากฝ่ายใดจะนำสืบภายหลังเพื่อหักล้างว่า พยานพูดไม่จริง หรือเอกสารที่พยานเกี่ยวข้องไม่น่าเชื่อถือ ก็ควรต้องถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี
- ดังนั้น เวลาเราเป็นฝ่ายที่จะนำสืบทีหลัง หากจะเอาพยานหรือเอกสารมาหักล้างความน่าเชื่อถือของพยานอีกฝ่าย ต้องพยายามถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อนเสมอ เพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายในเรื่องนั้น
- ในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายนำสืบก่อน แล้วฝ่ายตรงข้ามมานำสืบโจมตีพยานของเราในภายหลัง ทั้งที่ไม่ได้ถามค้านเปิดประเด็นไว้ก่อน เราก็ต้องรีบคัดค้านทันที เพื่อรักษาสิทธิไม่ให้ศาลรับฟัง หรืออย่างน้อยก็เพื่อลดน้ำหนักของข้อนำสืบนั้นครับ
สรุป
หลักการพิสูจน์ต่อพยาน เป็นเรื่องสำคัญมากในการถามค้านและวางแผนนำสืบ เพราะถ้าเราจะนำพยานหรือเอกสารมาหักล้างว่า พยานอีกฝ่ายพูดไม่จริง หรือเอกสารไม่น่าเชื่อถือ ก็ควรถามค้านเปิดโอกาสให้พยานอธิบายก่อน ไม่อย่างนั้นภายหลังข้อนำสืบอาจถูกคัดค้าน ไม่ได้รับฟัง หรืออย่างน้อยก็มีน้ำหนักน้อยลงได้
ดังนั้น เวลาสู้คดี อย่าคิดแค่ว่า “มีหลักฐานอะไร” แต่ต้องคิดด้วยว่า “จะถามค้านอย่างไร” และ “ต้องเปิดประเด็นอะไรไว้ก่อน” เพราะหลายครั้งแพ้ชนะคดีไม่ได้อยู่ที่ตัวหลักฐานอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีใช้หลักฐานในศาลด้วยครับ
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

