บทความกฎหมายแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่ง

ฟ้องแบ่งสินสมรส โดยไม่ฟ้องหย่า! ทำได้ไหม มีหลักเกณฑ์ยังไงบ้าง? (ฟ้องลงชื่อในสินสมรส)

          หลายคนเข้าใจว่าปัญหาเรื่องสินสมรสจะต้องจบที่การหย่าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎหมายเปิดช่องให้คู่สมรสสามารถ “ปกป้องสิทธิในทรัพย์สิน” ได้ แม้ความเป็นสามีภริยายังดำรงอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส และการจัดการต้องอาศัยความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย

          ปัญหาที่พบบ่อยคือ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถือครองหรือควบคุมทรัพย์สินไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมให้คู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนร่วมในการลงนามหรือจัดการ เช่น จะขาย จะจำนอง หรือทำนิติกรรมสำคัญ แต่กลับไม่ให้ลงชื่อร่วม ทั้งที่ตามกฎหมายแล้ว สินสมรสบางประเภทไม่สามารถจัดการโดยลำพังได้

          ในสถานการณ์แบบนี้ คู่สมรสอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าเพื่อแก้ปัญหา แต่สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อ “ขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการลงชื่อร่วม” หรือให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของอีกฝ่ายได้

          ในบทความนี้ผมจะอธิบายในเรื่อง “การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส” แบบเรียงตั้งแต่หลักกฎหมายไปจนถึงการใช้จริง ว่ามันคืออะไร ใช้ตอนไหน และมีขั้นตอนอย่างไร

การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสคืออะไร

          ผมจะอธิบายเรื่องนี้โดยเริ่มจากพื้นฐานที่สุดก่อน เพราะหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ทรัพย์สินที่มีชื่ออยู่ในเอกสารเป็นของใคร ก็ย่อมเป็นของคนนั้นเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งในทางกฎหมายครอบครัว ความเข้าใจแบบนี้ไม่ถูกต้องเสมอไป

          กฎหมายแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” โดยสินส่วนตัวคือทรัพย์ที่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส หรือทรัพย์ที่ได้มาเป็นการเฉพาะตัว ขณะที่ “สินสมรส” คือทรัพย์ที่กฎหมายถือว่าเป็นของร่วมกันของคู่สมรส ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้วเกี่ยวกับหลักการแยกสินส่วนตัว – สินสมรส (https://www.youtube.com/watch?v=8NMVld5Vw60&t=91s)

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 1474 สินสมรส ได้แก่ทรัพย์สิน

           (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

           (2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส

           (3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

          ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

เงื่อนไขในการพิจารณาฟ้อง

          จากปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คือ แม้ทรัพย์จะเป็นสินสมรส แต่ในเอกสารทางทะเบียน เช่น โฉนดที่ดิน หรือบัญชีเงินฝาก กลับมีชื่อเพียงคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ส่งผลให้ฝ่ายที่มีชื่อในเอกสารสามารถเข้าไปจัดการทรัพย์สินได้โดยสะดวกกว่า ไม่ว่าจะเป็นการขาย โอน หรือจำนอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้

          กฎหมายจึงได้วางกลไกในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 โดยบัญญัติว่า หากสินสมรสใดเป็นทรัพย์ที่ต้องมีเอกสารตามมาตรา 456 หรือเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารเป็นสำคัญ สามีหรือภริยามีสิทธิร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารนั้นได้ ซึ่งมาตรา 456 เองก็ครอบคลุมถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          มาตรา 1475 ถ้าสินสมรสใดเป็นจำพวกที่ระบุไว้ในมาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือที่มีเอกสารเป็นสำคัญสามีหรือภริยาจะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นก็ได้

          มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย

สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

          ดังนั้น “การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส” จึงหมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ตนมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ซึ่งปัจจุบันมีชื่ออีกฝ่ายถือกรรมสิทธิ์อยู่เพียงผู้เดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีการฟ้องหย่า และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว

          เงื่อนไขสำคัญของการใช้สิทธิดังกล่าวมีเพียงว่า ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นสินสมรส และต้องเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารหรือทะเบียนเป็นสำคัญ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด หรือแม้แต่ทรัพย์บางประเภทที่มีเอกสารแสดงสิทธิ เช่น เงินฝาก หุ้น หรือรถยนต์ เมื่อเข้าเงื่อนไขดังกล่าว คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิขอให้ลงชื่อร่วมได้

          สาระสำคัญของคดีประเภทนี้อยู่ที่การ “ป้องกันปัญหาล่วงหน้า” มากกว่าการแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะหากปล่อยให้ทรัพย์สินมีชื่อเพียงฝ่ายเดียว อาจเปิดช่องให้มีการจัดการทรัพย์สินโดยลำพัง และนำไปสู่ข้อพิพาทที่ซับซ้อนในภายหลัง

          การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสเป็นสิทธิทางกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถานะความเป็นเจ้าของร่วมของคู่สมรสในทรัพย์สิน โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา และไม่จำเป็นต้องยุติความสัมพันธ์ด้วยการหย่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่กฎหมายออกแบบไว้เพื่อรักษาดุลยภาพของสิทธิในชีวิตสมรส

ประโยชน์ของการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส

          การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส คือ “ป้องกันความเสียหายล่วงหน้า” มากกว่าการรอแก้ปัญหาภายหลัง ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากทรัพย์สินมีชื่อของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายนั้นย่อมมีอำนาจในการเข้าจัดการทรัพย์ได้สะดวกกว่า ไม่ว่าจะเป็นการขาย โอน จำนอง หรือทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายโดยตรง

          การขอลงชื่อร่วมจึงมีประโยชน์สำคัญ คือ ทำให้ทรัพย์สินนั้น “ต้องอาศัยความยินยอมร่วมกัน” ก่อนจะมีการจัดการใด ๆ เกิดขึ้น ลดความเสี่ยงที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการโดยลำพัง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีชื่อร่วมในเอกสารเป็นการสร้างกลไกควบคุมตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์สินไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยง่าย และยังช่วยลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

          ประโยชน์ของการฟ้องลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “การเพิ่มชื่อ” ในเอกสาร แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรส และรักษาสถานะความเป็นเจ้าของร่วมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

โดยปกติใช้ในกรณีใด

          การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง “ถือทรัพย์ไว้เพียงผู้เดียว” และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยไว้ อาจมีการจัดการทรัพย์สินไปในทางที่กระทบต่อสิทธิของอีกฝ่าย

          โดยทั่วไปจะพบในกรณีที่เริ่มมีสัญญาณว่า การจัดการทรัพย์สินนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินสมรส เช่น มีการเตรียมขาย โอน จำนอง หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนร่วม หรือไม่ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ การใช้สิทธินี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว หรือมีพฤติการณ์ชัดเจนเท่านั้น แต่แม้เพียง “มีความเสี่ยง” หรือเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คู่สมรสอีกฝ่ายก็สามารถใช้สิทธิฟ้องขอลงชื่อร่วมได้

          คดีลักษณะนี้จึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้มีการจัดการสินสมรสโดยลำพัง อันอาจนำไปสู่ความเสียหายในภายหลัง มากกว่าการใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

หลักเกณฑ์ในการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส

          การใช้สิทธิฟ้องคดีลักษณะนี้ กฎหมายไม่ได้วางเงื่อนไขซับซ้อน แต่มีหลักเกณฑ์สำคัญเพียงไม่กี่ประการ ดังนี้

  1. ทรัพย์สินนั้นจะต้องเป็น “สินสมรส” กล่าวคือ เป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส หรือเข้าลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 1474 หากมีข้อโต้แย้ง กฎหมายก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ทำให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายที่อ้างว่าไม่ใช่
  2. ทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องเป็นทรัพย์ที่มี “ทะเบียนหรือเอกสารเป็นสำคัญ” กล่าวคือ เป็นทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนสิทธิหรือมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย อันเป็นเงื่อนไขตามมาตรา 1475 ประกอบมาตรา 456 เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด รถยนต์ บัญชีเงินฝาก สลากออมทรัพย์ต่าง ๆ หรือหุ้น

          ทั้งนี้ ต้องเข้าใจด้วยว่า สิทธิในการฟ้องขอลงชื่อร่วมตามกฎหมาย จะใช้ได้เฉพาะกับทรัพย์สินที่มี “ทะเบียนหรือเอกสารเป็นสำคัญ” เท่านั้น หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว เช่น สร้อย แหวน นาฬิกา หรือทรัพย์สินทั่วไปที่ไม่ได้มีระบบทะเบียนหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในลักษณะเดียวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียน ย่อมไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงชื่อร่วมได้

          เหตุผลก็เพราะว่า ทรัพย์ประเภทนี้ไม่มี “เอกสารกลาง” ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมชื่อเจ้าของได้เหมือนกรณีโฉนดที่ดิน หรือทะเบียนทรัพย์สินอื่น ๆ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์ลักษณะดังกล่าวจึงต้องใช้วิธีอื่น เช่น การพิสูจน์ความเป็นสินสมรส หรือเรียกร้องแบ่งทรัพย์ในภายหลัง แทนการขอลงชื่อร่วมในเอกสารเหมือนทรัพย์ที่มีทะเบียน

          เมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองประการนี้แล้ว คู่สมรสย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ลงชื่อร่วมในทรัพย์สินนั้นได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแล้วแต่อย่างใด

ไม่จำเป็นต้องมีพฤติการณ์เสียหายก่อน

          อีกประเด็นสำคัญของการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส คือ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีเหตุหรือพฤติการณ์ที่แสดงถึงความเสียหายเกิดขึ้นก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ กล่าวคือ หากปรากฏว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรส และเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารเป็นสำคัญ แต่มีชื่อของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารนั้นได้ แม้จะยังไม่ปรากฏว่าฝ่ายที่มีชื่อจะได้ดำเนินการใด ๆ ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินสมรสก็ตาม

          สิทธิในการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสจึงเป็นสิทธิที่ใช้ได้ในทุกกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดข้อพิพาทหรือความเสียหายขึ้นก่อน และต้องดำเนินการโดยการยื่นคำฟ้องต่อศาลเช่นเดียวกับคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1326/2539 ซึ่งวางหลักยืนยันว่า การใช้สิทธินี้ไม่จำต้องปรากฏพฤติการณ์แห่งความเสียหายแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1326/2539

          การที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิแต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล แต่ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่า น.ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีอำนาจจัดการสินสมรสไม่ได้จัดการสินสมรสให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงการหย่า ผู้ร้องขอยกเลิกบันทึกข้อตกลงการหย่านับแต่วันที่ยื่นคำร้องและมีคำขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างผู้ร้องกับ น. อันเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งจะต้องเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้อง

          บทบัญญัติในมาตรา 1475 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิคู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีชื่อในสินสมรสที่มีเอกสารเป็นสำคัญร้องขอต่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของในเอกสารนั้นเพื่อให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมด้วย และกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามคำร้องขอนั้นหาใช่เป็นกรณีที่กฎหมายให้คู่สมรสดังกล่าวร้องขอต่อศาลไม่

          มาตรา 1484 เป็นบทบัญญัติในหมวดทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ดังนั้น สามีหรือภริยาจะมีสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ต่อเมื่อยังคงมีความเป็นสามีภริยากันอยู่ แต่ขณะยื่นคำร้องผู้ร้องได้หย่าขาดกันด้วยความสมัครใจกับ น.ไปก่อนแล้ว ฉะนั้นตั้งแต่วันจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับ น.จึงไม่มีสิทธิหน้าที่และความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันอีก ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการสินสมรสแต่ผู้เดียวตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484

เป็นสิทธิเด็ดขาด คู่สมรสอีกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้ และศาลไม่มีดุลพินิจ

          หลักสำคัญอีกประการหนึ่งของการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส คือ สิทธิดังกล่าวมีลักษณะเป็น “สิทธิเด็ดขาด” ของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส และเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารเป็นสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด คู่สมรสฝ่ายที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อยู่เพียงผู้เดียว ย่อมไม่มีสิทธิจะให้การปฏิเสธไม่ให้ลงชื่อร่วมได้ และไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ เพื่อขัดขวางการใช้สิทธิดังกล่าว

          ในทำนองเดียวกัน ศาลก็ไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตให้ลงชื่อร่วม หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายแล้ว ศาลมีหน้าที่ต้องมีคำพิพากษาให้เป็นไปตามสิทธินั้น

ไม่มีอายุความ

          อีกประเด็นสำคัญของการฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส คือ สิทธินี้ ไม่อยู่ภายใต้กำหนดอายุความกล่าวคือ คู่สมรสสามารถใช้สิทธิฟ้องขอลงชื่อร่วมได้ “ตลอดระยะเวลาที่ยังคงสถานะเป็นสามีภริยากันอยู่” ไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสมานานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้สิทธิดังกล่าวระงับไป

          เหตุผลเพราะสิทธินี้เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากสถานะความเป็นคู่สมรสและความเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรส จึงเป็นสิทธิที่ดำรงอยู่ตลอดระยะเวลาของการสมรส ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดเวลาบังคับใช้เหมือนหนี้ทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2535 วางหลักว่า การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสสามารถกระทำได้ตลอดเวลา โดยไม่มีการขาดอายุความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2535

          คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยและศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสประเด็นของคดีนี้จึงมีว่าทรัพย์ตามคำฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมหรือไม่ อันมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาคดีก่อน การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สิทธิของสามีหรือภริยาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1475 นั้น เป็นการที่กฎหมายกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามคำร้องขอของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่มีชื่อในเอกสารสำคัญให้ต้องยินยอมให้ฝ่ายนั้นลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมด้วย โจทก์กล่าวในฟ้องแล้วว่าได้มีหนังสือขอให้จำเลยจัดการให้โจทก์ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้รับหนังสือดังกล่าวของโจทก์กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้วเพิกเฉยอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โจทก์จำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาระหว่างสมรสและได้มาขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม การที่จะพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใดในระหว่างสามีภริยาจึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา การรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นของจำเลยนั้นมิได้ระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิมจึงเป็นการได้มาในฐานะที่เป็นสินสมรสตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ได้มา สิทธิของคู่สมรสที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1475 นั้น เป็นบทบัญญัติในหมวดทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาตราบใดที่ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่ คู่สมรสก็ยังมีสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใด เมื่อโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่โจทก์ย่อมจะใช้สิทธิร้องขอให้ลงชื่อตนด้วยได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าได้ล่วงเลยเวลาที่ได้สินสมรสมาแล้วนานเท่าไร เพราะมิใช่กรณีที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ขั้นตอนการฟ้องร้องดำเนินคดี

          การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรส แม้หลักกฎหมายจะไม่ซับซ้อน แต่ในทางปฏิบัติก็มีลำดับขั้นตอนที่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ

          เริ่มจากการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีทะเบียนหรือเอกสารเป็นสำคัญเท่าที่ทราบ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด หรือทรัพย์สินอื่นที่มีเอกสารแสดงสิทธิ เพื่อกำหนดขอบเขตของคำฟ้องให้ชัดเจน

          ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าคู่สมรสอีกฝ่ายอาจโอนย้ายหรือจัดการทรัพย์สินไปในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อาจพิจารณายื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เช่น การอายัด หรือห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินนั้นไว้ก่อน เพื่อรักษาสภาพทรัพย์ในระหว่างพิจารณาคดี

          จากนั้นจึงยื่นฟ้องต่อศาล และนำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส และเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารเป็นสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อศาลพิจารณาแล้ว หากเห็นว่าเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ศาลจะมีคำพิพากษาให้ลงชื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารนั้น

          อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คดีลักษณะนี้มักมีแนวโน้มที่จะยุติลงได้ตั้งแต่ชั้นไกล่เกลี่ย เนื่องจากเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ซึ่งคู่ความมักสามารถตกลงกันได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุป

          การฟ้องขอลงชื่อร่วมในสินสมรสเป็นกลไกทางกฎหมายที่มีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินร่วม โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า และไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อน

          ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์ที่มีเอกสารเป็นสำคัญ ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องได้ทันที อีกทั้งยังเป็นสิทธิเด็ดขาด ไม่มีอายุความ และไม่ขึ้นอยู่กับความยินยอมของอีกฝ่ายหรือดุลพินิจของศาล

          จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ป้องกันปัญหา” มากกว่าการ “แก้ปัญหา” และช่วยรักษาสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสได้อย่างมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ (ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=yrVQoB4ZhfE)

 

  

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น