คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

7 วิธีสู้คดี “ฉ้อโกงประชาชน” สู้ยังไงให้รอดคุก!

          คดีฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะในรูปแบบ “หลอกลงทุน” หรือแชร์ลูกโซ่ เป็นคดีที่เห็นกันบ่อยขึ้นในช่วงหลัง และมักถูกมองว่าเป็นคดีที่จำเลยเสียเปรียบตั้งแต่ต้น เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมาก และมีพฤติการณ์ที่ดูเหมือนชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คดีลักษณะนี้ยังมีประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอีกหลายมุมที่สามารถหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละรูปคดีและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

          ในบทความนี้ผมจะชวนทุกคนมามองภาพรวมของคดีประเภทนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมยกตัวอย่าง “ประเด็นต่อสู้” ที่มักใช้กันในทางปฏิบัติ เพื่อให้เห็นแนวทางในการวิเคราะห์คดีและต่อยอดในการทำงานจริงต่อไปครับ

สู้ว่า “ไม่ได้หลอก” แต่เป็นธุรกิจจริงที่ไปต่อไม่ไหว

          หนึ่งในแนวทางต่อสู้ที่ใช้กันบ่อยในคดีหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ คือ การชี้ให้ศาลเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การฉ้อโกงตั้งแต่ต้น แต่เป็นการทำธุรกิจจริง เพียงแต่ภายหลังเกิดปัญหาจนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ตามที่ตกลงกันไว้

          ประเด็นสำคัญอยู่ที่ต้องทำให้เห็นว่า ธุรกิจนั้นมีอยู่จริง และมีโอกาสสร้างกำไรได้ ไม่ใช่แค่โครงการลวงหรือคำพูดลอย ๆ ผลตอบแทนที่นำเสนอเองก็ต้องอยู่ในระดับที่ “พอฟังขึ้น” ไม่เกินจริงจนผิดธรรมชาติของธุรกิจ หากเป็นผลตอบแทนสูง ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่ามาจากโมเดลธุรกิจแบบไหน จากนั้นต้องอธิบายให้ศาลเข้าใจว่า ที่สุดแล้วทำไมธุรกิจถึงไปต่อไม่ได้ เช่น ขาดสภาพคล่อง ความผิดพลาดในการบริหาร หรือมีเหตุแทรกแซงที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ภาพของคดีเปลี่ยนจาก “ตั้งใจหลอก” ไปเป็น “ธุรกิจล้ม” และกลายเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งมากกว่า

          แต่แนวทางนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีของ” จริง เพราะศาลไม่ได้ดูแค่คำอธิบาย ต้องมีหลักฐานรองรับชัดเจน ทั้งเส้นทางการเงินว่าเอาเงินไปทำอะไร มีการลงทุนจริงหรือไม่ มีคู่ค้าหรือบุคคลที่สามเกี่ยวข้องไหม รวมถึงเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยืนยันว่าธุรกิจนั้นดำเนินอยู่จริง

          ในทางปฏิบัติ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จะตกอยู่ที่จำเลยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคดีตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งศาลมักคาดหวังให้จำเลยแสดงภาพของธุรกิจให้ชัด หากตอบไม่ได้หรือไม่มีเอกสารรองรับ สุดท้ายศาลก็มักตีไปว่าเป็นการฉ้อโกงอยู่ดี (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719-6720/2550)

          เพราะฉะนั้น ถ้าจะสู้ในประเด็นนี้ อย่าไปหวังแค่ว่าฝ่ายผู้เสียหายจะพิสูจน์ไม่ได้ แต่ต้องเปิดเกมรุกเอาข้อเท็จจริงของตัวเองขึ้นมาให้ศาลเห็นแบบครบ ๆ ว่าเงินไปไหน ธุรกิจคืออะไร และพังเพราะอะไร แบบนี้ถึงจะมีน้ำหนักพอให้ศาลรับฟังได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719 – 6720/2550

          การที่จำเลยทุกคนดังกล่าวในฐานะตัวแทนของบริษัทที่ดินเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ได้กระทำการในการจะกู้ยืมเงินด้วยการโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป และจำเลยทุกคนดังกล่าวจ่ายหรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าวว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ให้บริษัทกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยจำเลยทุกคนดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ากิจการของบริษัทที่อ้างถึงนั้นสามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ หรือเหตุที่ไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงเกิดจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่นกรณีใดกรณีหนึ่ง การกระทำของจำเลยทุกคนดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 (1) (2) (ก) อีกบทหนึ่งด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2547

          จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2547

          จำเลยกับพวกได้ก่อตั้งบริษัท ด. ขึ้น และได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนประชาชนว่าบริษัท ด. เป็นบริษัทที่มั่นคงประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องการรับสมัครพนักงานหรือบุคลากรเพิ่มหลายตำแหน่ง และโฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำเงินมาลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่กับบริษัทซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งความจริงแล้วบริษัท ด. ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อการลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์ ก. เป็นความเท็จโดยทุจริตของบริษัท ด. เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อ จึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกสำหรับผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2537

          จำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยหรือบริษัท อ. จะนำเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบคน หรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบคน หรือโดยที่จำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยหรือบริษัท อ. ไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยตามสัญญาได้และเป็นเหตุให้จำเลยกับพวกหรือบริษัท อ.ได้กู้ยืมเงินไป จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 4,12 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอีกบทหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4279/2539

          บริษัทมีเจตนาเพียงจะเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากประชาชนผู้มาสมัครงานโดยมีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวกรรมการของบริษัทเองหรือเพื่อบริษัทอันเป็นการกระทำโดยทุจริตโดยประกาศหลอกลวงให้ประชาชนมาสมัครงานด้วยแสดงข้อความเท็จว่าให้สมัครเข้ามาทำงานแต่บริษัทหามีงานให้ทำไม่จำเลยที่1และที่2ในฐานะกรรมการบริหารงานของบริษัทย่อมจะต้องทราบดีอยู่แล้วว่าบริษัทไม่มีงานให้ทำแต่ก็ยังร่วมดำเนินการรับสมัครบุคคลเข้าทำงานตลอดมาเป็นการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนและในการรับสมัครบุคคลเข้าทำงานดังกล่าวเป็นเหตุทำให้บริษัทกับกรรมการของบริษัทได้ไปซึ่งเงินประกันการทำงานจากผู้สมัครการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 343 วรรคแรก การที่บริษัทได้รับผู้เสียหายเข้าทำงานแล้วได้ให้ผู้เสียหายซื้อหุ้นคนละ 30 หุ้นเป็นเงิน 3,000 บาทมีลักษณะเป็นการรับเข้าร่วมลงทุนและได้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เสียหายโดยให้เงินปันผลหรือเงินค่าครองชีพเดือนละ 135 บาทจึงเข้าลักษณะการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 เมื่อบริษัทจัดให้มีผู้รับเงินในการรับสมัครงานที่มิชอบหรือจ่ายหรือตกลงหรือจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งถือว่าเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดดังกล่าวและในการกู้เงินดังกล่าวได้มีการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเดือนละ 135 บาทหรือคิดเป็นอัตราถึงร้อยละ 54 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำผิดตามมาตรา5แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

          ทั้งนี้ กรณีที่เป็นคดีหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ แม้ชื่อเรียกจะดูคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายจริง ๆ แล้วมักเกี่ยวข้องกับความผิดอยู่หลายฐาน โดยเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งแต่ละฐานก็มีองค์ประกอบความผิดที่ต่างกันอยู่พอสมควร

          ดังนั้น เวลาจะต่อสู้คดีประเภทนี้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ดูว่า “มีคนเสียหายไหม” หรือ “มีการรับเงินหรือไม่” แต่ต้องดูให้ละเอียดว่า พฤติการณ์ของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องเจตนา การหลอกลวง ลักษณะผลตอบแทน และความเป็นไปได้ของธุรกิจที่นำเสนอด้วย (https://www.youtube.com/watch?v=ePHZd56UkGA)

          ข้อกฎหมายสำคัญที่มักถูกนำมาใช้ในคดีลักษณะนี้ ได้แก่

          พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

          มาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ศาลหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

          ประมวลกฎหมายอาญา

          มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          มาตรา 343  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

สู้ว่า “ตัวเองก็ถูกหลอกมาเหมือนกัน”

          อีกแนวทางที่พบได้บ่อยในคดีแชร์ลูกโซ่หรือหลอกลงทุน คือการต่อสู้ในลักษณะว่า แม้ธุรกิจนั้นสุดท้ายจะเป็นการหลอกลวงจริง หรือไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้จริงก็ตาม แต่ตัวจำเลยเองก็เป็น “ผู้ถูกหลอก” อีกคนหนึ่ง ไม่ได้รู้เห็นหรือร่วมเจตนาในการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น

          แนวทางนี้เป็นการต่อสู้เรื่อง “เจตนา” และ “การรู้เห็น” ว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับผู้บริหารตัวจริง ไม่ได้รู้ว่าธุรกิจดังกล่าวไม่มีอยู่จริง หรือไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามที่กล่าวอ้าง และเพิ่งมาทราบภายหลังเมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาแล้ว

          ดังนั้น สิ่งสำคัญของการต่อสู้ลักษณะนี้ คือ ต้องทำให้เห็นว่าจำเลยไม่มีบทบาทเป็นผู้บริหาร ไม่มีอำนาจจัดการเงิน ไม่มีส่วนกำหนดนโยบายหรือวางแผนธุรกิจ และไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะรู้ข้อเท็จจริงภายในของกิจการได้

          อีกเรื่องที่ศาลมักจะดูมาก คือ จำเลยได้รับผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หากได้รับผลตอบแทนหรือค่าตอบแทนสูงผิดปกติ มีส่วนแบ่งจำนวนมาก หรือมีพฤติการณ์คล้ายคนหาผลประโยชน์จากระบบนั้น ๆ ศาลก็มักมองได้ยากว่าจะเป็นเพียงผู้เสียหาย แต่ถ้าจำเลยเองก็ลงทุนจริง สูญเสียเงินจริง มีลักษณะ “เจ็บตัว” เหมือนผู้เสียหายรายอื่น ก็อาจช่วยให้แนวทางต่อสู้มีน้ำหนักมากขึ้น

          รวมถึงต้องดูพฤติการณ์การชักชวนด้วย ว่าจำเลยเป็นคนชักชวนโดยตรงหรือไม่ หรือผู้เสียหายตัดสินใจลงทุนเองจากความเชื่อในบุคคลอื่นหรือในตัวระบบ โดยจำเลยอาจเป็นเพียงคนที่เข้าไปลงทุนก่อนและพูดต่อกันไปตามความเข้าใจของตัวเอง

          สรุปแล้วประเด็นสำคัญของคดีลักษณะนี้มักจะอยู่ที่คำว่า “รู้หรือควรรู้” เพราะต่อให้จำเลยอ้างว่าไม่รู้ แต่หากพฤติการณ์มันผิดปกติชัดเจนเกินกว่าคนทั่วไปจะเชื่อได้ เช่น ผลตอบแทนสูงผิดธรรมชาติ ไม่มีธุรกิจรองรับ ไม่มีสินค้า ไม่มีแหล่งรายได้จริง ศาลก็อาจมองว่าอย่างน้อยจำเลย “ควรรู้” ว่าเป็นธุรกิจที่ผิดปกติได้เหมือนกัน ซึ่งในประเด็นข้อต่อสู้นี้ผมได้เคยทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://youtu.be/MB6xVMe0pdk)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317 – 7318/2555

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัท ป. และบริษัท ซ. โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้ จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2537

การที่จำเลยกับพวกชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบคนและบุคคลอื่นให้นำเงินมาลงทุนกับบริษัท เพื่อประกอบกิจการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้อยู่ว่าบริษัท อ. ไม่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการดังกล่าวและการประกอบกิจการตามที่อ้างจะมีขึ้นไม่ได้แน่นอน การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบคน และบุคคลทั่ว ๆ ไปไม่จำกัดว่าเป็นใครอันเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยเจตนาทุจริต ทำให้ผู้เสียหายทั้งสิบคน หลงเชื่อมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกไปจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรกและการกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงินตามพระราชกฤษฎีกา การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527มาตรา 3 และเป็นการชักชวนว่าในการกู้ยืมเงินจำเลยหรือบริษัทอ. จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินที่พึงจ่ายได้ โดยจำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยหรือบริษัท อ. จะนำเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบคน หรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบคน หรือโดยที่จำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยหรือบริษัท อ. ไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยตามสัญญาได้และเป็นเหตุให้จำเลยกับพวกหรือบริษัท อ.ได้กู้ยืมเงินไป จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 4,12 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอีกบทหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2546

ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจากผู้เสียหายว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนว่าในการกู้ยืมเงินของสมาชิกนั้น บริษัท ค. จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท ค. สามีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นชาวต่างชาติใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ค. แทน ก่อนจำเลยที่ 1 จะถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ค. จำเลยที่ 1 ไม่ทราบการดำเนินการของบริษัท ค. จึงฟังได้ว่า การลงทุนของผู้เสียหายมิได้เกิดจากการโฆษณาหรือประกาศชักชวนของจำเลยทั้งสี่โดยตรง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12

สู้ว่า “ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย”

          แนวทางนี้จะใช้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเป็น “โจทก์ฟ้องคดีเอง” ต่อศาลเท่านั้น เพราะเป็นการต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของผู้เสียหายโดยตรง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง หลังผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ แนวทางนี้โดยทั่วไปจะใช้ไม่ได้

          หลักสำคัญของประเด็นนี้ คือ แม้บุคคลนั้นจะได้รับความเสียหายจริง แต่หากความเสียหายนั้นเกิดจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเอง ก็อาจถือว่าไม่ใช่ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องเองได้

          ตัวอย่างที่พบได้ เช่น การร่วมลงทุนเพื่อปล่อยเงินกู้นอกระบบ การลงทุนในธุรกิจผิดกฎหมาย หรือกรณีที่อ้างว่าจะนำเงินไป “วิ่งเต้น” จ่ายสินบน หรือดำเนินการบางอย่างที่ผิดกฎหมายอยู่แล้วตั้งแต่ต้น หากผู้ลงทุนรู้เจตนาหรือเข้าร่วมในวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายดังกล่าวด้วย ก็อาจถูกมองว่าไม่ได้อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่กฎหมายคุ้มครอง

          ดังนั้น ในคดีลักษณะนี้ ศาลจะพิจารณาด้วยว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในฐานะใด รู้ข้อเท็จจริงแค่ไหน และมีส่วนร่วมกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะหากเป็นการ “เสี่ยงเข้าร่วม” ในสิ่งที่ผิดกฎหมายเองตั้งแต่ต้น ก็อาจถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ฟ้องคดีเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2557

การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยที่ 1 จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ต้องสอบอันเป็นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ายมุ่งหวังต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) เป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่อาจร้องขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติไว้

สู้ว่าเป็นแค่ “ฉ้อโกงทั่วไป” ไม่ใช่ฉ้อโกงประชาชน

          อีกประเด็นที่ใช้ต่อสู้กันบ่อยในคดีหลอกลงทุน คือการโต้แย้งว่า พฤติการณ์ของคดีไม่ได้มีลักษณะเป็น “ฉ้อโกงประชาชน” แต่เป็นเพียงการฉ้อโกงกันเป็นการเฉพาะราย หรือเป็นความสัมพันธ์ในวงจำกัดเท่านั้น เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จะต้องมีลักษณะของการหลอกลวง “ต่อประชาชน” หรือมีการชักชวนในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงการพูดคุยกันเฉพาะคนรู้จักหรือกลุ่มปิด

          ดังนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นการชักชวนกันเฉพาะเพื่อน คนใกล้ตัว ญาติ หรือคนในกลุ่มเล็ก ๆ ไม่มีการประกาศโฆษณาต่อสาธารณะ ไม่มีการโพสต์เชิญชวนในวงกว้าง หรือไม่ได้เปิดรับคนทั่วไป ก็อาจใช้เป็นแนวทางโต้แย้งได้ว่า คดีนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็น “ฉ้อโกงประชาชน”

          ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4 ก็กำหนดเงื่อนไขไว้ชัดว่าต้องเป็นการกระทำต่อบุคคล “ตั้งแต่สิบคนขึ้นไป” ด้วย ดังนั้น หากจำนวนผู้เกี่ยวข้องไม่ถึงเกณฑ์ ก็อาจไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายฉบับดังกล่าว

          แม้สุดท้ายแล้วศาลอาจยังมองว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อยู่ก็ตาม แต่การต่อสู้ในประเด็นนี้ก็ยังมีความสำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อฐานความผิดและอัตราโทษ รวมถึงอาจกระทบต่อประเด็นทางกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น เรื่องอายุความ การยอมความ หรือสถานะผู้เสียหายโดยนิตินัยในบางกรณีได้เช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15505/2553

          ป.อ. มาตรา 343 บัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน” คำว่า “ประชาชน” หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตาม .ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2535

          จำเลยทั้งสองโฆษณาหลอกลวงผู้ที่มาเข้าโบสถ์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ท. สามารถส่งคนงานไปทำงานต่างประเทศได้แต่บุคคลเหล่านั้นต่างเป็นคนหมู่บ้านหรือท้องถิ่นเดียวกันนับถือศาสนาคริสต์ ด้วยกัน ปฏิบัติศาสนกิจที่โบสถ์เดียวกันจำเลยทั้งสองเป็นครูย่อมเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่บ้าน การโฆษณาต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งรู้จักจำเลยเป็นอย่างดี ย่อมมิใช่โฆษณาต่อบุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าเป็นบุคคลใด จึงยังไม่เป็นการโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6645 – 6646/2548

          การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญโดยจะพิจารณาจากวิธีการในการหลอกลวง จำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมาประกอบด้วยเท่านั้น คดีนี้แม้ผู้เสียหายตามฟ้องจะมีเพียง 11 คน แต่ตามบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งมีผู้เสียหายที่ตกลงกับจำเลยทั้งสองถึง 35 คน แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ติดต่อชักชวนเฉพาะผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดในคดีนี้เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไปพบผู้เสียหายแต่ละคนที่บ้านแล้วแจ้งเงื่อนไขการไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 11,000 บาท โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมคนละ 17,000 บาท แต่ต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน เหมือนกันทุกคน ลักษณะการชักชวนเป็นการชักชวนทั่วไป มิได้มุ่งเจาะจงชักชวนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะหากผู้ใดปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ก็สามารถสมัครไปทำงานได้ ขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าจะจ่ายเงินให้ตามเงื่อนไขที่แจ้งไปหรือไม่เป็นสำคัญ การหลอกลวงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ แม้จะมิได้มีการป่าวประกาศหรือแจ้งให้ผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนไปชักชวนต่อ แต่ลักษณะการชักชวนอย่างเดียวกันโดยผู้ถูกชักชวนย่อมบอกต่อกันไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ก็ยังไม่ระงับไป

สู้เรื่อง “อายุความ” และร้องทุกข์ไม่ทันกำหนด

          อีกประเด็นที่พบได้ในคดีหลอกลงทุน คือเรื่อง “อายุความ” หรือการร้องทุกข์ไม่ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ประเด็นนี้โดยมากจะต้องผ่านด่านสำคัญก่อนว่า คดีนั้นเป็น “ฉ้อโกงประชาชน” หรือเป็นเพียง “ฉ้อโกงทั่วไป”เพราะหากศาลมองว่าเป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีก็อาจขาดอายุความร้องทุกข์ได้

          ดังนั้น เวลาต่อสู้คดีในประเด็นนี้ จุดสำคัญจึงมักอยู่ที่คำว่า “รู้” เพราะในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายหลายรายอาจรู้เพียงว่าธุรกิจเริ่มมีปัญหา แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการถูกหลอกลวง หรือยังเชื่อว่าจะได้เงินคืนอยู่ ศาลจึงต้องพิจารณาว่า วันไหนคือวันที่ผู้เสียหาย “รู้แน่ชัด” แล้วว่าตนถูกฉ้อโกง

          ตัวอย่างเช่น บางกรณีแม้หยุดจ่ายผลตอบแทนไปแล้ว แต่ยังมีการพูดคุยตกลงผัดผ่อน หรือยังมีการแสดงให้เห็นว่าธุรกิจจะดำเนินต่อได้อยู่ ศาลก็อาจมองว่ายังไม่ถึงขั้นที่ผู้เสียหายรู้ว่าถูกหลอกอย่างแน่นอน

          อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลวินิจฉัยว่าคดีนั้นเป็น “ฉ้อโกงประชาชน” หรือเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเมื่อใด แนวทางต่อสู้เรื่องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนก็มักใช้ไม่ได้ เพราะความผิดลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ และพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการสามารถดำเนินคดีได้แม้ไม่มีการร้องทุกข์ภายในกำหนดก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้ผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=afaveBN4KuY&t=2s)

สู้เรื่อง “จำนวนกรรม” เพราะมีผลกับโทษโดยตรง

          อีกเรื่องที่สำคัญมากในคดีหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ แต่หลายคนมักมองข้าม คือเรื่อง “จำนวนกรรม” หรือจำนวนกระทงความผิด เพราะต่อให้รูปคดีดูเสียหายหนักแค่ไหน สุดท้ายแล้วสิ่งที่มีผลกับจำนวนโทษจริง ๆ คือศาลจะมองว่าเป็น “กี่กรรม”

          บางคดีความเสียหายเป็นร้อยล้านบาท แต่ถ้าศาลมองว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว รับสารภาพแล้วโทษอาจเหลือจำคุกเพียงไม่กี่ปี ในทางกลับกัน บางคดีมูลค่าความเสียหายไม่มาก แต่หากถูกนับเป็นหลายกรรม หลายกระทง โทษรวมกันอาจสูงถึงหลายสิบปีได้

          ดังนั้น เวลาถูกฟ้องว่ากระทำผิดหลายครั้ง หลายรายการ หลายผู้เสียหาย จะต้องตรวจดูให้ละเอียดว่า แต่ละเหตุที่โจทก์ฟ้องนั้นเป็น “คนละกรรม” จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงผลต่อเนื่องจากการหลอกครั้งเดียวกัน

          ตัวอย่างเช่น กรณีผู้เสียหายคนเดียวโอนเงินหลายครั้ง บางคดีศาลมองว่าแม้จะมีการโอนหลายรอบ แต่เกิดจากการหลอกลวงครั้งแรกเพียงครั้งเดียว การโอนภายหลังจึงเป็นเพียงผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ความผิดหลายกรรม (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2566 และ 3021/2557) หรือบางกรณีมีการพูดชักชวนครั้งเดียว แต่มีผู้เสียหายหลายคนหลงเชื่อพร้อมกัน ศาลบางคดีก็มองว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวได้ (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2549)

          แต่ในอีกหลายคดี ศาลก็กลับวินิจฉัยว่า แม้จะมีการหลอกลวงเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมีผู้เสียหายหลายคน ก็ถือเป็นหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568, 2901/2547, 8489/2558 และ6364/2551)

          จะเห็นได้ว่าแนวคำพิพากษาเรื่องจำนวนกรรมในคดีลักษณะนี้ยังไม่ได้ไปในทางเดียวกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้ารูปคดีมีช่องให้โต้แย้งได้ ก็ควรยกขึ้นต่อสู้ไว้ก่อน เพราะประเด็นนี้ส่งผลต่อโทษที่จะได้รับโดยตรงอย่างมาก บางครั้งต่างกันจากหลักปี กลายเป็นหลักสิบปีได้เลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2566

          การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำความผิดประสงค์ต่อผลในการหลอกลวงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไปทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชักชวนบุคคลทั่วไปให้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยและพวก และหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้อง ซึ่งในแต่ละข้อที่โจทก์แยกบรรยายมานั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยกับพวกดังกล่าว และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยกับพวก แม้การโอนเงินของผู้เสียหายดังกล่าวจะกระทำหลายคราว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ จึงต้องฟังว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหาย ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3021/2557

          การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เป็นการกระทำโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง โดยผู้กระทำความผิดมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้ที่ถูกหลอกลวงแต่ละคน ส่วนเหตุการณ์ในภายหลังที่ผู้กระทำความผิดได้เงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนอีกหลายคราว ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก หาใช่เป็นการกระทำใหม่อีกกรรมหนึ่งไม่
ผู้เสียหายทั้งสิบได้นำนากหญ้าจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไปเลี้ยงตามคำแนะนำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก โดยจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก คู่ละ 20,000 บาท แม้ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 นำนากหญ้าไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกและจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไม่ได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ การได้รับเงินในครั้งต่อมาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินไปจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 แม้จะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน รวม 10 กรรม ตามจำนวนผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2549

          การกระทำความผิดฐานหลอกลวงหรือฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสิบและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคนซึ่งอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้ แต่ที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมสำหรับความผิดฐานนี้ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้เสียหายหรือประชาชนที่ถูกหลอกลวงแต่ละคนเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงกู้ยืมเงินผู้เสียหายทั้งสิบเป็นคนละวันเวลาและในสถานที่ต่างกัน จะถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด 10 กระทง หาได้ไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองหลอกลวงกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 กลุ่มหนึ่ง จากนั้นได้แบ่งแยกหน้าที่กันทำในลักษณะเดียวกันโดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 2 ที่ 5 และนาง ม. กลุ่มหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หลอกลวงกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 3 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 นาย ล. นางสาว ช. และนาย ช. อีกกลุ่มหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนต่างกลุ่มต่างเวลาและสถานที่กันโดยเจตนาให้เกิดผลต่อผู้เสียหายและประชาชนแต่ละกลุ่มแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรม รวม 3 กระทง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568

          ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้น ความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อ และแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์และข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901/2547

          แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียว แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้น มีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 คน ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตาม ป.อ. มาตรา 91

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8489/2558

          จำเลยที่ 2 จัดสร้างพระเครื่องและโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวตามสื่อต่างๆ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หลายวันหลายเวลาโดยอาศัยช่องทางที่แตกต่างกันทั้งสถานที่และวิธีการชำระเงิน ซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงผู้เสียหายทั้ง 921 รายที่หลงเชื่อตามโฆษณาดังกล่าวและเช่าพระสมเด็จเหนือหัวที่จำเลยที่ 2 จัดทำขึ้นแต่ละรายไป ผู้เสียหายแต่ละคนต่างถูกหลอกลวงคนละวันคนละเวลา จำนวนเงินที่ถูกหลอกแตกต่างกัน ความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายจึงเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2551

          พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 วรรคแรก บัญญัติว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืนเงินตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนนั้น เพียงแต่จำเลยแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยกู้ยืม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไปชักชวนผู้เสียหายแต่ละคน คนละหลายครั้ง ดังนั้น การที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยรับไว้ ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย คือ 14 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

สู้เรื่องคดีไม่ได้ ก็ยังสู้เรื่อง “โทษ” ได้

          ในคดีหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ บางครั้งเมื่อดูพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว อาจต้องยอมรับว่ารูปคดีค่อนข้างเสียเปรียบ และโอกาสต่อสู้ให้หลุดคดีมีไม่มาก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าคดีจะไม่มีทางออก เพราะอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การต่อสู้เพื่อบรรเทาโทษ”

          ในทางปฏิบัติ หากจำเลยเริ่มเยียวยาความเสียหายจริง ศาลมักนำมารับฟังประกอบการใช้ดุลพินิจ เช่น การทำ “ชนยอด” เพื่อคำนวณว่าผู้เสียหายแต่ละรายได้รับเงินคืนไปแล้วเท่าใด บางกรณีเมื่อหักกลบกันจริง ๆ ผู้เสียหายบางรายอาจได้รับเงินกลับไปมากกว่าต้นเงินด้วยซ้ำ ประเด็นเหล่านี้สามารถนำเสนอให้ศาลเห็นภาพความเสียหายที่แท้จริงได้

          รวมถึงหากยังมีเงินค้างอยู่ ก็อาจพยายามเจรจาชำระคืนเพิ่มเติม พร้อมค่าเสียหาย หรือขอให้ผู้เสียหายทำหนังสือแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจเอาความหรือได้รับการเยียวยาแล้ว ซึ่งแม้จะไม่ทำให้คดีเลิกกันโดยตรงในความผิดที่ยอมความไม่ได้ แต่ก็มีผลต่อดุลพินิจในการกำหนดโทษอย่างมาก

          อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด คือเห็นว่าคดีประเภทนี้มีหลายกรรม รวมโทษกันสูงมาก จึงคิดว่าไม่มีทางรอการลงโทษได้ แต่จริง ๆ แล้วหลักสำคัญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะดู “โทษของแต่ละกรรม” ไม่ใช่ดูเฉพาะโทษรวมทั้งหมด

          ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษรวมกันเป็นสิบหรือยี่สิบปี แต่ถ้าแต่ละกรรมที่ศาลลงโทษจำคุกมีอัตราไม่เกิน 5 ปี และจำเลยมีคุณสมบัติตามกฎหมาย เช่น ไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีการเยียวยาความเสียหาย หรือมีเหตุอันควรปรานี ศาลก็ยังสามารถรอการลงโทษได้

          ในทางทำคดีจริง จึงมีหลายกรณีที่แม้จำเลยจะถูกพิพากษาว่ามีความผิด แต่สุดท้ายศาลก็ให้โอกาสกลับตัว โดยเฉพาะกรณีที่มีการชดใช้เยียวยาอย่างจริงจัง แสดงความสำนึกผิด และพยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายอย่างเต็มที่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2759/2563

          จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นราษฎรอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลต่างจังหวัด ไม่มีประวัติการต้องโทษติดตัว ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกชาวบ้านก็เคยชักชวนกันร่วมลงทุนไปซื้อถ้วยชามแล้วนำเงินมาแบ่งปันกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามก็เป็นราษฎรหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน และการร่วมเป็นสมาชิกกองทุนเงินสุขาภิบาลถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ซึ่งการกู้ยืมเงินโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงล่อใจนั้น โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามและสมาชิกทั้งหลายก็รู้เห็นแต่แรก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อายุมากย่างเข้าสู่วัยชรา ความจำเป็นส่วนตัวคงไม่แตกต่างไปจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 มากนัก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลงไปใช้เงินตามส่วนที่ควรรับผิดแล้ว ก็คงมีโอกาสจะได้รับให้รอการลงโทษได้ทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอเวลาหาเงินไปชำระโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามมานั้น ส่วนหนึ่งแสดงว่าได้สำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว เมื่อโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกไม่เกิน 5 ปี แม้ลักษณะการกระทำความผิดจะค่อนข้างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งเมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สภาพความผิด และการพยายามบรรเทาผลร้ายแล้ว กรณีมีเหตุควรปรานีโดยให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เงินแก่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบสามเพื่อคุมความประพฤติไว้ด้วย

สรุป

          คดีฉ้อโกงประชาชนหรือแชร์ลูกโซ่ประเภทหลอกลงทุน แม้หลายคนจะมองว่าเป็นคดีที่สู้ยาก แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีประเด็นที่สามารถต่อสู้ได้หลายเรื่อง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสู้ว่า “ไม่ได้ฉ้อโกงตั้งแต่ต้น” แต่เป็นการทำธุรกิจจริงที่ภายหลังเกิดปัญหาจนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งการต่อสู้ลักษณะนี้ จำเลยต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่า มีธุรกิจจริง มีการนำเงินไปลงทุนจริง ผลตอบแทนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากปัญหาทางธุรกิจหรือเหตุแทรกแซงภายหลัง ไม่ใช่การหลอกเอาเงินประชาชนมาตั้งแต่แรก

          อย่างไรก็ตาม คดีประเภทนี้จะต่างจากคดีอาญาทั่วไปตรงที่ หากจำเลยจะสู้ว่ามีธุรกิจจริง ก็ต้องมีพยานหลักฐานมาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน เอกสารการลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ เพราะหากไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปของธุรกิจหรือเงินลงทุนได้ชัดเจน ศาลก็มักมีแนวโน้มรับฟังว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือแชร์ลูกโซ่อยู่ดี

 

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น