บทความกฎหมายแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่ง

ฟ้องหย่า เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว! แบบไหนฟ้องได้-ฟ้องไมได้ แบบเข้าใจง่าย

          การฟ้องหย่าด้วยเหตุที่แยกกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ด้วยกันไม่ได้ ต่างคนต่างแยกกันอยู่ หรือกรณีที่ฝ่ายหนึ่งเก็บข้าวของออกจากบ้านที่เคยอยู่ร่วมกัน ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของคดีครอบครัวที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ และมักมีข้อโต้แย้งกันค่อนข้างมากในรายละเอียดของข้อเท็จจริง

          ปัญหาสำคัญของคดีลักษณะนี้ ไม่ได้อยู่แค่ “แยกกันอยู่จริงหรือไม่” แต่ยังต้องพิจารณารวมไปถึงเหตุแห่งการแยกกันอยู่ ใครเป็นฝ่ายก่อให้เกิดปัญหา และเหตุดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่คู่ความมักนำมาต่อสู้กันในชั้นศาล

          ในบทความนี้ผมจึงอยากจะอธิบายให้เห็นทั้งข้อกฎหมาย แนวข้อต่อสู้ และแนวทางปฏิบัติในคดีประเภทนี้ โดยเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นภาพว่าการ “แยกกันอยู่” แบบไหนถึงจะเพียงพอเป็นเหตุฟ้องหย่า และฝ่ายที่ถูกฟ้องสามารถต่อสู้คดีได้ในประเด็นใดบ้าง

การฟ้องหย่าด้วยเหตุแยกกันอยู่ มีกี่กรณี

          ในทางกฎหมาย การฟ้องหย่าด้วยเหตุที่ “แยกกันอยู่” ไม่ได้มีลักษณะเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีสำคัญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และแนวต่อสู้คดีแตกต่างกัน ได้แก่

  • การละทิ้งร้าง
  • การสมัครใจแยกกันอยู่

          ทั้งสองกรณีนี้ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นการไม่ได้อยู่ร่วมกันเหมือนกัน แต่ในทางกฎหมาย “เหตุ” และ “ความรับผิด” ต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดที่มักมีข้อพิพาทและใช้ต่อสู้คดีกันมากในทางปฏิบัติ

          ในส่วนต่อไป ผมจะค่อย ๆ อธิบายให้เห็นว่า แต่ละกรณีมีองค์ประกอบอย่างไร ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง และแนวทางที่ศาลใช้พิจารณาเป็นอย่างไร เพื่อให้เข้าใจได้ชัดว่า การแยกกันอยู่แบบไหน “ฟ้องหย่าได้” และแบบไหนอาจ “ยังไม่เพียงพอ” ตามกฎหมาย

การละทิ้งร้าง

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) กำหนดว่า สามีหรือภริยาฝ่ายใด “จงใจละทิ้งร้าง” อีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

          (4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

          คำว่า “ละทิ้งร้าง” ในทางกฎหมาย ไม่ได้หมายถึงแค่การแยกกันอยู่ธรรมดา แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ เป็นการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง “จงใจ” ไม่อยู่กินร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยขนย้ายข้าวของออกจากที่อยู่อาศัยเดิม ไปอยู่ที่อื่น และอีกฝ่าย “ไม่ได้สมัครใจ” ให้แยกกันอยู่ อีกทั้งเมื่อออกไปแล้ว ก็ไม่กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาอีกเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

          ดังนั้น ประเด็นสำคัญของกรณีละทิ้งร้างจึงอยู่ที่ “เจตนา” ของฝ่ายที่ออกไป และ “ความไม่ยินยอม” ของฝ่ายที่ถูกทิ้ง รวมถึงระยะเวลาที่ต้องครบหนึ่งปีตามที่กฎหมายกำหนด

          ในแง่ของสิทธิในการฟ้องคดี กฎหมายให้สิทธิ “เฉพาะฝ่ายที่ถูกละทิ้ง” เท่านั้นที่จะเป็นผู้ฟ้องหย่าได้ โดยจะเลือกฟ้องหรือไม่ฟ้องก็เป็นดุลพินิจของฝ่ายนั้น ในทางกลับกัน ฝ่ายที่เป็นผู้ละทิ้ง แม้จะออกไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลานานเพียงใด เช่น 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น ก็ไม่สามารถอาศัยเหตุดังกล่าวมาฟ้องหย่าได้เอง เพราะตนเป็นฝ่ายก่อให้เกิดเหตุแห่งการละทิ้งร้างตั้งแต่ต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า “ละทิ้งร้าง” เป็นเหตุหย่าที่กฎหมายคุ้มครองฝ่ายที่ถูกกระทำ และไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เป็นผู้กระทำมาใช้ประโยชน์จากการกระทำของตนเองได้

กรณีใดที่ไม่ถือว่าเป็น “การละทิ้งร้าง”

          แม้จะมีการแยกกันอยู่ แต่ในทางกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะเข้าข่าย “ละทิ้งร้าง”เสมอไป เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบเรื่องเจตนา ความต่อเนื่อง และพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน

  1. ไม่ได้ทิ้งไปโดยเด็ดขาด

          หากแม้จะมีการแยกกันอยู่ แต่ยังมีการกลับมาหากันเป็นครั้งคราว เช่น เดือนละครั้งหรือสองครั้ง หรือยังมีลักษณะของการไปมาหาสู่กันอยู่ ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้าง เนื่องจากการละทิ้งร้างตามกฎหมาย ต้องมีลักษณะ “ขาดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยสิ้นเชิง” นับตั้งแต่วันที่ออกไป และต้องต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยไม่มีการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกเลยจนถึงวันฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2522

          ฟ้องบรรยายว่าจำเลยซึ่งเป็นภริยาไม่นำพาที่จะอยู่ร่วมกับโจทก์ ไม่อ้างว่าจำเลยละทิ้งโจทก์ ไม่เป็นเหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (4) จำเลยไม่ไปอยู่กับโจทก์ต่างอำเภอโจทก์ก็มาหาจำเลยเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งจำเลยยอมให้โจทก์อยู่กินหลับนอนด้วย ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ไม่เป็นเหตุหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2500

          ถึงแม้สามีจะได้แยกไปอยู่กับภริยาใหม่แล้วก็ดี แต่ก็ยังไปมาที่บ้านภริยาเดิม ไปร่วมรับประทานอาหารกับบุตรเกือบทุกวันและทั้งยังเป็นผู้อุปการะบุตรอยู่ด้วย ภริยาเดิมสั่งคนเฝ้าบ้านไม่ให้ใครเข้าห้องนอกจากตนเองกับลูก ๆ แม้กระนั้นสามีก็ยังอุตส่าห์ไปมาที่บ้านภริยาเดิมอยู่แทบทุกวัน สามีไปบ้านภริยาเดิมทีไร ก็ตั้งข้อสังเกตุสอบถามคนในบ้านว่ามีใครไปมาหาโจทก์เป็นการแสดงกิริยาหวงแหนสนใจในความเป็นอยู่ของโจทก์ พฤติการณ์ดั่งกล่าวนี้ จะถือว่าสามีจงใจละทิ้งร้างภริยาเดิมเพื่ออ้างมาเป็นเหตุฟ้องหย่าหาได้ไม่

  1. แยกกันอยู่แต่ยังไม่ทอดทิ้ง

          ในบางกรณี แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ยังมีการส่งเงินให้เป็นประจำ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครอบครัวหรือบุตร และอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้มีการติดตามหรือเรียกร้องให้กลับมาอยู่กินร่วมกัน ลักษณะเช่นนี้ ศาลมักมองว่าไม่ใช่การ “ละทิ้งร้าง” เพราะยังมีการอุปการะเลี้ยงดู และสะท้อนว่าอีกฝ่าย “ยินยอม” ให้แยกกันอยู่ในทางปฏิบัติ ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2522 ได้วางหลักว่า กรณีเช่นนี้มีลักษณะเป็น “การสมัครใจแยกกันอยู่” มากกว่าจะเป็นการละทิ้งร้าง

  1. กรณีที่แยกกันอยู่เพราะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร

          อีกกรณีหนึ่งที่กฎหมาย “ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้าง” คือ การที่คู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นการแยกกันอยู่โดยมีเหตุผลรองรับ มิใช่การจงใจทอดทิ้งอีกฝ่าย

          ตัวอย่างเช่น

  • ต้องไปทำงานต่างประเทศหรือไปประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว (ฎ.2922/2526)
  • ต้องไปรับราชการทหาร ออกรบ หรือไปทำงานเดินเรือ
  • ต้องไปรักษาพยาบาลในต่างประเทศ (ฎ.4917/2528)
  • มีปัญหาครอบครัว เช่น บิดามารดาไม่ยินยอมให้อยู่ร่วมกัน
  • ความจำเป็นด้านอาชีพทำให้ต้องแยกกันอยู่คนละพื้นที่ (ฎ.2143/2523, ฎ.2121/2525, ฎ.650/2523)

          อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญ คือ “เหตุจำเป็นนั้นต้องยังคงมีอยู่” หากเหตุที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่นั้นสิ้นสุดลงแล้ว คู่สมรสย่อมมีหน้าที่ต้องกลับมาอยู่ร่วมกันตามปกติ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังคงไม่กลับมาอยู่ร่วมกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรอีกต่อไป ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการละทิ้งร้างได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2550

          แม้พฤติการณ์ของโจทก์ในเบื้องต้นเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่ายินยอมให้จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม แต่หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คือตั้งแต่ปี 2542 โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยกลับมาดูแลครอบครัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป แต่จำเลยยังคงยืนยันไม่กลับประเทศไทยรวมทั้งไม่ยินยอมกลับประเทศไทยเพื่อมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ แสดงว่าจำเลยประสงค์ที่จะทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่สนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาอีกต่อไป ถือว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

          บุตรทั้งสองของโจทก์กับจำเลยยังเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความอุปการะของโจทก์มาโดยตลอด โจทก์รับราชการอันเป็นอาชีพที่มั่นคง ส่วนจำเลยทำงานอยู่ประเทศญี่ปุ่นทิ้งบุตรให้อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์มากว่า 8 ปี แล้ว เมื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในปัจจุบันและในอนาคต จึงเห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2537

          โจทก์จำเลยสมรสกันโดยประสงค์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากันยังภูมิลำเนาของโจทก์ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก แต่เมื่อจำเลยเดินทางถึงประเทศเยอรมันตะวันตกแล้ว จำเลยเปลี่ยนความตั้งใจไม่สมัครใจอยู่กินกับโจทก์อีกต่อไป และทำบันทึกขอหย่ากับโจทก์ในวันที่ 6 ธันวาคม 2527 แล้วเดินทางกลับประเทศไทยโดยไม่ติดต่อกับโจทก์อีกเลยจนกระทั่งโจทก์เดินทางมาพบจำเลยและขอหย่าในปี 2532 การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์และการละทิ้งร้ายเป็นเวลานานเกิน 1 ปี โจทก์ย่อมฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)

          ดังนั้น การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นไม่ใช่การละทิ้งร้าง แต่ต้องพิจารณาต่อเนื่องไปถึงช่วงเวลาภายหลังด้วยว่า ยังมีเหตุรองรับอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มักใช้ต่อสู้คดีกันในทางปฏิบัติ

  1. กรณีแยกกันอยู่โดยความยินยอม

          อีกกรณีหนึ่งที่กฎหมายไม่ถือว่าเป็น “การละทิ้งร้าง” คือ การที่คู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันโดยเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ แม้จะมีการแยกกันอยู่ แต่หากเป็นการตกลงหรือยินยอมร่วมกัน เช่น ภรรยายินยอมให้สามีออกไปบวช ไปศึกษาต่อ หรือไปปฏิบัติธรรม การแยกกันอยู่ลักษณะนี้ย่อมไม่ถือเป็นการจงใจทอดทิ้งอีกฝ่าย เพราะไม่มีองค์ประกอบเรื่อง “ความไม่ยินยอม” ซึ่งเป็นหัวใจของการละทิ้งร้าง

          อย่างไรก็ตาม ความยินยอมดังกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งถาวร หากต่อมาคู่สมรสฝ่ายที่ยินยอม “เปลี่ยนใจ” และแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอมให้แยกกันอยู่อีกต่อไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่ฝ่ายที่ออกไปยังคงไม่กลับมาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในกรณีเช่นนี้ การแยกกันอยู่ที่เคยชอบด้วยความยินยอม อาจ “แปรสภาพ” กลายเป็นการละทิ้งร้างได้ตามกฎหมาย

          ดังนั้น ประเด็นสำคัญของกรณีนี้จึงอยู่ที่ “สถานะของความยินยอม” ว่ายังมีอยู่หรือไม่ และมีการแสดงเจตนาให้กลับมาอยู่ร่วมกันแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

  1. กรณีแยกกันอยู่เพราะความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

          การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องออกไปอยู่ที่อื่น เพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุ กล่าวคือ แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นฝ่ายหนึ่ง “ออกจากบ้าน” แต่ในทางกฎหมายจะพิจารณาลึกไปถึงสาเหตุว่า ใครเป็นฝ่ายก่อให้เกิดสถานการณ์นั้น หากการแยกกันอยู่เกิดจากความผิดหรือพฤติการณ์ของอีกฝ่าย ก็ไม่อาจถือว่าฝ่ายที่ออกไปเป็นผู้ละทิ้งร้างได้

          ตัวอย่างเช่น

  • ถูกขับไล่ ไม่ยอมให้อยู่ในบ้านเดียวกัน
  • คู่สมรสอีกฝ่ายนำบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน จนไม่สามารถทนอยู่ร่วมได้
  • มีพฤติการณ์ดื่มสุรา ทำร้ายร่างกาย หรือก่อความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง

          ในลักษณะเช่นนี้ การที่ฝ่ายหนึ่งต้องแยกออกไปอยู่ที่อื่น ถือเป็นการ “จำเป็นต้องออกไป” ไม่ใช่การจงใจทอดทิ้งชีวิตสมรส แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่เป็นผู้ก่อเหตุ อาจเป็นฝ่ายที่เข้าลักษณะละทิ้งร้าง หรืออย่างน้อยก็ไม่อาจนำเหตุแห่งการแยกกันอยู่นั้นมาอ้างเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้

          ดังนั้น ในคดีประเภทนี้ ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การพิสูจน์ว่า การแยกกันอยู่นั้นเกิดจาก “ความสมัครใจ” หรือ “ความจำเป็นเพราะอีกฝ่ายกระทำผิด” ซึ่งเป็นจุดที่มักมีการต่อสู้คดีกันอย่างเข้มข้นในทางปฏิบัติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2522

          ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยคลอดบุตรแล้วโจทก์ไม่อยู่ช่วยดูแลบุตรจำเลยจึงต้องพาบุตรไปอาศัยอยู่กับมารดาของจำเลยชั่วคราว แต่โจทก์กลับไม่ยอมให้จำเลยอยู่ด้วยโดยไปแจ้งย้ายทะเบียนบ้าน ให้จำเลยและบุตรออกไปจากบ้านโจทก์ เมื่อจำเลยมาพบพูดจากับโจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นสามี โจทก์ก็ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยต้องอาศัยอยู่กับมารดาของจำเลยต่อมา ดังนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2535

          จำเลยมีเหตุระแวงสงสัยว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาจึงไม่พอใจและทะเลาะกับโจทก์อยู่เสมอ ฉะนั้นการที่โจทก์ไม่อยู่บ้านแล้วจำเลยกล่าวถ้อยคำถึงโจทก์ว่า “ขอให้มีอันเป็นไป ตายแล้วจะมารับเงิน หากไม่ตายให้เลี้ยงดูกันเอง และบิดามารดาโจทก์ไม่ให้ความยุติธรรมแก่จำเลย” กับ “ไอ้สัตว์ไอ้หน้าตัวเมีย กูไม่เลิกกับมึงง่าย ๆ หรอก ออกชายแดนงวดนี้ถ้าแขนขาขาดก็ไปเลี้ยงดูกันเอาเอง ถ้าตายจะกลับมารับเงิน” ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ แต่เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจที่ทราบว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น และมิใช่คำกล่าวที่ร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ การที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยไม่สามารถทนอยู่กินกับโจทก์ได้จึงแยกไปอยู่ที่อื่นนั้น มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าได้ โจทก์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. เป็นการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา และกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตลอดมา การกระทำของโจทก์ยังมีเหตุที่จะฟ้องหย่าได้ตลอดเวลาที่การกระทำไม่สิ้นสุด แม้จำเลยจะทราบเหตุดังกล่าวมาเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม จำเลยก็ยกเป็นเหตุฟ้องแย้งได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ค่าทดแทนที่ภริยามีสิทธิได้รับจากสามีซึ่งอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยานั้น มาตรา 1525 กำหนดให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ ภริยารับราชการครูเป็นผู้มีฐานะตำแหน่งหน้าที่และเกียรติในทางสังคม ที่ศาลล่างกำหนดค่าทดแทนให้ภริยา 100,000 บาทจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

สมัครใจแยกกันอยู่

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) กำหนดว่า หากสามีภริยา “สมัครใจแยกกันอยู่” เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน3 ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

           (4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

การสมัครใจแยกกันอยู่คืออะไร

           การสมัครใจแยกกันอยู่ หมายถึง กรณีที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างยินยอมและตกลงกันว่าไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุความขัดแย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน หรืออยู่ร่วมกันแล้วไม่มีความสุข จึงตกลงแยกกันอยู่โดยต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตของตนเอง

           ลักษณะของการแยกกันอยู่ อาจเป็นได้ทั้ง

  • ต่างฝ่ายต่างย้ายออกจากบ้านเดิม
  • หรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขนย้ายทรัพย์สินออกไปอยู่ที่อื่น

           แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ใครเป็นคนออก” แต่อยู่ที่ “ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้แยกกันอยู่”

หลักเกณฑ์สำคัญของการสมัครใจแยกกันอยู่

           การจะเข้าลักษณะ “สมัครใจแยกกันอยู่” ตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้น แต่ต้องเข้าเงื่อนไขสำคัญหลายประการประกอบกัน ดังนี้

  1. ต้องไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน

           การแยกกันอยู่ในความหมายของกฎหมาย ต้องเป็นการแยกที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน หากยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แม้จะนอนคนละห้อง ไม่พูดคุย หรือไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการ “แยกกันอยู่” ตามเหตุนี้ แต่อาจเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าในกรณีอื่นแทน

  1. ต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย

           การแยกกันอยู่ต้องเป็นผลจากความยินยอมร่วมกันของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่กรณีที่ฝ่ายหนึ่งแยกออกไปฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายยังไม่ยินยอม หรือยังมีการติดตามเรียกร้องให้กลับมาอยู่ร่วมกัน หากเป็นเช่นนั้นจะไม่เข้าลักษณะสมัครใจแยกกันอยู่

  1. สาเหตุของการแยกกันอยู่ต้องเป็นเพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข

           ต้องเป็นปัญหาที่กระทบต่อความสัมพันธ์โดยตรง เช่น ความขัดแย้งสะสม ความเห็นไม่ตรงกัน หรืออยู่ร่วมกันแล้วไม่มีความสุข ไม่ใช่การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น ไปทำงานต่างพื้นที่ ไปศึกษาต่อ หรือไปรักษาพยาบาล

  1. ต้องไม่มีการกลับมาอยู่ร่วมกันอีกเลย

           การแยกกันอยู่ต้องมีลักษณะต่อเนื่อง โดยไม่มีการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาอีก หากยังมีการกลับไปมาหาสู่หรือกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว อาจทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขของการแยกกันอยู่ตามกฎหมาย

           ดังนั้น การสมัครใจแยกกันอยู่ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดย “ขาดจากชีวิตคู่โดยแท้จริง” ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย เจตนา และพฤติการณ์โดยรวม ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดในแต่ละคดี

           ทั้งนี้ ในกรณีของการสมัครใจแยกกันอยู่ สิทธิในการฟ้องหย่าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนกรณีละทิ้งร้าง กล่าวคือ เมื่อเป็นการแยกกันอยู่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายแล้ว คู่สมรส “ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ก็มีสิทธิฟ้องหย่าได้ทั้งคู่ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะกฎหมายถือว่าความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติได้สิ้นสุดลงแล้วจากการตกลงแยกกันอยู่ จึงเปิดโอกาสให้คู่สมรสแต่ละฝ่ายสามารถใช้สิทธิยื่นฟ้องเพื่อให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยชอบด้วยกฎหมายได้

กรณีต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็น “สมัครใจแยกกันอยู่”

  1. แยกออกไปฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่ได้สมัครใจ

           หากเป็นกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งแยกออกไปอยู่ที่อื่นเพียงฝ่ายเดียว เช่น ออกไปอยู่ข้างนอก หรือไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง “ไม่ได้ยินยอม” ให้แยกกันอยู่ และยังมีพฤติการณ์ติดตาม เรียกร้อง หรือพยายามให้กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ลักษณะเช่นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็น “การสมัครใจแยกกันอยู่” เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญ คือ ความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

           อีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่อง “การติดตามให้กลับมาอยู่ด้วยกัน” จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลใช้พิจารณา หากยังปรากฏว่ามีความพยายามเรียกร้องให้กลับมาอยู่ร่วมกัน ย่อมสะท้อนว่าอีกฝ่ายไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่ และกรณีดังกล่าวอาจเข้าองค์ประกอบของ“ละทิ้งร้าง” แทน ในทางกลับกัน หากไม่มีการติดตามหรือเรียกร้องให้กลับมาอยู่ร่วมกันเลย ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่เป็นระยะเวลานาน ก็อาจเป็นพฤติการณ์ที่ศาลนำไปพิจารณาได้ว่าเป็นการ “สมัครใจแยกกันอยู่” ในทางปฏิบัติ

           ดังนั้น ประเด็นเรื่องความยินยอมและพฤติการณ์ภายหลังการแยกกันอยู่ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะ “สมัครใจแยกกันอยู่” หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1771/2540

           โจทก์จำเลยได้แยกกันอยู่โดยมิได้อยู่กินฉันสามีภรรยาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 ระหว่างที่โจทก์แยกไปนั้นจำเลยเองก็ทราบดีกว่าโจทก์ไปพักอยู่ที่ใดแต่จำเลยก็มิได้ขวยขวายที่จะไปอยู่กันฉันสามีภรรยา โดยต่างคนต่างอยู่นับถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 6 ปี ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งคือวันที่5 เมษายน 2537 จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่จำเลยเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 14 มกราคม 2537จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่จำเลยฟ้องแย้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8225/2540

           โจทก์ได้ ว.เป็นภริยาภายหลังจากจำเลยออกจากบ้านที่เคยอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาไปแล้ว ทั้งลักษณะของการที่จำเลยออกจากบ้านที่เคยอยู่ร่วมกับโจทก์ก็ล้วนแต่เป็นการตัดสินใจของจำเลยเอง มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ขับไล่จำเลยหรือโจทก์นำหญิงอื่นเข้ามาอยู่กินในบ้านฉันสามีภริยาอันเป็นการบีบบังคับให้จำเลยต้องออกจากบ้านแต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ต่างหากจากโจทก์

           โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตาม ป.พ.พ.มาตรา 1516 (4/2) ได้

           ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตาม ป.พ.พ.มาตรา 1461 วรรคสอง ย่อมสิ้นสุดลง เป็นเหตุให้จำเลยสิ้นสิทธิที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์อีกต่อไป ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อที่จำเลยขอเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์อีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2549

           แม้ในปี 2517 โจทก์เป็นฝ่ายละทิ้งร้างจำเลยโดยออกจากบ้านที่โจทก์จำเลยเคยอยู่กินด้วยกันไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาง ม. ก็ตาม แต่ในปี 2519 จำเลยก็มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ส. จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไปเช่นเดียวกัน และระหว่างที่แยกกันอยู่ไม่ปรากฏว่าโจทก์กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก ฝ่ายจำเลยซึ่งทราบดีว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่ใดก็มิได้สนใจหรือหาทางที่จะอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์จำเลยที่ต่างคนต่างอยู่เป็นเวลานานถึง 25 ปีนั้น ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้

  1. กรณีจงใจทำให้อีกฝ่ายอยู่ไม่ได้

           อีกกรณีหนึ่งที่ต้องแยกให้ชัด คือ แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีการ “แยกกันอยู่” แต่หากสาเหตุเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่ง จงใจกดดันหรือบีบบังคับให้อีกฝ่ายไม่สามารถอยู่ต่อได้ กรณีเช่นนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่

           ตัวอย่างเช่น

  • ขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้าน
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่อีกฝ่ายไม่สามารถอยู่อาศัยได้ตามปกติ
  • ใช้พฤติการณ์กดดันจนอีกฝ่ายจำต้องออกไปอยู่ที่อื่น

           ในลักษณะเช่นนี้ แม้ฝ่ายที่ออกไปจะเป็นผู้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน แต่ในทางกฎหมายถือว่าไม่ได้เป็นการ “สมัครใจออกไป” หากแต่เป็นผลจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง ผลทางกฎหมาย คือ ฝ่ายที่เป็นผู้ก่อเหตุหรือจงใจทำให้อีกฝ่ายอยู่ไม่ได้ ไม่มีสิทธิอ้างเหตุแยกกันอยู่มาฟ้องหย่าได้ เพราะเป็นผู้สร้างเหตุขึ้นเอง ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ถูกกระทำหรือถูกบีบให้ออกไป ย่อมมีสิทธิใช้เหตุดังกล่าวฟ้องหย่าได้ เนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงกับการ “ละทิ้งร้าง” หรือเป็นความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

           ดังนั้น ในคดีประเภทนี้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่า การแยกกันอยู่นั้นเกิดจาก “ความสมัครใจ” หรือเกิดจาก “การถูกบีบบังคับ” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องหย่าและแนวทางการต่อสู้คดี

  1. กรณีแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นหรือหน้าที่การงาน

           การที่คู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันเพราะมีเหตุจำเป็น หรือหน้าที่การงานบังคับ ซึ่งในทางกฎหมายไม่ถือว่าเป็นเหตุหย่าตามกรณีสมัครใจแยกกันอยู่

           ตัวอย่างเช่น

  • ต้องไปทำงานต่างประเทศ
  • ไปรับราชการ หรือมีภารกิจตามหน้าที่
  • ต้องไปรักษาพยาบาลในที่อื่น

           ลักษณะเช่นนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจที่จะแยกทางชีวิตคู่ หากแต่เป็นการแยกกันอยู่ “โดยความจำเป็น” ซึ่งยังคงมีเจตนาจะรักษาความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอยู่

           ดังนั้น การแยกกันอยู่ในลักษณะนี้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขของการสมัครใจแยกกันอยู่ตามกฎหมาย และไม่อาจนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ กล่าวโดยสรุป การพิจารณาว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่ ไม่ได้ดูเพียงแค่ข้อเท็จจริงว่า “อยู่คนละที่” แต่ต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการแยกกันอยู่ว่าเกิดจากความสมัครใจหรือความจำเป็น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยคดีประเภทนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2542

           จำเลยเป็นชาวต่างประเทศอยู่กินร่วมกับโจทก์ผู้เป็นสามี ต้องพึ่งพาอาศัยสามีเป็นสำคัญในการครองชีพ โดยอาศัยเงินที่โจทก์จ่ายให้เดือนละ 20,000 บาท เลี้ยงดูบุตร การที่โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย และจำเลยตกลงจะยอมหย่าแต่เรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงถึง 40,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่าโจทก์คงไม่ตกลงด้วยก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่ประสงค์จะเลิกร้างไปจากโจทก์หรือสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์นั่นเอง ทั้งเหตุที่โจทก์จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานก็เนื่องจากโจทก์ได้แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาโจทก์เอง และภายหลังที่จำเลยไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เนื่องจากต้องไปดูแลรักษาบุตรที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดังนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ตาม ป.พ.พ มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นเหตุฟ้องหย่า

  1. กรณีแยกกันอยู่โดยความยินยอม (สมัครใจแยกกันอยู่ด้วยดี)

           ในทางปฏิบัติ ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ต้องแยกให้ออก คือ การแยกกันอยู่ที่เกิดจาก “ความยินยอมกันเอง” ไม่ได้มีปัญหาทะเลาะหรือความขัดแย้งรุนแรง เช่น ยินยอมให้อีกฝ่ายไปบวช ไปเรียนต่อ หรือแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นบางอย่าง โดยที่ความสัมพันธ์ยังไม่ได้แตกหัก ยังพูดคุย ติดต่อ หรือดูแลกันตามปกติ

           กรณีแบบนี้ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่กฎหมายยังไม่ถือว่าเป็นการ “สมัครใจแยกกันอยู่” ในความหมายของเหตุหย่า เพราะสาระสำคัญของเหตุนี้คือ ต้องถึงขั้นที่อยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วจริง ๆ และมีลักษณะตัดขาดจากชีวิตคู่

           พูดง่าย ๆ คือ แยกกันอยู่เฉย ๆ ยังไม่พอ ต้องเป็นการแยกกันอยู่แบบ “ต่างคนต่างไป” และไม่มีความสัมพันธ์แบบสามีภริยาเหลืออยู่แล้ว

           แต่ถ้าจากที่แยกกันอยู่ด้วยดี ต่อมาความสัมพันธ์ค่อย ๆ ห่างกันไป ไม่มีการกลับมาอยู่ร่วมกันอีก และปล่อยให้ต่างคนต่างอยู่แบบนั้นต่อเนื่องเกิน 3 ปี แบบนี้ก็อาจพัฒนาไปเป็น “สมัครใจแยกกันอยู่” ตามกฎหมายได้

           ดังนั้น ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตอนเริ่มแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ศาลจะดู “พฤติการณ์โดยรวม” ว่าสุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ยังเป็นชีวิตคู่ หรือกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ไปแล้วจริง ๆ

  1. กรณีแยกกันอยู่แบบไม่จริงจัง

           อีกลักษณะหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ การที่คู่สมรสดูเหมือนจะแยกกันอยู่ แต่พฤติการณ์โดยรวมยังไม่ถึงขั้น “ตัดขาดจากชีวิตคู่” อย่างแท้จริง เช่น

  • อยู่กันคนละบ้าน แต่ยังแวะเวียนมากินข้าว พบเจอ หรือใช้เวลาร่วมกัน
  • ยังมาหากันเป็นบางครั้งบางคราว
  • ยังมีการติดต่อ ดูแล หรือมีความสัมพันธ์ในลักษณะของสามีภริยาอยู่

           กรณีแบบนี้ ในทางกฎหมายจะยังไม่ถือว่าเป็น “การสมัครใจแยกกันอยู่” ตามเหตุหย่า เพราะยังไม่ขาดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยสิ้นเชิง เพราะอย่างที่ได้กล่าวมาตลอดว่า สาระสำคัญของเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ คือ ต้องมีลักษณะ “ต่างคนต่างใช้ชีวิต” อย่างชัดเจน และต่อเนื่อง โดยไม่มีการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกเลย หากยังมีการไปมาหาสู่หรือกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว ย่อมสะท้อนว่าความสัมพันธ์ยังไม่สิ้นสุดในทางปฏิบัติ

           ดังนั้น การแยกกันอยู่แบบไม่จริงจัง หรือยังมีการติดต่อสัมพันธ์กันอยู่ จึงยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าตามกรณีสมัครใจแยกกันอยู่ได้

สรุป

           หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการฟ้องหย่าด้วยเหตุแยกกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีละทิ้งร้างหรือสมัครใจแยกกันอยู่ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจาก “ข้อเท็จจริงโดยรวม” เป็นสำคัญ ทั้งเรื่องเจตนา ความยินยอม และพฤติการณ์ภายหลังการแยกกันอยู่

           ในทางปฏิบัติ หลักเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ใช้เฉพาะสำหรับการ “ฟ้องคดี” เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการ “ต่อสู้คดี” ได้เช่นกัน เช่น การโต้แย้งว่าไม่ใช่การละทิ้งร้าง หรือไม่เข้าเงื่อนไขของการสมัครใจแยกกันอยู่

           ดังนั้น การเข้าใจองค์ประกอบของแต่ละเหตุหย่าอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถวางแนวทางคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในฐานะผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง (https://youtu.be/_AAIANMHLDk)

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น