บทความกฎหมายแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่ง

“ภาระการพิสูจน์” – “หน้าที่นำสืบ” เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ในการสู้คดีแพ่ง!

Table of contents in the article

บทนำ

          “ภาระการพิสูจน์” หรือ “หน้าที่นำสืบ” ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของคดีแพ่ง ที่นักกฎหมาย ทนายความ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะหากไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ อาจส่งผลถึงขั้น “แพ้คดี” ได้เลยทีเดียว

          อาจารย์โสภณ รัตนากร ปรมาจารย์ด้านกฎหมายพยานของไทย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน ไว้อย่างชัดเจนว่า หน้าที่นำสืบเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของกฎหมายลักษณะพยาน ทนายความที่ไม่เข้าใจเรื่องหน้าที่นำสืบอาจทำให้รู้ความแพ้คดี หากศาลกำหนดหน้าที่นำสืบไม่ถูกต้อง อาจทำให้คู่ความได้เปรียบเสียเปรียบกันในเชิงคดี หรือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นได้”

          จากประสบการณ์ของผู้เรียนกฎหมาย หลายครั้งเราเรียนรู้เรื่องภาระการพิสูจน์เพื่อเตรียมสอบ ท่องจำฎีกา โดยไม่ได้เข้าใจหลักการในเชิงปฏิบัติจริง ๆ พอถึงเวลานำไปใช้จริง กลับเกิดข้อผิดพลาดในการตีความหรือการวางกลยุทธ์ทางคดี

ภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบ คืออย่างเดียวกันไหม?

          ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่า คำว่า “ภาระการพิสูจน์” และ “หน้าที่นำสืบ” นั้น แม้จะเป็นคนละคำ แต่ในทางกฎหมายไทย ถือว่ามีความหมายไปในทำนองเดียวกัน

          ในอดีต กฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกามักใช้คำว่า “หน้าที่นำสืบ” ซึ่งอ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 แต่ต่อมาได้มีการบัญญัติเพิ่มเติมใน มาตรา 84/1 ซึ่งใช้ถ้อยคำว่า “ภาระการพิสูจน์” ซึ่งถือเป็นถ้อยคำที่ใหม่กว่าและเป็นภาษากฎหมายในปัจจุบัน

          ทั้งนี้ ศาลและตำรากฎหมายในปัจจุบันก็มักใช้ทั้งสองคำนี้สลับกันไป โดยไม่ได้มีความแตกต่างในเนื้อหาแต่อย่างใด

          ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะเลือกใช้คำว่า “ภาระการพิสูจน์” เป็นหลัก เนื่องจากเป็นถ้อยคำที่ปรากฏในกฎหมายใหม่ แต่ไม่ว่าผมจะใช้คำว่า “ภาระการพิสูจน์” หรือ “หน้าที่นำสืบ” ก็ ล้วนหมายถึงเรื่องเดียวกัน และสามารถเข้าใจได้ในความหมายเดียวกันครับ

ภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบ คืออะไร

          ในการดำเนินคดีแพ่งต่าง ๆ จะมี “ประเด็นข้อพิพาท” ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกัน ไม่ยอมรับกัน ปรากฏอยู่ในคำฟ้องและคำให้การ ซึ่งศาลจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

          ในแต่ละประเด็นข้อพิพาทนั้น จะมีอีกสิ่งหนึ่งที่มาควบคู่กันเสมอ นั่นก็คือ “ภาระการพิสูจน์” หรือ “หน้าที่นำสืบ” ว่าในประเด็นนั้น ฝ่ายใดเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ศาลเชื่อในข้ออ้างของตน

          ยกตัวอย่างเช่น ในคดีกู้ยืมเงิน อาจมีประเด็นข้อพิพาทดังนี้

  1. มีการทำสัญญากู้กันจริงหรือไม่
  2. มีการส่งมอบเงินตามสัญญาจริงหรือเปล่า
  3. สัญญากู้ดังกล่าวเป็นของปลอมหรือไม่
  4. จำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือยัง
  5. คดีนี้ขาดอายุความหรือไม่

          ซึ่งในแต่ละประเด็นข้างต้น ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า จะเชื่อข้ออ้างของฝ่ายใด ระหว่างโจทก์หรือจำเลย และกฎหมายจะกำหนดไว้ว่า ใครคือผู้ที่ต้องรับภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

          นั่นหมายความว่า ฝ่ายที่อ้างข้อเท็จจริงใด ๆ จะต้องเป็นฝ่ายจัดเตรียมพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ มานำสืบให้ศาลเชื่อในข้ออ้างของตนเอง ฝ่ายนั้นจึงเรียกว่าเป็น “ผู้มีภาระการพิสูจน์”

          หากผู้ที่มีภาระการพิสูจน์ไม่สามารถนำสืบให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่มีการสืบพยานใด ๆ เลย ศาลก็จะถือว่า ฝ่ายนั้นไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างของตนได้ และจะเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นนั้นไป

ตัวอย่างที่ 1

          ในคดีกู้ยืมเงิน หากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากตน แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำสัญญากู้ ไม่ได้รับเงิน และอ้างว่าสัญญากู้ดังกล่าวเป็นของปลอม แบบนี้ ประเด็นข้อพิพาทหลัก ก็คือ

  1. จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์จริงหรือไม่
  2. จำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมแล้วหรือไม่

          ในลักษณะคดีแบบนี้ โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ที่มี ภาระการพิสูจน์ ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเชื่อว่าได้มีการทำสัญญากู้กันจริง และมีการส่งมอบเงินกันจริง

          หากโจทก์ ไม่นำสืบพยาน หรือ นำสืบไม่ครบถ้วนสมกับข้ออ้างของตนเอง ฝ่ายโจทก์ก็จะ แพ้คดีทันที โดยที่จำเลย ไม่จำเป็นต้องนำสืบใด ๆ เลย

          ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น กรณีที่ โจทก์ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืม ทำให้ศาลไม่อาจรับฟังสัญญานั้นเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์จึงไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างของตนได้ และแพ้คดีไป (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2479 , 1501/2497 , 61/2530 , 10629/2551)

ตัวอย่างที่ 2

          ในคดีกู้ยืมเงิน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ และยังไม่ได้ชำระหนี้คืน แต่ในชั้นให้การ จำเลยยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจริง และได้รับเงินครบถ้วนแล้ว เพียงแต่ ต่อสู้ว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และจำเลยได้ ชำระดอกเบี้ยเกินไปจนเกินกว่าต้นเงินที่กู้ จึงเห็นว่าตนไม่ต้องชำระเงินคืนอีก แบบนี้ ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยคือ

  1. โจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
  2. จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนเกินจำนวนเงินต้นแล้วหรือไม่

          แม้ว่าโจทก์จะเป็นผู้ยื่นฟ้อง แต่เมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงเรื่องการกู้ยืมและการได้รับเงินไว้แล้ว จากนั้นอ้างข้อเท็จจริงใหม่ขึ้น เพื่อปฏิเสธความรับผิด (คือการชำระดอกเบี้ยเกินจำนวนและถือว่าหักต้นเงินไปแล้ว) แบบนี้ จำเลยจึงกลายเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง และ ต้องรับภาระการพิสูจน์ หรือ มีหน้าที่นำสืบ ให้ศาลเชื่อตามข้ออ้างของตน

          หากจำเลย ไม่นำสืบพยานหลักฐาน หรือ นำสืบแล้วไม่เพียงพอให้ศาลเชื่อได้ตามมาตรฐาน จำเลยก็จะ แพ้คดีในประเด็นดังกล่าว และต้องรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์ (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/1479 , 6325/2552 , 411/2506)

ลักษณะทั่วไปของภาระการพิสูจน์

          การเข้าใจลักษณะของ ภาระการพิสูจน์ หรือ หน้าที่นำสืบ เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีแพ่ง เพราะภาระพิสูจน์มีผลโดยตรงต่อการวางแผนและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี ซึ่งมีลักษณะทั่วไปที่สำคัญดังนี้ :

  • ภาระการพิสูจน์จะมาควบคู่กับ “ประเด็นข้อพิพาท”
    เมื่อมีข้อเท็จจริงที่คู่ความโต้แย้งกัน ก็จะเกิดหน้าที่ในการพิสูจน์ขึ้นตามมา ว่าฝ่ายใดต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น
  • การวินิจฉัยภาระการพิสูจน์ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอย่างถูกต้อง
    หากศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทถูกต้อง ก็มีโอกาสว่าจะวินิจฉัยภาระพิสูจน์ได้ถูกต้องเช่นกัน แต่หากวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทผิด ก็อาจนำไปสู่การกำหนดภาระพิสูจน์ผิดพลาดได้
  • ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ หากไม่นำสืบ หรือสืบพยานไม่เพียงพอ
    ย่อมแพ้ในประเด็นข้อพิพาทนั้นโดยอัตโนมัติ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ค้านก็ตาม
  • คู่ความย่อมไม่อยากมีภาระการพิสูจน์อยู่กับตน
    เพราะภาระการพิสูจน์เป็นความเสี่ยง จึงมักพยายามผลักภาระไปยังอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ
  • ภาระการพิสูจน์เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว
    ไม่สามารถตกลงกันเองได้ ไม่ว่าจะตกลงจะให้ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ หรือจะสละภาระการพิสูจน์ให้บุคคลอื่นก็ไม่ได้
  • ภาระการพิสูจน์ไม่ได้ขึ้นกับศาลหรือข้อตกลง แต่ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น
  • หากศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิด
    ถือเป็นข้อผิดพลาดที่เกี่ยวกับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ซึ่ง ไม่ผูกพันคู่ความ และไม่ผูกพันศาล ศาลยังสามารถวินิจฉัยกลับไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้ แม้ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5178/2556

          จำเลยให้การรับว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง 1,500,000 บาท แต่หนังสือสัญญาจำนองระบุเงินกู้ยืมและจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 2,350,000 บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายที่กำหนด นิติกรรม การกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 เดิม

          แม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์และมีหน้าที่นำสืบก่อน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติได้ เมื่อจำเลยไม่สืบพยานให้ได้ความตามที่มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์1,500,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งให้ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง

          อย่างไรก็ตาม หากศาล กำหนดภาระการพิสูจน์ผิดตั้งแต่ต้น อาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางคดี ไม่เพียงแต่ในแง่ของลำดับการนำสืบก่อนหลัง แต่ยังรวมถึงผลของคดีโดยรวมด้วย และหากศาลวินิจฉัยคดีโดยอิงหลักภาระการพิสูจน์ที่ผิดพลาด ย่อมมีโอกาสที่จะวินิจฉัยผลคดีคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่แท้จริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ภาระพิสูจน์กับการนำสืบก่อนหลัง

          ภาระการพิสูจน์ไม่เพียงแต่มีผลต่อผลแพ้ชนะในคดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ ลำดับการนำสืบ ซึ่งอาจสร้าง ความได้เปรียบเสียเปรียบกันในเชิงคดี

          โดยทั่วไป ศาลมักจะกำหนดให้ ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นสำคัญกว่า หรือ มีภาระการพิสูจน์มากกว่า เป็นฝ่ายที่ต้องนำสืบก่อน ซึ่งมีหลักเกณฑ์พอสรุปได้ดังนี้

  1. หากมีเพียงหนึ่งประเด็นข้อพิพาท ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนั้นจะต้องเป็นผู้เริ่มนำสืบก่อน
  2. หากมีหลายประเด็นข้อพิพาท ศาลอาจพิจารณาให้ฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ใน “ประเด็นที่สำคัญกว่า” เป็นผู้นำสืบก่อน
  3. ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์ในหลายประเด็น ศาลอาจกำหนดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เริ่มต้นกระบวนการสืบพยานทั้งหมด

          ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว การได้นำสืบก่อนมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะอีกฝ่ายจะได้รู้แนวทางการสืบพยาน ข้อเท็จจริง และข้อต่อสู้ของเรา ทำให้มีโอกาสในการโต้แย้งได้ล่วงหน้า

          ดังนั้น “ภาระการพิสูจน์” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครต้องพิสูจน์อะไรเท่านั้น แต่ยัง เกี่ยวพันกับการต่อสู้ในกระบวนการพิจารณาคดี โดยเฉพาะเรื่องการนำสืบก่อนหลัง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อย ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ในคลิปก่อนหน้านี้แล้วครับ (https://youtu.be/OLgntRlQKJQ?si=a7tuwom5u3Aos_az)

ทฤษฎีสากลในการกำหนดภาระการพิสูจน์

          ตามทฤษฎีทางกฎหมายที่ทั่วโลกยอมรับนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายทฤษฎีโดยมีทฤษฎีที่น่าสนใจ คือ

  1. ผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นนำสืบ
  2. หลักข้อสันนิษฐาน
  3. หลักความปกติธรรมดาของเหตุการณ์เช่นนั้น
  4. หลักความรู้เห็นเฉพาะ

ข้อกฎหมายของไทยในการกำหนดภาระพิสูจน์

          แต่เดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบ้านเราไม่ได้มีการระบุเรื่องภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบไว้อย่างชัดเจน แต่ศาลฎีกาก็ได้เอาหลักการสากลในการกำหนดภาระการพิสูจน์ตามที่ผมอธิบายข้างต้นมาใช้ในการกำหนดภาระการพิสูจน์อยู่เสมอ แต่ต่อมาเมื่อปีพ.ศ 2550 ก็มีการวางหลักไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล มาเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84/1

          มาตรา 84/1  คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

          ดังนั้น จึงกล่าวอ้างได้ว่าหลักภาระการพิสูจน์ในคดีแพ่งของบ้านเรา ก็เป็นไปตามหลักสากลดังนี้

หลักผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ

          หลักนี้เป็นหลักสากลที่ได้รับการยอมรับและแพร่หลายมากที่สุด เหตุผลก็คือเมื่อคู่ความฝ่ายใดกล่าวว่าข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์แก่ลูกคดีของตนคู่ความฝ่ายนั้นก็ชอบที่จะต้องรับภาระและเสี่ยงภัยที่จะต้องแพ้คดีในประเด็นนั้นหากตนไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งเป็นหลักที่มีมาตั้งแต่โบราณสมัยละติน โดยเป็นภาษาละตินว่า ei qui affirmat non ei qui negat incumbit probation” หรือแปลโดยใช้ Google Translate ได้ว่า ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ผู้ยืนยัน ไม่ใช่ผู้ปฏิเสธ และหลักนี้ก็เป็นหลักที่สำคัญที่สุดของกฎหมายไทยเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นหลักเบื้องต้นในทุกคดี ส่วนหลักอื่นอาจจะถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้น หรือเป็นกรณีพิเศษจากหลักนี้

          ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าใครเป็นฝ่ายกล่าวอ้างนั้น คนกล่าวอ้างไม่จำเป็นต้องเป็นโจทก์เสมอไป ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นฝ่ายโจทก์ที่เป็นฝ่ายกล่าวอ้างก็จริงอยู่แต่หลายคดี ฝ่ายจำเลยอาจจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างก็ได้ขึ้นอยู่กับรูปคดีอย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วเรื่องของเงินกู้

          ดังนั้น อย่าไปยึดถือว่าโจทก์จะต้องเป็นฝ่ายมีภาระการพิสูจน์เสมอไป จะต้องจับประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยภาระการพิสูจน์ในแต่ละประเด็นให้ดี

ยกตัวอย่าง

กรณีโจทก์กล่าวอ้าง

  1. คดีกู้ยืม โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าไม่ได้ทำสัญญากู้ สัญญาเป็นสัญญาปลอม จำเลยไม่ได้กู้ยืมโจทย์มีหน้าที่นำสืบ (ฎ.2373/2516)
  2. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดจำเลยอ้างว่าไม่ได้กระทำละเมิดโจทก์มีหน้าที่นำสืบ (ฎ.2663/2524)

กรณีโจทก์มีหน้าที่นำสืบเสมอ

  1. การนำสืบเรื่องค่าเสียหายและเบี้ยปรับ ฝ่ายโจทก์มีภาระการพิสูจน์เสมอ ถึงแม้จำเลยจะไม่ได้ให้การถึง เพราะโดยหลักของศาลไทยจะเน้นให้ค่าเสียหายตามความเป็นจริง ถ้านำสืบไม่ได้ศาลจะกำหนดให้ตามสมควรแล้วแต่กรณี (ฎ.250/2489 , ฎ.225/2539 , ฎ.2663/2524 , ฎ.1516/2546 , ฎ.1888/2547 , ฎ.3450/2548)
  2. อายุความ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ถึงแม้จำเลยจะให้การปฏิเสธ (ฎ.15/2505 , ฎ.1955/2531 , ฎ.4610/2547)

กรณีจำเลยกล่าวอ้าง

          ต้องตรวจสอบให้ดีว่าลักษณะการอ้างของจำเลยนั้นเป็นการอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิด หรือเป็นการรับข้อเท็จจริงและยกข้ออ้างขึ้นใหม่

  1. คดีกู้ยืม จำเลยอ้างว่าทำสัญญาจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินที่กู้ สัญญาไม่สมบูรณ์ ความจริงแล้วเป็นเรื่องนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขาย เช่นนี้จำเลยรับข้อเท็จจริงเมื่อทำสัญญากู้ยืม (ฎ.1521/2508)
  2. คดีผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยต่อสู้คดีว่าได้รับสินค้าแล้วแต่ที่ไม่ชำระราคาเพราะสินค้าไม่มีคุณภาพ จำเลยนำไปใช้แล้วเกิดความเสียหาย เช่นนี้จำเลยรับว่ามีการซื้อขายจริงได้รับสินค้าแล้วจริง แต่ยกเหตุปฏิเสธขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิด จำเลยมีหน้าที่นำสืบ (ฎ.1719/2543)
  3. กรณีจำเลยฟ้องแย้ง จำเลยย่อมมีหน้าที่นำสืบในประเด็นที่ตนเองอ้างฟ้องแย้งเช่นเดียวกัน ยกเว้นว่าฝ่ายโจทก์จะให้การรับในประเด็นดังกล่าวและยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ปฏิเสธความรับผิด

          สรุปแล้วประเด็นว่าใครยกขึ้นอ้าง เป็นได้ทั้งโจทก์ได้จำเลย ต้องวินิจฉัยให้ดีตามแต่รูปคดี มีหลักและมีข้อยกเว้นที่ต้องวิสัยละเอียดอ่อน

หลักข้อสันนิษฐานตามข้อกฎหมาย

          หลักนี้ ก็ถือว่าเป็นข้อยกเว้นหลักแรก เพราะถ้ามีข้อสันนิษฐานตามข้อกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคุณอยู่แก่ฝ่ายใด ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องมีภาระการพิสูจน์ โดยฝ่ายที่กล่าวอ้างมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพียงว่าตนเองได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานหรือที่เรียกว่า basic fact นั้นครบถ้วนแล้ว

          ตัวอย่างเช่น เรื่องทรัพย์สินแค่นำสืบว่าเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน เรื่องสินสมรสนำสืบแค่ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นต้น

          ทั้งนี้หลักข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย บางกรณีก็สามารถเอาไปใช้รวมกับหลักผู้กล่าวอ้างผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบได้เช่นเดียวกัน

          ตัวอย่างเช่น ฝ่ายตรงข้ามอาจจะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง และในประเด็นดังกล่าวเราก็ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในประเด็นนั้นอีกด้วย ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามย่อมมีหน้าที่นำสืบในประเด็นนั้นอย่างแน่นอน ด้วย 2 หลัก

ยกตัวอย่างเช่น

          เรื่องจำนอง จำเลยยอมรับว่าทำสัญญาจำนองจริง แต่อ้างว่าไม่ได้รับเงินที่กู้ยืม และฝ่ายโจทก์ให้ทำเอกสารดังกล่าวมาลอย ๆ โดยไม่ได้มีข้อตกลงว่าจะบังคับกัน เป็นการยกขึ้นอ้างว่ามูลหนี้ไม่สมบูรณ์ ฝ่ายจำเลยจึงต้องมีหน้าที่นำสืบ นอกจากนี้สัญญาจำนองยังเป็นเอกสารที่จดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเอกสารมหาชนที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้องตามปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องอีกด้วย

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3386/2553

          เอกสารสัญญาจำนองที่จดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเอกสารมหาชนที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127  จำเลยมีหน้าที่นำสืบถึงความไม่ถูกต้อง โดยจำเลยได้ให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาจำนองดังกล่าวกับโจทก์จริง แต่กล่าวอ้างว่า ตามความจริงนั้นจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์  แต่กู้ยืมเงินจาก ม. โดยไม่คิดดอกเบี้ยกัน ส่วนเหตุที่ทำสัญญาจำนองกับโจทก์  เนื่องจากโจทก์ขอให้ทำสัญญากันไว้เพื่อไม่ให้พี่น้องของโจทก์และจำเลยต่อว่า ม. อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยแสดงเจตนาทำนิติกรรมสัญญาโดยในใจจริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาให้ตนต้องผูกพันตามเจตนาและสัญญาดังกล่าว  ซึ่งโจทก์ทราบอยู่แล้ว โจทก์จึงอ้างสัญญานี้มาบังคับจำเลยไม่ได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาจำนองและหนี้ตามสัญญาไม่สมบูรณ์โดยไม่มีเจตนาทำสัญญากันจริง  ซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลแสดงข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

          บทสันนิษฐานตามกฎหมาย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ บทสันนิษฐานเด็ดขาด และ บทสันนิษฐานเบื้องต้น ซึ่งทั้งสองมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

  1. บทสันนิษฐานเด็ดขาด หมายถึง บทบัญญัติของกฎหมายที่ถือว่าข้อเท็จจริงบางประการเป็นจริงแน่นอน โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาหักล้างหรือโต้แย้งได้ กล่าวคือ เมื่อมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้ว กฎหมายจะถือว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นจริงโดยเด็ดขาด
  2. บทสันนิษฐานเบื้องต้น หมายถึง บทบัญญัติที่กำหนดให้ถือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่าเป็นจริง หากมีข้อเท็จจริงพื้นฐาน (basic fact) ปรากฏครบถ้วน โดยสามารถโต้แย้งหรือหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ด้วยพยานหลักฐานจากฝ่ายตรงข้าม บทสันนิษฐานประเภทนี้จะมีผลต่อการกำหนด “ภาระการพิสูจน์” กล่าวคือ ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานมีหน้าที่เพียงพิสูจน์ข้อเท็จจริงพื้นฐานให้ครบถ้วนเท่านั้น ส่วนฝ่ายตรงข้ามจะต้องเป็นผู้รับภาระการพิสูจน์ในการหักล้างข้อสันนิษฐานนั้น

ตัวอย่างข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามข้อกฎหมาย

ข้อสันนิษฐานเรื่องสินสมรส

มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส

(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

ข้อสันนิษฐานเรื่องทรัพย์สิน

          ในกรณีที่เป็นสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่ไม่มีการจดทะเบียน ผู้ที่ครอบครองทรัพย์นั้นจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย กล่าวคือ ถือว่าเป็นเจ้าของ เว้นแต่จะมีการพิสูจน์เป็นอย่างอื่น แต่หากเป็นกรณีของอสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียน เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ภาระการพิสูจน์จะตกแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หากฝ่ายนั้นประสงค์จะโต้แย้งความเป็นเจ้าของของผู้ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารสิทธินั้น

  • มาตรา 1369 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน
  • มาตรา 1370 ผู้ครอบครองนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าครอบครองโดยสุจริตโดยความสงบและโดยเปิดเผย
  • มาตรา 1371 ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดครอบครองทรัพย์สินเดียวกันสองคราว ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นได้ครอบครองติดต่อกันตลอดเวลา
  • มาตรา 1372 สิทธิซึ่งผู้ครอบครองใช้ในทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสิทธิซึ่งผู้ครอบครองมีตามกฎหมาย
  • มาตรา 1373 ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

กรรมสิทธิ์รวม

  • มาตรา 1375 ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน

รื่องความสุจริต

  • มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

ข้อสันนิษฐานเรื่องเอกสารมหาชน

  • มาตรา 127 เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร

ข้อสันนิษฐานเรื่องคดีละเมิด

  • มาตรา 429 บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น
  • มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
  • มาตรา 433 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้
  • มาตรา 437 บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย

          ดังนั้นในการทำคดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลย เราควรตรวจสอบข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในคดีนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำคำฟ้องหรือคำให้การ รวมทั้งตรวจสอบอีกครั้งก่อนวันชี้สองสถาน เพื่อที่จะเป็นการวางแนวทางและรูปคดีให้ถูกต้องตามข้อสันนิษฐานตามกฎหมายและสามารถหยิบยกเอาประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ

หลักข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง (things speak for themselves.)

          หลักดังกล่าวมาจากหลักข้อกฎหมายทั่วไปในภาษาละตินว่า res ipsa loquitur”(เรส อิปซา โลควิทูร์) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “สิ่งของย่อมกล่าวแทนตัวมันเอง” หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า “things speak for themselves.”

          หลักการนี้หมายความว่า โดยธรรมชาติแล้วสิ่งต่าง ๆ ย่อมดำเนินไปตามสภาพปกติของมันเอง ฉะนั้น หากคู่ความฝ่ายใดอ้างข้อเท็จจริงที่ขัดกับธรรมดาของสิ่งนั้น ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับฝ่ายนั้น

          แม้ว่าหลักการนี้จะไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นใช้อย่างเด่นชัดในทางปฏิบัติของศาล เนื่องจากขาดความชัดเจนเหมือนข้อสันนิษฐานตามกฎหมายโดยตรง แต่หากเข้าใจหลักนี้โดยละเอียด ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับหลักอื่น ๆ ได้

ตัวอย่าง

ในกรณีที่บุคคลใดเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร หากมีผู้อื่นกล่าวอ้างว่าเงินในบัญชีดังกล่าวไม่ใช่ของเจ้าของบัญชี ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ผู้ที่กล่าวอ้าง เพราะโดยสภาพปกติ เงินในบัญชีควรเป็นของผู้ถือบัญชี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2532

          เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการโอนเงินจำนวนหนึ่งจากธนาคารในเมือง ฮ่องกง มาเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยในธนาคารผู้คัดค้าน ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นอย่างอื่น ในเบื้องต้นต้องฟังว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของจำเลยผู้เป็นเจ้าของบัญชี เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลยแต่เป็นของผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยส่งมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านแทนจำเลย ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามข้ออ้างของตน

กรณีไฟไหม้บ้านต้นเพลิงย่อมสันนิษฐานว่ามีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2559

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 โดยกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

การทำพินัยกรรม ซึ่งมีการยกมรดกให้กับคนที่ไม่ใช่ทายาท และเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว อันนี้เป็นทั้งกรณี ความรู้เห็นเฉพาะประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปกติธรรมดา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2560

          โจทก์เป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองจึงเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยนั้น ตามสภาพปกติธรรมดาของสังคมไทยย่อมต้องการให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่บุตรหลาน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้สืบสันดานซึ่งหมายถึงบุตรหลานเป็นทายาทลำดับที่ 1 โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะผู้สืบสันดาน ส่วนจำเลยจะไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยยังให้การว่า ขณะผู้ตายทำพินัยกรรมผู้ตายยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่โรงพยาบาล พ. การทำพินัยกรรมจึงอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ต้องพิสูจน์เพียงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 คือโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกก่อนผู้ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และพินัยกรรมที่อ้างว่าผู้ตายทำขึ้นที่โรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่เรือนจำรวมทั้งแพทย์และพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นกรณีผิดปกติวิสัย ดังนี้ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม

หลักความรู้เห็นเฉพาะ (exclusive knowledge)

          หมายความว่า หากมีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดซึ่งอยู่ในความรู้เห็นหรืออยู่ในการควบคุมของคู่ความฝ่ายใดโดยเฉพาะ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายนั้นที่จะต้องพิสูจน์หักล้างว่าไม่ได้เป็นเช่นที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง เหตุผลก็คือ ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรับรู้หรือการควบคุมของตนโดยเฉพาะ อีกฝ่ายจึงยากที่จะพิสูจน์หรือเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ แต่หากข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามที่ถูกกล่าวอ้าง ฝ่ายที่รู้เห็นย่อมสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยง่าย

          หลักนี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับหลักอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน และยังมีบทบัญญัติของกฎหมายที่รองรับไว้อย่างชัดเจนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 “ประเด็นข้อพิพาทข้อใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจนั้น”

กรณีการผ่าตัดหรือการรักษาแล้วเกิดความเสียหาย

          ในคดีที่โจทก์เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมความงามแล้วเกิดอาการผิดปกติ เช่น แผลเน่าเสีย ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับจำเลย ซึ่งต้องนำสืบให้ได้ว่าตนได้ดำเนินการรักษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพทางการแพทย์แล้ว ทั้งนี้ เพราะโดยปกติ หากจำเลยรักษาอย่างเหมาะสมและถูกต้อง แผลไม่ควรเกิดความเสียหายดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2542

          จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์และเป็นผู้ชำนาญพิเศษ ในแขนงสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 กระทำการผ่าตัดหน้าอกโจทก์ ที่มีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงตามสภาพปกติที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 2 นัดให้โจทก์ไปผ่าตัดแก้ไขที่คลินิกจำเลยที่ 2 อีก 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น โจทก์จึงให้แพทย์อื่น ทำการรักษาต่อโดยเดิมจำเลยที่ 2 ทำการผ่าตัดหน้าอกในวันที่ 12 เมษายน 2537 รักษาตัว ที่โรงพยาบาล 1 วัน วันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 15 เมษายน 2537 จำเลยที่ 2 เปิดแผลพบมีน้ำเหลืองไหลบริเวณปากแผลทรวงอกไม่มีร่องอก มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณ รักแร้ด้านขวา เต้านมด้านซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวา และส่วนที่เป็นหัวนมจะมีบาดแผลที่คล้ายเกิดจากการถูกไฟไหม้ จำเลยที่ 2 รับว่าเกิดจากการผิดพลาดในการผ่าตัดแล้วแจ้งว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ จำเลยที่ 2นัดให้โจทก์ไปทำแผลดูดน้ำเหลืองออกจากบริเวณทรวงอก และได้มีการผ่าตัดแก้ไขทรวงอกอีก 3 ครั้งแต่โจทก์เห็นว่าทรวงอกไม่มีสภาพดีขึ้น ประกอบกับระยะเวลาล่วงเลยมานานจึงเปลี่ยนแพทย์ใหม่ และแพทย์ที่ทำการรักษาต่อจากจำเลยที่ 2 ได้ทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขทรวงอก 3 ครั้ง จนมีสภาพทรวงอกดีขึ้นกว่าเดิม การที่แพทย์ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขอีก 3 ครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ผ่าตัดมามีข้อบกพร่องต้องแก้ไขยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเลเซอร์ผ่าตัด แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ การที่จำเลยที่ 2 ผ่าตัดโจทก์เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดโจทก์เพื่อแก้ไขถึง 3 ครั้ง ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช้ความระมัดระวังในการผ่าตัดและไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขั้นตอนการรักษาระยะเวลาและกรรมวิธีในการดำเนินการรักษาจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์

กรณีถมที่ดินจนทำให้บริเวณดังกล่าวน้ำท่วมโครงการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2563

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในบ้านโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์ไม่ได้มีระดับสูงกว่าถนนหน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์ไม่ได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้าง โครงสร้างโดยรวมของบ้านยังมั่นคงแข็งแรงและย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า หากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย หรือหากได้รับความเสียหายก็จะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง

กรณีจำเลยครอบครองรถของโจทก์อยู่แล้วไฟไหม้เกิดความเสียหายกับตัวรถ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4238/2564

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยนำสืบประกอบรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ ภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพถ่าย ได้ว่าแม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้คอนโซลเกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง เหตุไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์

กรณีเอาของเขามาใช้แล้วเกิดความเสียหายขึ้นกับทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6531/2558

          กรณีเช่าซื้อรถยนต์แล้วสูญหาย ผู้เช่าซื้อจะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าได้รับใช้ความระมัดระวังดูแลรักษาตามสมควรแก่หน้าที่หรือไม่เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของผู้เช่าซื้อแต่เพียงผู้เดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6034/2554

          โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุองค์ประกอบรวมทั้งแสดงข้อบ่งใช้ไว้ในฉลากย่อมต้องมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ายาฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีส่วนประกอบตามที่ระบุไว้จริง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ถูกต้อง และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและวินิจฉัยไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

          เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ย่าฆ่าเชื้ออัล-ไบโอไซด์ 25 มีสารกลูตารัลดีไฮด์เป็นองค์ประกอบอยู่ 12.5 เปอร์เซนต์ ตามที่ระบุไว้ในฉลากจึงต้องถือว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเมื่อสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระราคาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

หากศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดจะเป็นยังไง?

  1. ส่งผลกระทบต่อการสืบพยาน
  2. ส่งผลกระทบต่อการกำหนดการสืบก่อนหลัง
  3. ศาลชั้นต้นอาจจะวินิจฉัยคาดเคลื่อน
  4. ไม่ผูกพันศาลสูงที่จะต้องวินิจฉัยตามภาระการพิสูจน์ที่ผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องการกำหนดประเด็นภาระการพิสูจน์ผิด

คำพิพากษาฎีกาที่  5178/2556

          จำเลยให้การรับว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง  แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง 1,500,000 บาท แต่หนังสือสัญญาจำนองระบุเงินกู้ยืมและจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 2,350,000 บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายที่กำหนด นิติกรรม การกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญาจำนองจึงตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 เดิม

          แม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์และมีหน้าที่นำสืบก่อน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติได้ เมื่อจำเลยไม่สืบพยานให้ได้ความตามที่มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,500,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนอง ซึ่งให้ถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7436/2540

          ภาระการพิสูจน์ของคู่ความต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหากชั้นชี้สองสถานศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้

โจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนสิ้นกระแสความ และศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยพยานโจทก์จำเลยไปตามที่คู่ความได้นำสืบโดยฟังว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่า ความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดตามสภาพแห่งของนั้นเองหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 616 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะปัญหาดังกล่าวไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

          จำเลยให้การว่า รถเทรลเลอร์ที่ขนตู้คอนเทนเนอร์ตามฟ้องของโจทก์เป็นรถของบริษัท ท. รายละเอียดและพยานหลักฐาน จำเลยที่ 2จะได้นำเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาต่อไป คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวหาได้มีข้อต่อสู้ที่จำเลยจะนำสืบได้ว่าสินค้าอาจเสียหายก่อนที่จำเลยจะได้รับจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยและความรับผิดของจำเลยสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถูกส่งขึ้นรถเทรลเลอร์แล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้หยิบยกประเด็นข้อนี้ขึ้นมาวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

          เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายไป แต่กลับพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

วิธีแก้ไขเมื่อศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิด

          โดยทั่วไป ศาลอาจกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดจากการกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิด หรือแม้กำหนดประเด็นถูกแล้วแต่เกิดความผิดพลาดโดยหลงลืม ซึ่งส่งผลให้ภาระการพิสูจน์ถูกวางผิดฝ่าย คู่ความสามารถยื่นคำร้องโต้แย้งได้ภายใน 7 วันนับจากวันชี้สองสถาน หากภายหลังจึงพบข้อผิดพลาด ก็อาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล หากศาลไม่เพิกถอนและวินิจฉัยให้แพ้คดีโดยอาศัยภาระการพิสูจน์ที่กำหนดผิด สามารถอุทธรณ์ได้ แต่หากศาลวินิจฉัยจากการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยไม่กล่าวถึงภาระการพิสูจน์ในคำพิพากษา ก็อาจไม่สามารถอุทธรณ์ในประเด็นนี้ได้ เนื่องจากไม่ใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี (ฎ.1656/2545, ฎ.4495/2547) ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายไว้แล้วในประเด็นนี้ (https://www.youtube.com/watch?v=wzRh5GdipjE&t=71s)

สรุป

            ความเข้าใจในหลักภาระการพิสูจน์มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินคดีแพ่ง เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลแพ้ชนะในคดี หากเข้าใจหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ชัดเจน ย่อมช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ (https://youtu.be/O8ndfAIPal0)

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น