คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

4 วิธีเด็ด! คัดค้านเอกสารฝ่ายตรงข้าม ไม่ให้ใช้เป็นหลักฐานในศาล

          เมื่อถูกฝ่ายตรงข้าม “โจมตีทางเอกสาร” ด้วยการนำเอกสารจำนวนมากมาอ้างในวันสืบพยาน โดยเราไม่มีโอกาสตรวจสอบล่วงหน้า แม้เขาจะอ้างว่าได้ส่งสำเนาให้แล้วก็ตาม คำถามคือ ในสถานการณ์เช่นนี้ เราสามารถคัดค้านไม่ให้ศาลรับเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่

          ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนเอกสารหรือเนื้อหาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ที่กำหนดให้ต้องส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้า เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสตรวจสอบและเตรียมโต้แย้งอย่างเหมาะสม

          ดังนั้น หากฝ่ายตรงข้ามอ้างพยานเอกสารต่อศาลในลักษณะที่อีกฝ่ายไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดช่องให้เกิดการคัดค้านได้ ในบทความนี้ผมจะพาไปดูว่า เราสามารถคัดค้านการอ้างพยานเอกสารได้ด้วยเหตุใดบ้าง และต้องยกเหตุอย่างไรจึงจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟัง

การคัดค้าน พยานเอกสารให้ศาลไม่รับ กับ แค่ลดน้ำหนักพยาน ต่างกันยังไง?

          ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การจัดการกับพยานเอกสารของฝ่ายตรงข้าม มีอยู่ 2 ระดับที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

  1. การคัดค้านไม่ให้อ้างส่งหรือไม่ให้ศาลรับฟังพยานเอกสารหมายถึง การโต้แย้งตั้งแต่ต้นทางว่า เอกสารดังกล่าวไม่ควรถูกนำเข้าสู่สำนวนเลย เพราะยื่นมาไม่ถูกต้องตามหลักกระบวนพิจารณา หรือเป็นพยานหลักฐานที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้รับฟังได้ หากศาลเห็นด้วย เอกสารนั้นจะ “หลุดออกจากสำนวน” ทันที
  2. การทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารกรณีนี้ยอมรับก่อนว่าอีกฝ่ายมีสิทธิอ้างส่งเอกสารเข้ามาได้ตามกฎหมาย แต่เราไปโต้แย้งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า เอกสารนั้นไม่น่าเชื่อถือ เช่น เป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อปลอม ข้อความเป็นเท็จ มีการแก้ไขโดยมิชอบ หรือมีข้อบกพร่องในการลงลายมือชื่อ รวมถึงการตีความที่คลาดเคลื่อน

          กล่าวให้ชัดคือ แบบแรกเป็นการ “กันไม่ให้เข้า” ส่วนแบบหลังเป็นการ “ปล่อยให้เข้าแล้วค่อยทุบความน่าเชื่อถือ” ซึ่งใช้คนละแนวคิดและคนละเทคนิคโดยสิ้นเชิง โดยการทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือ มักต้องอาศัยการถามค้านเชิงลึก พยานผู้เชี่ยวชาญ หรือการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ

          ส่วนในบทความนี้ เราจะโฟกัสเฉพาะประเด็นแรก คือ การคัดค้านไม่ให้อ้างส่งพยานเอกสารต่อศาล ว่าสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และในทางปฏิบัติควรยกเหตุและใช้เทคนิคอย่างไรจึงจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟัง

1.การคัดค้านกรณีอ้างเอกสารโดยไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน

          วัตถุประสงค์ของการยื่นบัญชีระบุพยาน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำพยานหลักฐานมาใช้ในลักษณะจู่โจมโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ หากไม่มีการคัดค้าน หรือไม่มีพฤติการณ์จงใจเอาเปรียบกันในทางคดี ศาลก็มีแนวโน้มที่จะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ แต่ในทางกลับกัน หากมีการคัดค้านอย่างชัดเจนและปรากฏว่าการนำพยานเข้ามาไม่ชอบ ย่อมเป็นเหตุสำคัญที่ศาลอาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นได้เช่นกัน

          กรณีที่ฝ่ายตรงข้ามอ้างพยานเอกสารโดย ไม่ได้ยื่นไว้ในบัญชีระบุพยาน ซึ่งหลักนี้ใช้ได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา

          โดยหลักแล้ว พยานหลักฐานที่คู่ความจะนำเข้าสู่คดี ต้องถูกระบุไว้ล่วงหน้าในบัญชีระบุพยาน เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้และเตรียมโต้แย้งได้ หากมีการนำเอกสารมาอ้างโดยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น ย่อมเปิดช่องให้คัดค้านได้ทันทีว่าเป็นการนำพยานเข้าสู่สำนวนโดยไม่ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากไม่มีการคัดค้าน ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ และแม้จะมีการคัดค้านแล้ว ศาลก็ยังอาจใช้ดุลพินิจรับไว้เช่นกัน แต่การคัดค้านจะทำให้ประเด็นความไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาถูก “ล็อกไว้ในสำนวน”

          ดังนั้น หากคัดค้านแล้วแต่ศาลยังรับเอกสารดังกล่าวไว้ คู่ความควรโต้แย้งหรือขอเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นไว้ เพื่อรักษาสิทธิในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป แม้การคัดค้านในกรณีนี้อาจไม่ทำให้ศาลตัดเอกสารทิ้งเสมอไป แต่ก็เป็นสิทธิสำคัญที่ควรใช้ โดยเฉพาะเมื่อเอกสารนั้นมีความสำคัญต่อผลแพ้ชนะคดี เพราะอย่างน้อยที่สุดจะช่วยรักษาประเด็นไว้ และเพิ่มน้ำหนักในการโต้แย้งในลำดับถัดไปได้

          ทั้งนี้ ในเรื่องหลักและระยะเวลาการยื่นบัญชีระบุพยานผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=rlkB4zCml0g)

ผลของการนำสืบพยานหลักฐานโดยไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน

          โดยหลักแล้ว หากคู่ความนำสืบพยานเอกสารโดยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดเวลาและตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมไม่อนุญาตให้นำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่การสืบพยาน และแม้ในกรณีที่มีการนำสืบเข้าสู่สำนวนไปแล้ว ศาลก็ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ (ฎ.566/2540)

          ในทางปฏิบัติ เมื่อฝ่ายใดอ้างพยานหลักฐานที่ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ คู่ความอีกฝ่ายมีหน้าที่ต้องโต้แย้งคัดค้านทันที เพื่อไม่ให้มีการนำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสืบ หากปล่อยให้ดำเนินไปโดยไม่คัดค้าน ศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ ทั้งนี้ หากมีการคัดค้านแล้ว แต่ศาลยังคงดำเนินการสืบพยานหลักฐานดังกล่าวต่อไป ย่อมถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ซึ่งคู่ความมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 (ฎ.288/2513)

          อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ศาลยังคงมีดุลพินิจในการอนุญาตให้นำสืบและรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรม เป็นประเด็นสำคัญของคดี หรือเพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความ โดยเฉพาะจำเลยในคดีอาญา ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ตามหลักกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/1

          ประเด็นสำคัญที่ศาลจะใช้พิจารณาว่าควรรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ มักอยู่ที่ว่า ฝ่ายตรงข้ามได้โต้แย้งคัดค้านไว้หรือไม่ เหตุที่ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานเกิดจากอะไร และมีลักษณะเป็นการจงใจจู่โจมทางพยานเพื่อเอาเปรียบอีกฝ่ายหรือไม่

          เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการยื่นบัญชีระบุพยาน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำพยานหลักฐานมาใช้ในลักษณะจู่โจมโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ หากไม่มีการคัดค้าน หรือไม่มีพฤติการณ์จงใจเอาเปรียบกันในทางคดี ศาลก็มีแนวโน้มที่จะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ แต่ในทางกลับกัน หากมีการคัดค้านอย่างชัดเจนและปรากฏว่าการนำพยานเข้ามาไม่ชอบ ย่อมเป็นเหตุสำคัญที่ศาลอาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นได้เช่นกัน

2.การคัดค้านกรณีไม่มีการส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าก่อนการสืบพยาน

          การคัดค้านในลักษณะนี้ใช้ได้เฉพาะในคดีแพ่ง ภายใต้หลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ซึ่งกำหนดให้ต้องส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสตรวจสอบ หากมีการนำเอกสารมาอ้างในวันสืบพยานโดยที่เราไม่เคยได้รับสำเนาอย่างแท้จริง ย่อมเป็นช่องให้คัดค้านได้ทันที

          อย่างไรก็ตาม การคัดค้านจะมีน้ำหนักหรือไม่ อยู่ที่เราสามารถอธิบายให้ศาลเห็นได้ชัดเจนว่า “เสียเปรียบอย่างไร” ไม่ใช่เพียงบอกว่าไม่เคยเห็นเอกสาร แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าเราไม่มีโอกาสตรวจสอบ เตรียมพยาน หรือโต้แย้งเนื้อหาอย่างเป็นธรรม

          หากไม่มีคัดค้าน ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้เลย แต่หากมีการคัดค้าน ย่อมเปิดช่องให้ศาลพิจารณาไม่รับฟัง หรือไม่อนุญาตให้อ้างส่งเอกสารนั้นได้ แม้กระนั้น หากศาลยังคงรับเอกสารไว้ คู่ความต้องยื่นคำร้องโต้แย้งหรือขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27  โดยต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลา ซึ่งการคัดค้านต้องกระทำภายใน 8 วันนับแต่วันที่มีการอ้างส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาล มิฉะนั้นอาจถือว่าสละสิทธิในการโต้แย้ง (ฎ.3055/2523 ฎ.6108/2531)

          ดังนั้น หากในขณะอ้างส่งไม่ได้คัดค้าน และต่อมายังไม่ดำเนินการภายในกำหนด 8 วัน ก็จะถือว่าไม่ได้ใช้สิทธิในการโต้แย้ง ศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ แม้จะมีข้อบกพร่องในกระบวนการนำเข้าสำนวนก็ตาม

          ทั้งนี้ ต้องระมัดระวังในเรื่องของข้อยกเว้นด้วย เช่น กรณีเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือเป็นเอกสารที่ได้แนบไว้ท้ายคำฟ้องหรือคำให้การอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสรับรู้และตรวจสอบมาก่อน จึงทำให้ไม่สามารถคัดค้านได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2515

          บัญชีระบุพยานของจำเลยอ้างพินัยกรรมที่เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้รักษา ซึ่งเป็นสำเนาพินัยกรรมที่จำเลยรับรองและยื่นไว้โดยมิได้ระบุอ้างต้นฉบับพินัยกรรมที่มีอยู่ที่จำเลย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะส่งต้นฉบับพินัยกรรมเป็นพยานต่อศาล วันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อน จำเลยมิได้นำต้นฉบับพินัยกรรมมาส่งศาลเพิ่งมาส่งในวันสืบพยานโจทก์หลังจากที่สืบพยานจำเลยเสร็จไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีโอกาสซักค้านต้นฉบับพินัยกรรมนี้ซึ่งโจทก์ก็ได้คัดค้านว่าจำเลยมิได้ระบุพยานอ้างเอกสารนี้ไว้และว่าจำเลยมิได้ส่งสำเนาพินัยกรรมให้โจทก์ ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพยานไม่ได้ เมื่อต้นฉบับพินัยกรรมมีอยู่ สำเนาพินัยกรรมที่เรียกมาจากเจ้าพนักงานที่ดินย่อมรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา93 และจะรับฟังพยานบุคคลว่ามีการทำพินัยกรรมก็ไม่ได้เพราะเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงและไม่ใช่กรณีที่หาต้นฉบับเอกสารไม่ได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 (ฎ.1724/2523 ตัดสินไปในแนวเดียวกัน)

3.การคัดค้านสำเนาเอกสาร กรณีไม่ได้นำต้นฉบับมานำสืบ

          การคัดค้านสำเนาเอกสารในคดีแพ่ง สามารถทำได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 โดยต้องยกเหตุให้ชัดเจน มิฉะนั้นการคัดค้านจะไม่มีน้ำหนัก ซึ่งเหตุที่ใช้ได้มีอยู่ 3 ประการหลัก คือ ไม่มีต้นฉบับเอกสาร สำเนาไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ หรือสงสัยว่าต้นฉบับเป็นเอกสารปลอม

          ดังนั้น การคัดค้านแบบกว้าง ๆ ว่า “เป็นแค่สำเนา ไม่น่ารับฟัง” โดยไม่ชี้ให้เห็นว่าผิดอย่างไร จะไม่เพียงพอ ต้องระบุให้ศาลเห็นถึงข้อบกพร่องอย่างชัดเจนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

          เมื่อมีการคัดค้านแล้ว ศาลมีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร โดยอาศัยอำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 126 ซึ่งอาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน เปรียบเทียบเอกสาร หรือส่งตรวจพิสูจน์ ก่อนจะใช้ดุลพินิจว่าจะรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว

          ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 วางหลักว่า การอ้างเอกสารเป็นพยานหลักฐานต้องใช้ “ต้นฉบับ” เป็นหลัก ส่วนในคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 ก็ใช้หลักเดียวกัน แต่เปิดช่องกว้างกว่า กล่าวคือ หากไม่สามารถหาต้นฉบับได้ ไม่ว่าจะเพราะสูญหาย ถูกทำลาย หรือไม่สามารถติดตามมาได้ ศาลอาจอนุญาตให้ใช้สำเนาที่รับรองถูกต้อง หรือพยานบุคคลที่รู้ข้อความมาแทนได้

          การคัดค้านสำเนาเอกสารจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการชี้จุดผิดให้ชัดและเมื่อยกประเด็นขึ้นแล้ว ศาลจะเป็นผู้ชั่งน้ำหนักและวินิจฉัยความถูกต้องของเอกสารนั้นต่อไป

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          มาตรา 125

          คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนอาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง คู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

          ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่ และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด

          มาตรา 126

          ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตราต่อไปนี้ ถ้าคู่ความที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันแก่ตน ปฏิเสธความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น และคู่ความฝ่ายที่อ้างยังคงยืนยันความแท้จริงหรือความถูกต้องแห่งสำเนาของเอกสาร ถ้าศาลเห็นสมควร ให้ศาลชี้ขาดข้อโต้เถียงนั้นได้ทันทีในเมื่อเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป หรือมิฉะนั้นให้ชี้ขาดในเมื่อได้สืบพยานตามวิธีต่อไปนี้ทั้งหมดหรือโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง คือ

          (1) ตรวจสอบบรรดาเอกสารที่มิได้ถูกคัดค้านแล้วจดลงไว้ซึ่งการมีอยู่หรือข้อความแห่งเอกสารที่ถูกคัดค้าน

          (2) ซักถามพยานที่ทราบการมีอยู่หรือข้อความแห่งเอกสารที่ถูกคัดค้าน หรือพยานผู้ที่สามารถเบิกความในข้อความแท้จริงแห่งเอกสาร หรือความถูกต้องแห่งสำเนา

          (3) ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเอกสารที่ถูกคัดค้านนั้น

          ในระหว่างที่ยังมิได้ชี้ขาดตัดสินคดี ให้ศาลยึดเอกสารที่สงสัยว่าปลอมหรือไม่ถูกต้องไว้ แต่ความข้อนี้ไม่บังคับถึงเอกสารราชการซึ่งทางราชการเรียกคืนไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2558

          โจทก์นำสืบส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานต่อศาล จำเลยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับปลอม หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องกับต้นฉบับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ตาม มาตรา 93 (4) สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ เมื่อปรากฏว่าเป็นการรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานแทนต้นฉบับเอกสาร จึงหาใช่การรับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร และสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็มิใช่คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยเช่นกัน สำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9230/2551

          ขณะโจทก์นำเอกสารมาสืบ จำเลยไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงถือได้ว่าจำเลยได้ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งเอกสารนั้นได้ตามมาตรา 93 (4) ((93 (1)) (เดิม))

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2263/2553

          ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ 1 เดือนเศษ โจทก์แถลงขอส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.9 ต่อศาลและให้ฝ่ายจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาแล้ว ต่อมาโจทก์สืบพยานและอ้างส่งต้นฉบับเอกสารดังกล่าวต่อศาล แล้วแถลงหมดพยานถือว่าโจทก์สืบพยานเอกสารเสร็จแล้ว แต่จำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานยันตน มิได้คัดค้านว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม ก่อนที่โจทก์จะสืบพยานเอกสารดังกล่าวเสร็จ ทั้งมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวก่อนศาลชั้นตั้นพิพากษา ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารฉบับนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสองจึงต้องห้ามมิให้คัดค้านความแท้จริงหรือความถูกต้องของเอกสารนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสาม

4.การคัดค้านกรณีเป็นการโจมตีกันทางพยานหลักฐาน

          ในทางปฏิบัติ มักพบว่าฝ่ายตรงข้ามยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในวันนัดพร้อม อ้างส่งเอกสารจำนวนมากในคราวเดียว ลักษณะเช่นนี้มีข้อสังเกตว่าเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 หรือในคดีอาญา อาจเป็นการจงใจไม่อ้างเอกสารในชั้นตรวจพยานหลักฐานตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 เพื่อมาใช้เป็น “การจู่โจมทางพยาน” ในภายหลัง

          แม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติห้ามรับฟังพยานหลักฐานในลักษณะนี้โดยตรง แต่คู่ความอีกฝ่ายยังสามารถคัดค้านได้ โดยต้องเน้นให้ศาลเห็นถึงความเสียเปรียบอย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว กล่าวคือ ต้องอธิบายให้ชัดว่าเราไม่มีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบพยานหลักฐาน เช่น เป็นผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เป็นเอกสารที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือเป็นหลักฐานจำนวนมาก เช่น บทสนทนาในแอปพลิเคชันที่มีจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันรายการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการอ่าน วิเคราะห์ และเตรียมโต้แย้ง

          หัวใจของการคัดค้านอยู่ที่การชี้ให้ศาลเห็นเจตนาว่า ฝ่ายตรงข้ามมีเอกสารอยู่แล้ว แต่ไม่ส่งให้ล่วงหน้า ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานตั้งแต่ต้น และเลือกนำมาอ้างในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่สามารถตั้งตัวได้ อันเป็นการจงใจใช้พยานหลักฐานในลักษณะจู่โจม

          อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ศาลมักไม่ถึงขั้นตัดสิทธิไม่ให้สืบพยานหลักฐานดังกล่าวทันที เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ชัดเจน แต่โดยทั่วไปศาลจะใช้ดุลพินิจ “เลื่อนคดี” หรือให้เวลาอีกฝ่ายไปตรวจสอบเอกสารแทน แต่หากศาลไม่ให้เลื่อน และการรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียเปรียบอย่างมาก คู่ความก็ยังมีสิทธิยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2563

          เห็นว่า ตามป.วิ.อาญา มาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในวันตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบเว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานนั้นเอง หรือพยานหลักฐานนั้นเป็นบันทึกคำให้การของพยาน หลังจากนั้นให้คู่ความแต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาลและให้ศาลสอบถามคู่ความถึงความเกี่ยวข้องกับประเด็นและความจำเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐานที่อ้างอิงตลอดจนการยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่งเสร็จแล้วให้ศาลกำหนดวันสืบพยาน และแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานให้นำบทบัญญัติมาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

สรุป

          ในทางปฏิบัติ เมื่อฝ่ายตรงข้ามอ้างพยานเอกสารเพื่อนำสืบในคดี หลายครั้งอาจอยู่ในลักษณะที่ทำให้เราเสียเปรียบ เช่น นำเอกสารจำนวนมากมาอ้างในวันสืบพยานโดยเราไม่มีเวลาตรวจสอบ ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้า หรือใช้วิธีการที่ทำให้เราไม่สามารถเตรียมการโต้แย้งได้อย่างเต็มที่

          สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเข้าใจทั้งข้อกฎหมายและแนวทางในการคัดค้าน เพื่อใช้ปกป้องสิทธิของตนในกระบวนพิจารณา โดยในทางปฏิบัติ การคัดค้านควรจัดทำเป็นคำร้องลายลักษณ์อักษร มากกว่าการคัดค้านด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสามารถระบุเหตุแห่งการคัดค้านได้ชัดเจน ถูกต้องตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ หากศาลยังคงอนุญาตให้อีกฝ่ายนำพยานเอกสารดังกล่าวเข้าสืบ

          การคัดค้านพยานเอกสารไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมในคดี และหากใช้ได้อย่างถูกต้อง ย่อมช่วยลดความเสียเปรียบและเพิ่มโอกาสในการต่อสู้คดีได้

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น