บทความกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา

ทำจริงแต่ไม่ผิด! เปิดหลัก “เหตุยกเว้นความผิด” ในคดีอาญา

Table of contents in the article

          หลายคนอาจเข้าใจว่า หากการกระทำใดเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญาแล้ว ผู้กระทำย่อมต้องรับโทษเสมอไป แต่ในความเป็นจริง กฎหมายอาญายังมีหลักสำคัญที่เรียกว่า “เหตุยกเว้นความผิด” ซึ่งเป็นกรณีที่แม้ผู้กระทำจะลงมือกระทำการนั้นจริง และมีเจตนาในการกระทำจริง แต่กฎหมายกลับให้อำนาจหรือรับรองสิทธิให้กระทำได้ จึงทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอาญา

          หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในการฟ้องและต่อสู้คดีอาญา เพราะในหลายกรณี แม้ข้อเท็จจริงจะดูเหมือนเป็นความผิด แต่หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ผู้กระทำก็อาจพ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ทั้งคดี

          โดยทั่วไป ความรับผิดทางอาญาจะพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ผู้กระทำได้กระทำครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย การกระทำนั้นไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ผู้กระทำไม่มีเหตุยกเว้นโทษ

          ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

“บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา…” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาความรับผิดทางอาญาจะต้องดูทั้งการกระทำและเจตนาของผู้กระทำประกอบกัน

          นอกจากนี้ กฎหมายอาญายังรับรองหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง หมายความว่า บุคคลจะต้องรับโทษก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ก่อนแล้วว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด หลักนี้ทำให้กฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด และไม่สามารถนำกฎหมายที่ใกล้เคียงกันมาใช้เพื่อสร้างความผิดหรือเพิ่มโทษแก่บุคคลได้

          อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวไม่ได้ห้ามการตีความขยายความหมายของบทกฎหมายเสียทั้งหมด หากเป็นการตีความที่ยังอยู่ในกรอบและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลก็ยังสามารถตีความให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2501 ที่วินิจฉัยว่าการลักกระแสไฟฟ้าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1880/2542 ที่วินิจฉัยว่าการลักสัญญาณโทรศัพท์เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นกัน ทั้งสองกรณีสะท้อนให้เห็นว่า ศาลไม่ได้สร้างความผิดขึ้นใหม่ แต่เป็นการตีความคำว่า “ทรัพย์” ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัย

          ในทางกลับกัน แม้จารีตประเพณีหรือหลักกฎหมายทั่วไปจะไม่สามารถนำมาใช้เพื่อกำหนดความผิดหรือเพิ่มโทษแก่บุคคลได้ แต่ก็อาจนำมาใช้เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำได้ เช่น หลักความยินยอมของผู้เสียหาย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เป็นเหตุยกเว้นความผิดได้

          ดังนั้น เวลาฟ้องหรือสู้คดีอาญา จึงดูเพียงว่า “การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่” อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า มีกฎหมายฉบับอื่นให้อำนาจไว้หรือมีเหตุยกเว้นความผิดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความ หรือแม้แต่จารีตประเพณีและบริบทของเหตุการณ์ในคดีนั้น ๆ

          โดยทั่วไป เหตุยกเว้นความผิดที่สำคัญสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. การกระทำที่กฎหมายให้อำนาจไว้
  2. การกระทำที่ได้รับการยอมรับตามจารีตประเพณี
  3. การกระทำโดยความยินยอมของผู้เสียหาย

          ซึ่งบทความนี้จะอธิบายหลักสำคัญในแต่ละกรณี เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า ในบางสถานการณ์ แม้จะ “ทำจริง” แต่กฎหมายก็อาจถือว่า “ไม่ผิด” ได้เช่นกัน

การกระทำที่กฎหมายให้อำนาจไว้

          บางกรณีแม้การกระทำจะดูเหมือนเป็นความผิดอาญา แต่หากกฎหมายให้อำนาจหรือรับรองสิทธิให้ทำได้ การกระทำนั้นก็อาจไม่ถือเป็นความผิด กล่าวอีกนัยคือ กฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่า “มีการกระทำเกิดขึ้นหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่า ผู้กระทำมีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำเช่นนั้นหรือไม่ และได้ทำภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดหรือเปล่า หลักนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่อาจพบได้ในกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเฉพาะเรื่องต่าง ๆ

กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หากบุคคลถูกคุกคามโดยภยันตรายที่ใกล้จะถึง และได้ป้องกันตนเองหรือผู้อื่นพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญในเรื่องนี้ ศาลเห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านมีสิทธิขับไล่กลุ่มผู้เสียหายที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการวิวาทออกจากร้านได้ เมื่อผู้เสียหายยังถือมีดและเดินเข้าหาจำเลย ทำให้จำเลยเชื่อได้ว่าจะถูกทำร้าย การที่จำเลยยิงไปที่แขนของผู้เสียหายซึ่งถือมีดเพียง 1 นัด จึงเป็นการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

          นอกจากเรื่องการป้องกันตัวแล้ว ประมวลกฎหมายอาญายังมีบทบัญญัติอื่นที่เป็นเหตุยกเว้นความผิด เช่น การทำแท้งโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามเงื่อนไขในมาตรา 305

          การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามมาตรา 329 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565/2544 ศาลวินิจฉัยว่า การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์โดยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์นำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบ จึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (1) และไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

          ส่วนมาตรา 331 เป็นกรณีการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดี เช่น ถ้อยคำของคู่ความหรือทนายความที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี หากอยู่ภายในขอบเขตของการว่าความหรือการต่อสู้คดีโดยสุจริต ก็อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายได้

กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          กฎหมายแพ่งก็อาจเป็นฐานให้บุคคลใช้สิทธิของตนได้โดยชอบ และส่งผลให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอาญา

          ตัวอย่างเช่น เจ้าของที่ดินมีสิทธิตัดรากไม้หรือกิ่งไม้ที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1347 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3382/2554 วางหลักว่า หากกิ่งไม้ของผู้อื่นรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน การตัดกิ่งไม้เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิในทรัพย์สินของตน แม้ไม่ได้บอกกล่าวก่อนตามมาตรา 1347 แต่หากไม่ได้ตัดจนเกิดความเสียหายเกินสมควร ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนั้น

          อีกตัวอย่างหนึ่งคือ สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินตามมาตรา 1336 ที่เจ้าของมีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล และขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนโดยมิชอบ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2207/2524 วินิจฉัยว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิรื้อรางน้ำที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของตนได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

          ในทำนองเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2523 ศาลเห็นว่า เมื่อที่ดินเป็นของจำเลย การที่โจทก์เข้าไปปลูกพืชผลในที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

          นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 452 ยังให้อำนาจผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ในการจับหรือฆ่าสัตว์ที่เข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ แต่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย

กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

          กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นอีกกฎหมายหนึ่งที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานและคู่ความในบางกรณี

          ตัวอย่างเช่น อำนาจจับกุมของเจ้าพนักงานตามมาตรา 78 ซึ่งในบางสถานการณ์ เจ้าพนักงานสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2562 วางหลักว่า หากเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่ามีการกระทำความผิด และเป็นกรณีเร่งด่วนที่ผู้ต้องหาอาจหลบหนี การจับกุมโดยไม่มีหมายจับย่อมชอบด้วยกฎหมาย

          อีกกรณีหนึ่งคือ อำนาจค้นบุคคลตามมาตรา 93 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2528วินิจฉัยว่า ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แม้หมายค้นจะออกโดยไม่ชอบ ก็ไม่อาจเอาผิดแก่เจ้าพนักงานผู้ค้นได้ หากการค้นอยู่ภายใต้อำนาจที่กฎหมายรับรอง

          นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ตามหลักสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2522 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2528วางหลักว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แม้คำให้การนั้นจะไม่ตรงกับความจริง ก็ยังเป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ต้องหา จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          ในคดีแพ่ง เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย เช่น การนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อนำออกขายทอดตลาด

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3033/2531 วินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ที่นำยึดจะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในโฉนด แต่เมื่อเจ้าหนี้อ้างว่าลูกหนี้มีส่วนในทรัพย์ดังกล่าวในฐานะสินสมรส และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งการยึดโดยชอบแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลย่อมมีอำนาจอนุญาตให้ขายทอดตลาดต่อไปได้

          ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6613/2559 วางหลักว่า แม้ทรัพย์ที่เจ้าหนี้นำยึดจะมีมูลค่าสูงกว่าหนี้ตามคำพิพากษามาก แต่หากเจ้าหนี้ไม่สามารถสืบหาทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ได้ และยังอยู่ภายในกำหนดเวลาบังคับคดี เจ้าหนี้ก็ยังมีสิทธินำทรัพย์ดังกล่าวยึดเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ การยึดทรัพย์จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ

กรณีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะ

          นอกจากกฎหมายทั่วไปแล้ว รัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะบางฉบับก็อาจให้อำนาจหรือคุ้มครองการกระทำบางอย่างไว้เช่นกัน

          ตัวอย่างเช่น เอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ ในการแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 124

          อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานเข้าไปในที่ดินหรืออาคารของบุคคลเพื่อตรวจสอบการก่อสร้างในบางกรณี การเข้าไปดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก หากทำภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

          จะเห็นได้ว่า การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น ไม่อาจดูเฉพาะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า มีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจหรือรับรองสิทธิในการกระทำนั้นไว้หรือไม่ หากผู้กระทำได้กระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การกระทำนั้นก็อาจเป็นกรณี “ทำจริง แต่ไม่ผิด” เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ

การกระทำที่ได้รับการยอมรับตามจารีตประเพณี

          แม้ประเทศไทยจะใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นหลัก แต่ในบางกรณี “จารีตประเพณี” หรือแนวปฏิบัติที่สังคมยอมรับกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ว่า การกระทำนั้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดอาญา กล่าวคือ บางการกระทำแม้โดยรูปแบบภายนอกอาจดูเหมือนกระทบสิทธิของผู้อื่น แต่หากเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ ทำกันโดยทั่วไป และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การกระทำนั้นก็อาจได้รับการยกเว้นความผิดได้ อย่างไรก็ตาม จารีตประเพณีไม่สามารถนำมาใช้เพื่อ “สร้างความผิด” หรือ “เพิ่มโทษ” แก่บุคคลได้ แต่สามารถนำมาใช้ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำ หรือใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นอยู่ในขอบเขตที่สังคมยอมรับได้หรือไม่

การลงโทษบุตรหรือศิษย์ตามสมควร

          ตัวอย่างหนึ่งที่เคยปรากฏในแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คือ การลงโทษบุตรหรือศิษย์ภายในขอบเขตที่สมควรแก่เหตุ

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 390/2483 วางหลักว่า การที่ครูลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุ เป็นการใช้อำนาจที่สามารถกระทำได้

          เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 949/2471 ซึ่งวินิจฉัยว่า การที่ครูลงโทษนักเรียนจนมีบาดเจ็บเล็กน้อย หากเป็นการกระทำตามสมควรแก่เหตุ ย่อมไม่เป็นความผิด

          นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429-430/2505 ยังวางหลักว่า การที่อาจารย์ใช้ไม้ตีเพื่อแย่งมีดจากนักเรียน เป็นการกระทำภายในขอบเขตอำนาจของอาจารย์ และไม่ถือเป็นการประทุษร้ายโดยผิดกฎหมาย

          อย่างไรก็ตาม หลักนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากการลงโทษเกินสมควร ใช้ความรุนแรง หรือก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ก็อาจไม่สามารถอ้างจารีตประเพณีหรืออำนาจในการอบรมสั่งสอนได้

การเล่นกีฬาที่มีการปะทะตามกติกา

          การแข่งขันกีฬาที่มีการปะทะกันตามปกติ เช่น มวย ฟุตบอล หรือกีฬาประเภทอื่นที่ผู้เล่นยอมรับความเสี่ยงบางอย่างร่วมกันอยู่แล้ว ในการแข่งขันกีฬา หากผู้เล่นกระทำภายในกติกาและไม่ได้ใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต การกระทบกระทั่งหรือการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นตามปกติของการแข่งขัน อาจไม่ถือเป็นความผิดอาญา

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1083/2510 วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายและจำเลยสมัครใจชกมวยกัน แม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายจากการชกมวยดังกล่าว ก็ไม่อาจถือว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายได้
อย่างไรก็ดี หากเป็นการเล่นนอกกติกา เจตนาทำร้ายกัน หรือใช้ความรุนแรงเกินกว่าที่กีฬานั้นยอมรับได้ ผู้กระทำก็ยังอาจต้องรับผิดทางอาญาได้เช่นกัน

การกระทำตามประเพณีหรือกิจกรรมทางสังคม

          การกระทำบางอย่างอาจได้รับการยอมรับเพราะเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีหรือกิจกรรมทางสังคม เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การสัมผัสร่างกายในขอบเขตที่เหมาะสม หรือกิจกรรมตามประเพณีท้องถิ่นบางลักษณะ

          อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญคือ การกระทำนั้นต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่รุนแรง ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น หากการกระทำเกินขอบเขตของประเพณี เช่น ใช้ความรุนแรงเกินสมควร กระทำโดยไม่มีความยินยอม หรือเป็นพฤติการณ์ที่สังคมทั่วไปไม่อาจยอมรับได้ การกระทำนั้นก็อาจยังคงเป็นความผิดอาญา

          ในทางปฏิบัติ หากต้องอ้างเรื่องจารีตประเพณีในการต่อสู้คดี ควรมีข้อเท็จจริงสนับสนุนให้ชัดเจน เช่น ลักษณะของประเพณีท้องถิ่น วิธีปฏิบัติที่สังคมยอมรับ พฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุ รวมถึงขอบเขตของการกระทำในคดีนั้น ๆ ทั้งนี้ หลักจารีตประเพณีและหลักความยินยอมอาจมีความเกี่ยวข้องกันในบางกรณี เพราะการกระทำบางอย่างอาจเป็นทั้งสิ่งที่สังคมยอมรับ และเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องยินยอมเข้าร่วมด้วย ดังนั้น ในการวิเคราะห์คดีจริง จึงไม่จำเป็นต้องแยกสองหลักนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ควรพิจารณาร่วมกันตามข้อเท็จจริงและบริบทของแต่ละคดี

การกระทำโดยความยินยอมของผู้เสียหาย

          อีกหลักหนึ่งที่สำคัญในกฎหมายอาญา คือ “ความยินยอมของผู้เสียหาย” โดยทั่วไป หากผู้เสียหายยินยอมให้กระทำการบางอย่าง การกระทำนั้นอาจไม่เป็นความผิด หรืออาจเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า “ยินยอมแล้วจะไม่ผิดเสมอไป”กฎหมายยังต้องดูต่อไปว่า ความยินยอมนั้นเกิดขึ้นโดยสมัครใจหรือไม่ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ และมีอยู่ตลอดเวลาที่มีการกระทำหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ความผิดบางประเภทเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล หากเจ้าของสิทธิยินยอม การกระทำนั้นอาจไม่เป็นความผิดตั้งแต่ต้น เช่น การเข้าไปในสถานที่โดยได้รับอนุญาต หรือการใช้ทรัพย์สินโดยเจ้าของยินยอม แต่ในความผิดบางประเภท แม้ผู้เสียหายจะยินยอม ก็ยังเป็นความผิดอยู่ เช่น ความผิดเกี่ยวกับเด็กหรือผู้เยาว์ เพราะกฎหมายมุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและศีลธรรมของสังคม มากกว่าความยินยอมเฉพาะตัวของผู้เสียหาย ซึ่งแนวคิดเรื่องความยินยอมปรากฏชัดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2508 ซึ่งวางหลักว่า ความยินยอมของผู้เสียหายอาจเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้ หากเป็นความยินยอมโดยบริสุทธิ์ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี และยังมีอยู่จนถึงขณะกระทำ

หลักเกณฑ์สำคัญของความยินยอม มีดังนี้

ความยินยอมต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

          แม้ผู้เสียหายจะยินยอม แต่หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายร้ายแรง หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ความยินยอมก็ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อให้พ้นความผิดได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2502 เป็นตัวอย่างสำคัญ ศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะยินยอมให้ใช้อาวุธปืนยิง เพราะเชื่อว่าสามารถอยู่ยงคงกระพันได้ แต่การใช้อาวุธปืนยิงไปยังอวัยวะสำคัญเป็นการกระทำที่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่ทำให้ผู้กระทำพ้นความผิด

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 263/2531 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ศาลเห็นว่า แม้การทำร้ายร่างกายจะอ้างว่าเป็นไปตามความเชื่อหรือประเพณีท้องถิ่น แต่เมื่อมีการใช้ความรุนแรงจนผู้เสียหายถึงแก่ความตาย การกระทำนั้นยังคงเป็นความผิดอาญา

          ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557 วางหลักว่า แม้เจ้าของลายมือชื่อจะยินยอมให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อแทน แต่เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ การกระทำนั้นยังคงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

          จากแนวคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ความยินยอมที่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่สามารถใช้เป็นเหตุยกเว้นความผิดได้

ความยินยอมต้องเกิดขึ้นโดยสมัครใจ

          ความยินยอมที่จะนำมาอ้างได้ ต้องเป็นความยินยอมที่เกิดขึ้นโดยอิสระและบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เกิดจากการหลอกลวง ข่มขู่ บังคับ หรือใช้อำนาจเหนือกว่าโดยมิชอบ หากผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมอย่างแท้จริง แต่ยินยอมเพราะถูกกดดันหรือถูกหลอก ความยินยอมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ และไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุยกเว้นความผิดได้

ความยินยอมต้องมีอยู่ตลอดเวลาที่มีการกระทำ

          ความยินยอมต้องมีอยู่ตั้งแต่ก่อนหรือขณะเริ่มการกระทำ และต้องคงอยู่ตลอดระยะเวลาที่มีการกระทำด้วย หากผู้เสียหายถอนความยินยอม หรือแสดงเจตนาให้ยุติการกระทำแล้ว แต่ผู้กระทำยังฝ่าฝืนดำเนินการต่อ การกระทำนั้นย่อมอยู่นอกขอบเขตของความยินยอม และอาจเป็นความผิดอาญาได้

          ตัวอย่างของกรณีที่มักเกี่ยวข้องกับหลักความยินยอม ได้แก่ การยินยอมให้แพทย์รักษาหรือผ่าตัด การยินยอมให้สักหรือเจาะร่างกาย การเข้าร่วมกิจกรรมบางประเภท หรือการเข้าร่วมสมาคมที่มีระเบียบภายในซึ่งสมาชิกยอมรับร่วมกัน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2515 วินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายมีความสัมพันธ์กันโดยสมัครใจ และจำเลยอาจบังเอิญกระทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่อาจคาดหมายผลดังกล่าวได้ ศาลจึงเห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายผู้ตาย

          ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2482 วางหลักว่า การที่สมาชิกสมาคมยินยอมให้มีมาตรการลงโทษภายในสมาคม ไม่ทำให้สมาคมดังกล่าวเป็นสมาคมอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นความผิดฐานอั้งยี่

          จะเห็นได้ว่า หลักจารีตประเพณีและหลักความยินยอมเป็นตัวอย่างของเหตุที่อาจทำให้การกระทำบางอย่างไม่เป็นความผิดอาญาได้ แต่ทั้งสองหลักมีขอบเขตจำกัด และต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง หัวใจสำคัญคือ การกระทำนั้นต้องอยู่ในขอบเขตที่สังคมยอมรับ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และไม่ก่อให้เกิดอันตรายเกินสมควร ดังนั้น ในการฟ้องหรือการต่อสู้คดีอาญา จึงควรพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง พฤติการณ์แวดล้อม และบริบททางสังคมประกอบกัน เพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นอยู่ในขอบเขตของเหตุยกเว้นความผิดหรือไม่

สรุป

          เหตุยกเว้นความผิดเป็นหลักสำคัญของกฎหมายอาญาที่สะท้อนว่า การพิจารณาความผิดไม่ได้ดูเพียงว่าผู้กระทำได้ลงมือทำอะไรเท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่า การกระทำนั้นอยู่ภายใต้สิทธิ อำนาจตามกฎหมาย จารีตประเพณี หรือความยินยอมที่กฎหมายรับรองหรือไม่ แม้กฎหมายอาญาจะต้องตีความอย่างเคร่งครัด และไม่อาจขยายความเพื่อเป็นโทษแก่บุคคลได้ แต่กฎหมายก็ยังเปิดโอกาสให้มีการนำหลักกฎหมายทั่วไปและจารีตประเพณีมาใช้เพื่อเป็นคุณแก่ผู้กระทำได้ ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น ในการฟ้องหรือการต่อสู้คดีอาญา จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อกฎหมายทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อเท็จจริงและบริบทแวดล้อมของคดีประกอบกันเสมอ เพราะในบางกรณี ประเด็นเรื่อง “เหตุยกเว้นความผิด” อาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างสิ้นเชิง

อ้างอิง : เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 11, กรุงสยาม พับลิชชิ่ง, 2562). สำนักงานศาลฎีกา, “ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา”.

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น