บทความกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา

เทคนิคสู้คดีอาญา  “คำแถลง” วันตรวจพยานหลักฐาน (ลดโอกาสถูกตัดพยาน!)

          วันตรวจพยานหลักฐาน ถือเป็นอีกหนึ่งนัดสำคัญมากของการต่อสู้คดีอาญา เพราะเป็นวันที่ศาลและคู่ความจะกำหนด “กรอบของการสืบพยาน” ว่าคดีนี้จะสู้กันในประเด็นไหน ใช้พยานอะไรบ้าง และต้องใช้เวลาสืบพยานมากน้อยเพียงใด ซึ่งในปัจจุบันแทบทุกศาลจะมีการนัดตรวจพยานหลักฐานกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าทนายหรือคู่ความเตรียมตัวไม่ดี ก็อาจเสียเปรียบในรูปคดีได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มสืบพยานจริงด้วยซ้ำ

          ก่อนหน้านี้ผมเคยทำคลิปอธิบายเรื่อง “นัดตรวจพยานหลักฐาน” ไว้แล้ว ใครยังไม่เคยดูสามารถย้อนกลับไปดูก่อนได้ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=Nq_wLtMIsGY&t=2s

          แต่ในบทความนี้ผมจะมาแชร์ “เทคนิคเพิ่มเติม” ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ในทางปฏิบัติใช้ประโยชน์ได้มาก นั่นคือ การทำ “คำแถลงชี้แจงแนวข้อต่อสู้ จำนวนพยาน และความเกี่ยวข้องของพยาน” ซึ่งถ้าใช้ให้ถูกจังหวะ นอกจากจะช่วยให้ศาลเห็นภาพแนวทางการต่อสู้คดีได้ชัดขึ้นแล้ว ยังช่วยจัดระบบการนำสืบ และลดปัญหาข้อโต้แย้งในวันสืบพยานได้อีกด้วยครับ

แนวปฏิบัติในวันตรวจพยานหลักฐาน

          ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ซึ่งกำหนดให้คู่ความต้องนำพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองมาอ้างส่งและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจสอบ รวมถึงให้แต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาล ก่อนที่ศาลจะกำหนดวันสืบพยานต่อไป

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2

          ในวันตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุที่ยังอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจสอบ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานนั้นเอง หรือพยานหลักฐานนั้นเป็นบันทึกคำให้การของพยาน หลังจากนั้นให้คู่ความแต่ละฝ่ายแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อศาล และให้ศาลสอบถามคู่ความถึงความเกี่ยวข้องกับประเด็นและความจำเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐานที่อ้างอิงตลอดจนการยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่ง เสร็จแล้วให้ศาลกำหนดวันสืบพยาน และแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานให้นำบทบัญญัติมาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

          ในทางปฏิบัติ วันตรวจพยานหลักฐานจึงไม่ใช่แค่วัน “ส่งเอกสาร” หรือ “กำหนดวันนัด” เท่านั้น แต่เป็นวันที่ศาลจะเริ่มมองภาพรวมของรูปคดี ว่าคู่ความแต่ละฝ่ายจะต่อสู้กันอย่างไร และพยานที่อ้างมานั้นจำเป็นต่อคดีจริงหรือไม่

          โดยปกติแล้ว ผู้พิพากษามักจะสอบถามอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ คือ

  1. แนวทางการต่อสู้คดี เช่น จำเลยจะปฏิเสธอย่างไร ต่อสู้ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายประเด็นไหนบ้าง ซึ่งผมเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วในคลิปนี้ (https://youtu.be/IX4C4m4B6s8?si=_CUN3PPOjQqDbOjr)
  2. จำนวนพยาน ศาลจะสอบถามว่ามีพยานกี่ปาก แต่ละปากใช้เวลาสืบประมาณเท่าใด เพื่อใช้บริหารกระบวนพิจารณาและกำหนดวันนัดสืบพยานให้เหมาะสม
  3. ความเกี่ยวข้องของพยานแต่ละปาก ศาลจะสอบถามว่าพยานแต่ละคนจะนำสืบข้อเท็จจริงเรื่องใด เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีอย่างไร และมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด เพราะหากพยานซ้ำซ้อนหรือไม่เกี่ยวกับประเด็น ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้สืบได้เช่นกัน

ข้อเสียของการแถลงด้วยวาจา

          ในทางปฏิบัติ การแถลงด้วยวาจาในวันตรวจพยานหลักฐานหรือระหว่างการพิจารณาคดี แม้จะทำได้รวดเร็วและสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ โดยเฉพาะในคดีที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซับซ้อน

          ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ การแถลงด้วยวาจามักไม่สามารถอธิบายข้อกฎหมาย แนวคำพิพากษา หรือเหตุผลทางกฎหมายได้ครบถ้วนชัดเจนเหมือนการทำเป็นหนังสือ ทำให้หลายครั้งศาลอาจเข้าใจประเด็นที่เราต้องการสื่อไม่ครบ หรือเกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารได้ โดยเฉพาะในวันที่มีคดีจำนวนมาก ศาลต้องพิจารณาหลายสำนวนต่อเนื่องกัน ย่อมมีข้อจำกัดด้านเวลาและรายละเอียดในการรับฟัง

          นอกจากนี้ เมื่อเป็นการแถลงด้วยวาจา ศาลต้องจดรายงานกระบวนพิจารณาไปพร้อมกัน ซึ่งในบางครั้งอาจจดบันทึกได้ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับสาระที่คู่ความต้องการโต้แย้งจริง โดยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งเรื่องความเกี่ยวข้องของพยาน ความจำเป็นในการสืบพยาน หรือประเด็นข้อกฎหมายเฉพาะทาง หากไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรประกอบ ก็อาจเกิดปัญหาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาภายหลังได้ว่าประเด็นใดได้โต้แย้งไว้แล้วหรือไม่

          ดังนั้น ในคดีที่มีรายละเอียดมาก มีข้อกฎหมายซับซ้อน หรือมีประเด็นที่ต้องการให้ศาลรับทราบอย่างชัดเจน การจัดทำคำแถลงเป็นหนังสือประกอบการแถลงด้วยวาจา จึงเป็นเทคนิคที่ช่วยให้การนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมีความครบถ้วน ชัดเจน และลดปัญหาความคลาดเคลื่อนในการพิจารณาคดีได้มากยิ่งขึ้นครับ

ข้อแนะนำในการทำคำแถลง

          อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมมองว่ามีประโยชน์มากในวันตรวจพยานหลักฐาน คือ การจัดทำ “คำแถลงชี้แจงแนวข้อต่อสู้จำนวนพยานและความเกี่ยวข้องของพยาน” ยื่นต่อศาลเป็นลายลักษณ์อักษรประกอบการแถลงด้วยวาจา เพราะจะช่วยให้ศาลเห็นภาพแนวทางการต่อสู้คดีของเราได้ชัดเจนมากขึ้น และลดปัญหาความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร

          โดยในคำแถลงดังกล่าว ควรเริ่มจากการชี้แจงแนวข้อต่อสู้ของเราให้ชัด ว่าปฏิเสธหรือต่อสู้ในประเด็นใด ข้อเท็จจริงใดเป็นสาระสำคัญ รวมถึงอาจอ้างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบ เพื่อให้ศาลเห็นฐานทางกฎหมายของแนวต่อสู้ตั้งแต่ต้น

          นอกจากนี้ ควรระบุจำนวนพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยานให้ชัดเจน พร้อมอธิบายว่าพยานแต่ละปากจะนำสืบข้อเท็จจริงเรื่องใด เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทอย่างไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องสืบพยานปากนั้น เพื่อป้องกันปัญหาศาลมองว่าพยานซ้ำซ้อนหรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี

          รวมถึงหากมีข้อเท็จจริงอื่นใดที่เห็นว่าควรให้ศาลรับทราบตั้งแต่ในชั้นตรวจพยานหลักฐาน ก็สามารถแถลงเพิ่มเติมไว้ในเอกสารดังกล่าวได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้การกำหนดแนวทางพิจารณาคดีมีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นครับ

ประโยชน์ของการทำคำแถลง

          การจัดทำคำแถลงชี้แจงแนวข้อต่อสู้ จำนวนพยาน และความเกี่ยวข้องของพยาน นอกจากจะช่วยให้การแถลงในวันตรวจพยานหลักฐานมีความเป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์ในทางปฏิบัติอีกหลายประการ

          ในหลายกรณี ศาลมีคดีจำนวนมากและมีเวลาจำกัด การแถลงด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายได้ครบถ้วน การมีคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรจึงช่วยให้ศาลเข้าใจแนวทางการต่อสู้คดีและประเด็นสำคัญของเราได้ชัดเจนขึ้น

          นอกจากนี้ ยังช่วยลดโอกาสที่ศาลจะตัดจำนวนพยาน หรือตั้งข้อสังเกตว่าพยานบางปากไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี เพราะเราได้แถลงเหตุผลและความเกี่ยวข้องของพยานแต่ละปากไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนแล้ว อีกทั้งเมื่อถึงวันสืบพยาน ศาลที่ขึ้นนั่งพิจารณาก็มีโอกาสได้อ่านและเข้าใจแนวข้อต่อสู้ของเราก่อนล่วงหน้า คล้ายกับการทำ “แถลงเปิดคดี”ทำให้การนำสืบมีทิศทางและเข้าใจบริบทของคดีมากขึ้น

          ที่สำคัญ หากภายหลังศาลไม่อนุญาตให้นำสืบพยานบางส่วน หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี เราก็ยังมีเอกสารคำแถลงดังกล่าวเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเคยแถลงและโต้แย้งไว้แล้ว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา

          ผมเคยอธิบายเรื่อง “แถลงเปิดคดี” ไว้เพิ่มเติมในคลิปนี้ ใครสนใจก็สามารถย้อนกลับไปดูเพิ่มเติมได้ครับ (https://www.youtube.com/watch?v=rTMFypQHamA)

ตัวอย่างการทำคำแถลง

          ยกตัวอย่างเช่น ในคดีหมิ่นประมาทหรือคดีที่มีประเด็นเรื่อง “ข้อความเป็นความจริงหรือไม่” เราก็สามารถจัดทำคำแถลงชี้แจงแนวข้อต่อสู้ต่อศาลได้ โดยเริ่มจากอธิบายที่มาที่ไปของคดีและลำดับข้อเท็จจริงโดยสังเขป เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของข้อพิพาทตั้งแต่ต้น

          จากนั้นอาจระบุแนวข้อต่อสู้ให้ชัดเจนเลยว่า จำเลยต่อสู้ว่าข้อความที่กล่าวไม่ใช่ความเท็จ และมีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์หรือสนับสนุนได้ว่าสิ่งที่กล่าวนั้นเป็นความจริง พร้อมทั้งอ้างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องประกอบข้อต่อสู้ เพื่อให้ศาลเห็นฐานทางกฎหมายของประเด็นดังกล่าว

          นอกจากนี้ ยังสามารถระบุจำนวนพยานบุคคลตามบัญชีระบุพยาน ว่ามีพยานกี่ปาก เป็นใครบ้าง และพยานแต่ละปากจะนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นใด เช่น พยานปากหนึ่งนำสืบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง พยานอีกปากนำสืบถึงเอกสารหรือข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง หรือพยานอีกปากหนึ่งนำสืบถึงเจตนาและบริบทในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ศาลเห็นความเกี่ยวข้องและความจำเป็นของพยานแต่ละปากอย่างชัดเจน

          รวมถึงหากมีข้อเท็จจริงสำคัญอื่นที่ต้องการให้ศาลรับทราบตั้งแต่ชั้นตรวจพยานหลักฐาน เช่น ในคดีนี้พนักงานสอบสวนเคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็สามารถแถลงประกอบไว้ในคำแถลงดังกล่าวได้เช่นกัน เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของรูปคดีและน้ำหนักแห่งข้อเท็จจริงมากขึ้นครับ

สรุป

          เทคนิคการทำคำแถลงชี้แจงแนวข้อต่อสู้ จำนวนพยาน และความเกี่ยวข้องของพยานนี้ ก็ลองนำไปปรับใช้กันได้ครับ โดยเฉพาะในคดีที่แนวข้อต่อสู้ของเราค่อนข้างชัดเจน มีการต่อสู้คดีอย่างจริงจัง และไม่ได้มีแนวทางจะเจรจาไกล่เกลี่ยกันอยู่แล้ว การทำคำแถลงลักษณะนี้จะช่วยให้ศาลเห็นภาพแนวทางการต่อสู้ของเราได้ชัดขึ้นมาก

          แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคดีที่จะเหมาะกับการทำคำแถลงแบบละเอียด เพราะบางคดีเราอาจต้องการเปิดแนวข้อต่อสู้ไว้กว้าง ๆ หรือยังไม่ต้องการเปิดเผยรายละเอียดบางประเด็นมากเกินไปตั้งแต่ชั้นตรวจพยานหลักฐาน

          รวมถึงในบางกรณี พยานบางปากอาจมีรายละเอียดสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ที่เรายังไม่ต้องการเปิดเผยล่วงหน้ามากนัก ดังนั้น การจะจัดทำคำแถลงมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องพิจารณาตามรูปคดีและแนวทางการต่อสู้ของแต่ละคดีประกอบกันด้วยครับ

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น