บทนำ

พินัยกรรมคือเอกสารสำคัญที่แสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพย์สินหลังเสียชีวิต แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าพินัยกรรมจำนวนไม่น้อยถูกนำมาฟ้องร้องเพื่อเพิกถอน โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นในขณะที่เจ้ามรดก “ขาดสติสัมปชัญญะ” ซึ่งอาจส่งผลให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะตามกฎหมายได้ !
ปัญหาสำคัญคือการพิสูจน์เรื่องสติสัมปชัญญะในชั้นศาลไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องอาศัยทั้ง “เทคนิค” และ “หลักฐาน” ที่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเวชระเบียน ประวัติการรักษา คำเบิกความของพยานบุคคล รวมถึงพฤติการณ์แวดล้อมในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม ซึ่งศาลจะนำมาพิจารณาประกอบกันอย่างรอบด้าน
ในบทความนี้ ผมจะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ถึง 5 เคล็ดลับสำคัญจากประสบการณ์จริงบนหน้างานสู้คดีเพิกถอนพินัยกรรม เพื่อให้เห็นภาพว่าในทางปฏิบัติศาลให้น้ำหนักกับประเด็นใดบ้าง และควรวางแนวทางการนำสืบอย่างไร จึงจะเพิ่มโอกาสในการชนะคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เวชระเบียนและประวัติการรักษา
บทบาทของเวชระเบียน
เวชระเบียนถือเป็นหลักฐานสำคัญอันดับแรกในการต่อสู้คดีเพิกถอนพินัยกรรมในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเรื่องการขาดสติสัมปชัญญะ เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญทางการแพทย์ที่บันทึกประวัติการรักษาทั้งหมด ซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นพยานเอกสารชิ้นสำคัญในคดีเพื่อพิสูจน์มาตรฐานการรักษาพยาบาล โดยศาลสามารถออกหมายเรียกพยานเอกสาร ให้สถานพยาบาลส่งมอบเพื่อประกอบการพิจารณาคดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้เวชระเบียนอาจไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันเรื่องสติสัมปชัญญะโดยตรง แต่เป็นพยานแวดล้อมที่ใช้อนุมานได้ เช่น หากผู้ป่วยมีอาการสมองฝ่อหรือนอนติดเตียง ซึ่งทนายความจำเป็นต้องออกหมายเรียกเวชระเบียนอย่างละเอียดจากทุกโรงพยาบาลที่เจ้ามรดกเคยเข้ารับการรักษา
ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2556 การทำพินัยกรรมคือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติสัมปชัญญะ พูดจาไม่ได้ บังคับร่างกายของตนก็ไม่ได้ จึงไม่สามารถที่จะแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายได้ด้วยตนเอง ข้อความในพินัยกรรมจึงมิใช่เจตนาอันแท้จริงของผู้ตาย แต่เป็นข้อความที่แสดงเจตนาของผู้แอบอ้างจัดทำขึ้นเอง จึงเป็นพินัยกรรมปลอม ไม่มีผลบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
นอกจากนี้ ทนายความต้องมีความรู้เรื่องโรคที่ผู้ทำพินัยกรรมเป็นนั้นเกี่ยวข้องกับสติสัมปชัญญะเพียงใด เช่น ความแตกต่างระหว่าง โรคสมองฝ่อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนชรา และ โรคสมองเสื่อม ซึ่งส่งผลต่อการทำนิติกรรม รวมถึงต้องทำความเข้าใจในประเด็นเรื่องผลข้างเคียงของยา เช่น ยาจิตเวช ที่ผู้ป่วยได้รับว่ามีผลต่อระดับสติสัมปชัญญะในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรมหรือไม่
ในทางปฏิบัติ กรณีจำเป็นสามารถนำแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท หรือแพทย์นิติเวชมาเบิกความ เพื่ออธิบายผลการตรวจหรือเวชระเบียนให้ศาลเข้าใจอย่างถูกต้อง รวมถึงพยานบุคคลใกล้ชิด เช่น พยาบาลหรือคนดูแล ที่สามารถยืนยันสภาพของผู้ป่วยได้ ซึ่งศาลให้ความสำคัญกับเวชระเบียนและคำเบิกความของแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากแพทย์เป็นพยานคนกลางที่ใกล้ชิดกับอาการของผู้ตายมากที่สุด
ดังนั้น การที่ศาลเชื่อถือเวชระเบียนประกอบกับคำให้การของแพทย์ ทำให้เห็นว่าหากเวชระเบียนระบุถึงอาการเจ็บป่วยที่ชัดเจน และแพทย์ยืนยันภาวะสติสัมปชัญญะ ณ ช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรมได้ พยานหลักฐานส่วนนี้จะมีน้ำหนักเหนือข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของคู่ความที่พยายามอ้างเหตุขาดสติโดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน
นอกจากนี้ พยานบุคคลอื่นซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางหรือผู้ดูแลผู้ตายก็มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน เช่น พยาบาลที่ดูแลผู้ทำพินัยกรรมมาโดยตลอด ถือเป็นพยานบุคคลที่สำคัญมาก เพราะเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยจริง รวมถึงพฤติกรรมหรือระดับสติสัมปชัญญะของผู้ทำพินัยกรรมในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรมได้เป็นอย่างดี ในทางปฏิบัติพยานบุคคลเหล่านี้สามารถมาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันว่าผู้ทำพินัยกรรมพูดคุยรู้เรื่อง หรือแสดงถึงสภาวะจิตใจในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ศาลเห็นภาพพฤติการณ์แวดล้อมที่แท้จริงนอกเหนือจากเอกสารเวชระเบียนเพียงอย่างเดียว
ข้อควรระวังเรื่องการนำสืบ
ระวังการนำสืบในลักษณะการนำประวัติการรักษาในช่วงที่ผู้ป่วยอาการหนักมาอ้างอิงช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม ทั้งที่ข้อเท็จจริงในขณะนั้นอาจไม่เป็นเช่นนั้น
การตรวจเพื่อรับรองสติสัมปชัญญะก่อนทำพินัยกรรม

แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดว่าต้องมีการตรวจรับรองสติสัมปชัญญะก่อนทำพินัยกรรม แต่ในทางปฏิบัติการมีผลตรวจยืนยันถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อป้องกันการถูกฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมในภายหลัง
การคัดเลือกแพทย์ผู้ตรวจ
ควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์นิติเวช หรือ แพทย์ระบบประสาท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในชั้นศาล โดยแพทย์ต้องมีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสียหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
วิธีการทดสอบทางการแพทย์
- แบบประเมิน TMSE (Thai Mental State Examination) : คือการทดสอบสภาพสมองเพื่อประเมินภาวะโรคสมองเสื่อมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะทดสอบการตอบสนอง การเขียน และการปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์
- การตรวจเชิงลึกเพิ่มเติม: ในกรณีที่ทรัพย์สินมีมูลค่าสูงหรือมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง อาจพิจารณาการทำ CT Scan (Computed Tomography Scan) หรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เพื่อยืนยันสภาพทางกายภาพของสมองประกอบการวินิจฉัย
ช่วงเวลาในการตรวจ
ควรดำเนินการตรวจให้ใกล้เคียงกับวันทำพินัยกรรมมากที่สุด เช่น ในวันทำพินัยกรรม เพื่อให้ผลตรวจสะท้อนสภาวะจริงในขณะทำนิติกรรม
ข้อควรระวัง
- หากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้นำผู้ทำพินัยกรรมไปตรวจรับรองไว้ก่อน เราสามารถใช้ประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนในการโต้แย้งความน่าเชื่อถือของพินัยกรรมได้
- หากมีการตรวจรับรองแล้ว ควรเก็บเอกสารผลการตรวจไว้เป็นพยานหลักฐานสำคัญ เพื่อใช้ยืนยันความสมบูรณ์ของนิติกรรมเมื่อเกิดการโต้แย้ง
ข้อแนะนำ
ในคดีประเภทนี้ ศาลจะให้น้ำหนักกับแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาและผู้ให้การรับรองสูงมาก การมีผลตรวจที่เป็นมาตรฐานและอธิบายได้ตามหลักการแพทย์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาพินัยกรรมให้ชอบด้วยกฎหมาย ดังเช่นคำพิพากษาฎีกาที่ 6522/2561 ศาลวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาในขณะทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ โดยพยานที่เป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษาและออกใบรับรองแพทย์ก่อนการทำพินัยกรรม ซึ่งยืนยันว่าผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงตามอายุ มีสติสัมปชัญญะดี ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือสูงกว่าคำเบิกความลอย ๆ ของพยานฝ่ายอื่น อีกทั้งผลการตรวจและใบรับรองแพทย์ที่ออกใกล้วันทำพินัยกรรมยังสอดคล้องตามหลักวิชาการแพทย์ จึงรับฟังได้ว่าผู้ตายมีความสามารถทำพินัยกรรมโดยชอบ พินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย
รูปถ่ายและวิดีโอขณะทำพินัยกรรม เพื่อยืนยันว่ามีสติสัมปชัญญะ

แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดว่าการทำพินัยกรรมต้องถ่ายรูปหรือวิดีโอไว้ แต่ในมุมมองของทนายความ การบันทึกภาพเคลื่อนไหวคือ เกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อลดปัญหาการโต้แย้งเรื่องสติสัมปชัญญะในภายหลัง
แนวทางการบันทึกวิดีโอขณะทำพินัยกรรม
- การตั้งกล้องให้ครอบคลุม
ควรจัดตั้งกล้องให้เห็นบรรยากาศรอบห้องทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวผู้ทำพินัยกรรม เพื่อป้องกันข้อครหาว่ามีบุคคลภายนอกคอยบงการหรือกดดันอยู่หลังกล้อง หากเป็นไปได้ ควรใช้กล้องหลายตัวหลายมุมเพื่อความโปร่งใส
- เนื้อหาที่ควรปรากฏในวิดีโอ
- ขั้นตอนการอ่าน ต้องเห็นภาพเจ้ามรดกอ่านพินัยกรรมด้วยตัวเอง หรือมีการอ่านทวนให้ฟัง เพื่อยืนยันว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความเข้าใจในเนื้อหาจริง
- การสื่อสาร ควรมีการโต้ตอบ สอบถาม เพื่อยืนยันความรู้ตัวและสติสัมปชัญญะ
- ขั้นตอนการลงนาม ต้องถ่ายให้เห็นช่วงเวลาเซ็นชื่ออย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
- การนำเสนอต่อทายาท
เพื่อลดความขัดแย้งในอนาคต เมื่อถึงเวลาเปิดพินัยกรรม ควรเปิดวิดีโอนี้ให้ทายาททุกคนดูพร้อมกันเพื่อยืนยันความถูกต้องและป้องกันข้อโต้แย้ง
ข้อควรระวัง
- ความต่อเนื่องของวิดีโอ การบันทึกวิดีโอควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการทำพินัยกรรม และไม่ควรมีการตัดต่อในช่วงสาระสำคัญ เนื่องจากการตัดต่อเป็นช่วง ๆ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใส และส่งผลให้ศาลไม่รับฟังหรือเห็นว่าพินัยกรรมมีข้อพิรุธได้
- ความพร้อมและมาตรฐานการจัดทำ ในกรณีที่มีการว่าจ้างทนายความในการจัดทำพินัยกรรม ควรดำเนินการบันทึกวิดีโอเป็นมาตรฐานในการทำงาน ไม่ควรละเลย แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของพินัยกรรม และเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของทั้งผู้ทำพินัยกรรมและผู้เกี่ยวข้องในทางคดีในอนาคต
ซึ่งในเรื่องนี้ผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (ทำพินัยกรรม พร้อมถ่ายคลิปวีดีโอ มีข้อดีอย่างไร ? และ 5 เทคนิคการถ่ายวีดีโอประกอบพินัยกรรม: https://www.youtube.com/watch?v=EgLqCiHKiJg)
ดังนั้น การบันทึกวิดีโออาจดูเป็นเรื่องเกินความจำเป็นสำหรับบางคน แต่ในทางคดีความ ถือเป็นพยานหลักฐานที่ทรงพลังที่สุดในการยืนยันความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4693/2545 ศาลรับฟังว่า ภาพถ่ายขณะทำพินัยกรรมและคำเบิกความของพยานซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย สอดคล้องต้องกันและยืนยันขั้นตอนการทำพินัยกรรมได้อย่างชัดเจน แม้รายละเอียดบางประการ เช่น การใช้ปากกาหลายด้ามหรือการลงลายมือชื่อหลายแห่ง จะดูแตกต่างกัน แต่ไม่ถือเป็นข้อพิรุธ เมื่อพยานหลักฐานโดยรวมเชื่อถือได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าพินัยกรรมเป็นของแท้และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ผู้ร่างพินัยกรรมและพยานในพินัยกรรม

ประเด็นเรื่อง ผู้ร่างพินัยกรรมและพยานในพินัยกรรม เป็นจุดสำคัญที่ศาลมักใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของพินัยกรรม โดยมีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่ทนายความหรือผู้ทำพินัยกรรมควรให้ความสำคัญดังนี้
ความเป็นกลางของพยานและผู้ร่าง
- พยานคนกลาง พยานในพินัยกรรมควรเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสีย (ไม่เป็นทายาทหรือผู้รับมรดก) เพื่อความน่าเชื่อถือ หากไปนำบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือคนที่ไม่เคยรู้จักผู้ตายมาก่อนมาเป็นพยาน อาจทำให้เกิดข้อสงสัยถึงเจตนาที่แท้จริงได้
- ทนายความผู้ร่าง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ทนายความประจำตัวของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ร่าง เพราะอาจถูกโต้แย้งเรื่องความลำเอียงหรือการมีส่วนได้เสียได้
เทคนิคการถามค้านและนำสืบ
หากท่านเป็นฝ่ายฟ้องเพิกถอนพินัยกรรม ท่านมีสิทธิ์ออกหมายเรียกพยานและผู้ร่างมาเบิกความ เพื่อซักถามอย่างละเอียด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการรู้จักเจ้ามรดก จนถึงขั้นตอนการร่างและการเก็บพินัยกรรม โดยการซักถามควรเน้นไปที่ความต่อเนื่องของเหตุการณ์ เพื่อหาจุดพิรุธว่ามีการบงการหรือพินัยกรรมฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเจตจำนงที่แท้จริงของผู้ตายหรือไม่
ดังนั้น ศาลมักให้น้ำหนักกับพยานที่ไม่มีส่วนได้เสียและสามารถอธิบายรายละเอียดการทำพินัยกรรมได้อย่างชัดเจน ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7929/2557 ซึ่งวินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายไว้โดยชอบ แม้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือเกินกว่าที่ระบุไว้ในข้อความพินัยกรรม ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไป หากยังปรากฏว่าการทำพินัยกรรมเป็นไปโดยถูกต้องและมีพยานรับรองครบถ้วน พินัยกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์
ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถนำพยานคนกลางมาเบิกความ หรือมีพยานที่ดูมีพิรุธ ศาลอาจไม่เชื่อถือและสั่งเพิกถอนพินัยกรรมนั้นได้ ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 วินิจฉัยว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาล ไม่สามารถลงมาพบพยานได้ และผู้พิมพ์พินัยกรรมซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานก็ไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรม โดยปลัดอำเภอและผู้ร้องเป็นผู้บอกข้อความให้พิมพ์ แล้วนำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ตายฟังภายหลัง จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมได้แจ้งข้อความต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันตามกฎหมาย พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลบังคับ
ข้อควรระวัง
- พินัยกรรมจะเป็นโมฆะได้ง่าย หากพยานมาเซ็นชื่อในภายหลังจากที่เจ้ามรดกเซ็นไปแล้ว หรือไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะอ่านและลงนาม พินัยกรรมนั้นจะเสียไปทันที
- การพิสูจน์ กรณีหากเกิดคดีความ ฝ่ายที่ต้องการรักษาพินัยกรรมไว้ ควรนำตัวพยานและผู้ร่างมาเบิกความต่อศาล เพื่อยืนยันความถูกต้องของขั้นตอนการทำพินัยกรรม
ความสมเหตุสมผลของเนื้อหาพินัยกรรม หรือข้อพิรุธต่าง ๆ

ประเด็นเรื่อง ความสมเหตุสมผลของเนื้อหาพินัยกรรมและข้อพิรุธต่าง ๆ เป็นหัวข้อที่สำคัญมากในการสืบคดี โดยผู้ทำพินัยกรรมหรือทนายความควรสังเกตและวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อป้องกันข้อโต้แย้ง ดังนี้
ข้อพิรุธด้านเวลาและสถานที่
หากข้อมูลในพินัยกรรมขัดกับความเป็นจริง เช่น ระบุว่าทำพินัยกรรมในเวลาที่ผู้ตายติดภารกิจอื่น หรือระบุสถานที่ที่ไม่สอดคล้องกับกิจวัตรปกติของผู้ตาย จะถือเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือได้
ข้อพิรุธด้านรูปแบบเอกสาร
การใช้สมุดฉีกหรือกระดาษที่ไม่เป็นทางการในการทำพินัยกรรมแทนที่จะเป็นพิมพ์ดีด ทั้งที่มีทนายความมาจัดการ อาจถูกศาลมองว่าเป็นการกระทำที่เร่งรีบผิดปกติและน่าสงสัย
ข้อพิรุธด้านรายละเอียดบุคคลและทรัพย์สิน
การระบุข้อมูลผิดพลาด เช่น กรณีอายุของเจ้ามรดกที่ห่างจากความเป็นจริงมาก หรือกรณีการยกทรัพย์สินจำนวนมหาศาลให้กับบุคคลที่ไม่เคยเลี้ยงดูหรือไม่มีความสัมพันธ์ที่สมเหตุสมผล เช่น ยกให้คนรับใช้แทนที่จะเป็นบุตรหลาน เป็นจุดที่ศาลใช้ประกอบการตัดสินใจเพิกถอนพินัยกรรมได้ ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2535 ศาลเห็นว่าพินัยกรรมมีข้อพิรุธและไม่น่าเชื่อถือหลายประการ รวมถึงการระบุอายุเจ้ามรดกคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก กล่าวคือ เจ้ามรดกมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว แต่ในพินัยกรรมระบุอายุเพียง 71 ปี อีกทั้งจำเลยอ้างว่าสามารถพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ตายได้โดยไม่ปรากฎว่ามีความเชี่ยวชาญ และมีคำเบิกความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการทำพินัยกรรม โดยผู้จัดทำพินัยกรรมก็เป็นทนายของจำเลยซึ่งมีส่วนได้เสีย และจำเลยไม่นำพยานในพินัยกรรมมาเบิกความ เมื่อประกอบกับการยกทรัพย์สินจำนวนมากให้บุคคลอื่น ศาลจึงไม่เชื่อว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะและรู้ข้อความในพินัยกรรม วินิจฉัยว่าพินัยกรรมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย
ข้อพิรุธด้านลายมือชื่อหรือรูปแบบการเขียนที่ผิดไปจากปกติ
หากลายเซ็นมีลักษณะยึกยือหรือสั่นไหวผิดไปจากปกติ แม้จะอ้างว่าคนตายเซ็นเอง ก็อาจสะท้อนถึงสภาวะที่ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำนิติกรรมได้
ข้อแนะนำ
- การเขียนเหตุผลประกอบ: หากมีการจัดสรรทรัพย์สินที่อาจดูน่าสงสัย ทนายควรเขียนเหตุผลไว้ในพินัยกรรมให้ชัดเจน เพื่ออธิบายเจตจำนงของเจ้ามรดก
- แนวทางการนำสืบ: ศาลจะใช้พฤติการณ์แวดล้อมประกอบการตัดสิน หากมีข้อพิรุธหลายอย่างรวมกัน พินัยกรรมนั้นมีโอกาสสูงที่จะถูกเพิกถอน
สรุป
คดีเพิกถอนพินัยกรรมเนื่องจาก “ขาดสติสัมปชัญญะ” เป็นคดีที่ต้องอาศัยการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยศาลจะไม่เชื่อเพียงคำกล่าวอ้าง แต่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานหลายประเภทประกอบกัน ทั้งเอกสารทางการแพทย์ คำเบิกความของแพทย์และพยานบุคคล รวมถึงพฤติการณ์แวดล้อมในช่วงเวลาที่ทำพินัยกรรม

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการแพ้–ชนะคดี ได้แก่
- เวชระเบียนและหลักฐานทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักสูงในการชี้ว่าผู้ทำพินัยกรรมมีหรือไม่มีสติ
- การตรวจเพื่อรับรองสติสัมปชัญญะก่อนทำพินัยกรรม โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกฟ้องในภายหลัง
- ภาพถ่ายหรือวิดีโอขณะทำพินัยกรรม ซึ่งสามารถยืนยันพฤติการณ์จริงและลดข้อโต้แย้งเรื่องการบงการหรือการไม่รู้ตัว
- พยานและผู้ร่างพินัยกรรม ต้องมีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย และสามารถอธิบายขั้นตอนการทำพินัยกรรมได้ชัดเจน
- ความสมเหตุสมผลของเนื้อหา หากมีข้อพิรุธ เช่น ข้อมูลผิดปกติ การยกทรัพย์สินไม่สมเหตุผล หรือรูปแบบเอกสารผิดปกติ ศาลอาจไม่เชื่อว่าพินัยกรรมเกิดจากเจตนาที่แท้จริง
โดยสรุป การชนะคดีลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับการเตรียม “หลักฐานครบถ้วน พยานน่าเชื่อถือ ไม่มีข้อพิรุธในพินัยกรรม” หากองค์ประกอบเหล่านี้ชัดเจน ศาลย่อมมีแนวโน้มรับฟังและวินิจฉัยไปในทางที่เป็นคุณต่อฝ่ายนั้น
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี


