ในคดีอนาจาร มีประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อต่อสู้อะไรบ้างที่สามารถหยิบยกขึ้นมาใช้ต่อสู้คดีได้?
ไม่ว่าคุณจะเป็น “ผู้เสียหาย” ที่ต้องการดำเนินคดีเอาผิดผู้กระทำ หรือเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ที่ต้องการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง การรู้ว่าในคดีอนาจารมีประเด็นใดที่ต้องพิสูจน์ และพยานหลักฐานใดที่อาจเป็นจุดชี้ขาดของคดี ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ในบทความนี้ผมจะมาย่อยข้อกฎหมายและข้อต่อสู้สำคัญในคดีอนาจารให้ทุกคนฟังกันแบบเข้าใจง่ายที่สุด พร้อมพาไปดูว่าทั้งฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเรื่องใดบ้าง เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินคดีหรือต่อสู้คดีของตนเองได้อย่างเหมาะสมครับ
“การกระทำอนาจาร” คืออะไร

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่ออ่านตัวบทมาตรานี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วคำว่า “กระทำอนาจาร” จริง ๆ หมายถึงการกระทำลักษณะใด เพราะประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติคำนิยามของคำนี้ไว้โดยตรงครับ
อย่างไรก็ตาม จากคำอธิบายของนักกฎหมายอาญาหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หยุด แสงอุทัย อาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และอาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ สามารถสรุปความหมายได้ว่า
“การกระทำอนาจาร” คือ การกระทำต่อร่างกายของผู้อื่นในลักษณะที่ไม่สมควรในทางเพศ เป็นการกระทำที่ลามก น่าอับอาย หรือน่าบัดสี และทำให้เป็นที่น่ารังเกียจในทางเพศ
พูดง่าย ๆ ก็คือ การกระทำที่จะถือว่าเป็น “การกระทำอนาจาร” จะต้องเป็นการกระทำในทางเพศที่มีการสัมผัสหรือถึงเนื้อถึงตัวของผู้เสียหาย แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องสัมผัสอวัยวะเพศโดยตรงเท่านั้น แม้เป็นการกอด จูบ ลูบคลำ หรือแตะต้องส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายในลักษณะที่ไม่สมควรในทางเพศ ก็อาจถือเป็นการกระทำอนาจารได้ครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4024/2534
การกระทำอนาจารคือการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เพียงแต่กอดจูบลูบคลำ แตะต้องเนื้อตัวร่างกายในทางไม่สมควรก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว
จากแนวคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานอนาจารต้องมีการสัมผัสหรือถึงเนื้อถึงตัวของผู้เสียหาย แม้จะเป็นเพียงการกอด จูบ ลูบคลำ หรือแตะต้องร่างกายในลักษณะที่ไม่สมควรในทางเพศ ก็อาจเป็นความผิดสำเร็จได้แล้ว
ทั้งนี้ แม้จะมีการสัมผัสหรือถึงเนื้อถึงตัวของผู้เสียหาย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเพียงความผิดฐานอนาจารเสมอไป หากผู้กระทำมีเจตนาจะกระทำชำเราและได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไม่บรรลุผล ก็อาจเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา ตามมาตรา 80ประกอบมาตรา 276 แต่หากกระทำชำเราสำเร็จแล้ว ก็อาจเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามมาตรา 276
ดังนั้น การจะแยกว่าพฤติการณ์ใดเป็นเพียงการกระทำอนาจาร หรือถึงขั้นเป็นการพยายามข่มขืนหรือข่มขืนกระทำชำเรา จึงต้องพิจารณาทั้งเจตนาของผู้กระทำและพฤติการณ์แห่งการลงมือกระทำประกอบกัน
ในทางกลับกัน หากไม่มีการสัมผัสหรือถึงเนื้อถึงตัวของผู้เสียหาย เช่น การพูดแซวในเชิงเพศ การใช้สายตาจ้องมอง หรือการเฝ้าดูและติดตามรังควาน การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นความผิดใดเลย เพราะหากมีลักษณะส่อไปในทางเพศ และเป็นพฤติการณ์ที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในทางเพศ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288/1 ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11065/2554
คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า วันเวลาเกิดเหตุจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกดตัวผู้เสียหายลงกับพื้น ใช้มือชกที่บริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจำเลยฉีกกระชากกระโปรงของผู้เสียหายจนขาด ผู้เสียหายร้องให้คนช่วยและมีผู้เข้าช่วยเหลือ ดังนี้ ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยฐานนี้ไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 278 อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6816/2554
ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงนั้น ผู้กระทำจะต้องใช้อวัยวะเพศของตนกระทำในลักษณะใกล้ชิดพร้อมที่จะใช้อวัยวะเพศสอดใส่กับอวัยวะเพศของหญิงผู้ถูกกระทำ การกระทำของจำเลยที่ใช้แรงกายบังคับฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องน้ำ ล๊อกประตูห้องน้ำ ถอดกางเกงชั้นนอกและกางเกงในของผู้เสียหายออก แล้วจับนมและอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการกระทำการลวนลามผู้เสียหายแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้ถอดกางเกงที่ตนเองสวมใส่ออก การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นที่พยายามใช้อวัยวะเพศของตนเองสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงถือว่าลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น
ตัวอย่างการกระทำอนาจารที่พบบ่อย

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ตัวอย่างการกระทำที่อาจถือเป็นการกระทำอนาจาร ได้แก่
- กอดเอว จับมือ หรือดึงแขนผู้อื่นในลักษณะที่ไม่สมควรในทางเพศ โดยผู้นั้นไม่ยินยอม (ฎ. 4836/2547)
- จับบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับความยินยอม (ฎ. 1279/2506)
- หอมแก้มหรือจับแก้มผู้อื่นในลักษณะล่วงเกินทางเพศ โดยผู้นั้นไม่ยินยอม
- โอบไหล่ผู้เสียหาย ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน (ฎ. 5694/2541)
- กอดคอและจับแขนลากผู้เสียหายเพื่อพาเข้าไปในโรงแรม (ฎ. 3953/2539)
- ดึงกางเกงของผู้เสียหายให้หลุดออก หรือถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายจนเหลือเพียงกางเกงชั้นใน (ฎ. 985/2546 และ ฎ. 1201/2559)
- บังคับจับมือผู้เสียหายให้สัมผัสอวัยวะเพศของผู้กระทำ (ฎ. 2693-2695/2516)
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การกระทำอนาจารไม่ได้จำกัดเฉพาะการสัมผัสอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงการสัมผัสร่างกายส่วนอื่น หากพิจารณาจากลักษณะและพฤติการณ์แล้วเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการกอด จับมือ หอมแก้ม หรือสัมผัสร่างกายผู้อื่นทุกกรณีจะเป็นความผิดฐานอนาจารโดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้กระทำ ลักษณะของการกระทำ ความยินยอมของผู้ถูกกระทำ ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อมในแต่ละกรณีประกอบกันด้วย
เมื่อเข้าใจแล้วว่าการกระทำอนาจารมีลักษณะอย่างไร คำถามต่อมาก็คือ หากเราต้องการฟ้องคดีอนาจาร หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ต้องต่อสู้คดี จะมีประเด็นข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานใดบ้างที่ต้องพิจารณา และมีประเด็นใดที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ได้ เราจะมาพิจารณาไปทีละประเด็นดังต่อไปนี้
ประเด็นที่สามารถหยิบยกขึ้นต่อสู้คดีได้
ขาดเจตนากระทำอนาจาร

ความผิดฐานกระทำอนาจารเป็นความผิดที่ผู้กระทำต้องมีเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ซึ่งวางหลักไว้ว่า
มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
อธิบายง่าย ๆ คือ เพียงมีการจับ กอด ดึงแขน หรือสัมผัสเนื้อตัวของผู้อื่น ยังไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำมีเจตนากระทำต่อร่างกายของผู้อื่นในลักษณะที่ไม่สมควรในทางเพศหรือไม่
หากการถูกเนื้อต้องตัวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ การรักษาพยาบาล การช่วยเหลือ หรือมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ ก็อาจหยิบยกขึ้นต่อสู้ได้ว่า ผู้กระทำขาดเจตนากระทำอนาจาร เช่น
- พนักงานรักษาความปลอดภัยค้นตัวบุคคลตามอำนาจหน้าที่ ภายในขอบเขตและตามขั้นตอนที่จำเป็น
- แพทย์ตรวจร่างกายคนไข้ตามความจำเป็นในการวินิจฉัยหรือรักษา และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ
- จับแขนหรือดึงตัวผู้อื่นออกจากจุดอันตราย เพื่อช่วยให้บุคคลนั้นพ้นภัย
- ตามไปพูดคุยหรือง้ออดีตคนรักและมีการถูกเนื้อต้องตัวกันบ้าง โดยพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงความรักตามความสัมพันธ์เดิม มิได้มีเจตนากระทำอนาจาร (ฎ. 12482/2547)
- ใช้กำลังฉุดกระชากลากถูหรืออุ้มผู้เสียหายขึ้นรถ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น โดยลักษณะของการกระทำไม่ได้มุ่งหมายหรือส่อไปในทางเพศ (ฎ. 366/2545)
อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างเพียงว่า “ไม่มีเจตนา” หรือ “ไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศ” ยังไม่เพียงพอ เพราะศาลไม่อาจทราบเจตนาที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำได้โดยตรง แต่จะวินิจฉัยจากพฤติการณ์ภายนอก เช่น สัมผัสร่างกายส่วนใด สัมผัสด้วยวิธีใด มีความจำเป็นหรือไม่ กระทำนานหรือซ้ำหลายครั้งเพียงใด มีคำพูดหรือข้อความส่อไปในทางเพศหรือไม่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี สถานที่เกิดเหตุ และพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุประกอบกัน
โดยเฉพาะกรณีอดีตคนรัก ต้องระมัดระวังว่า การเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อนไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายให้ความยินยอมตลอดไป หากอีกฝ่ายปฏิเสธแล้วแต่ผู้กระทำยังฝืนกอด จับ หรือลูบคลำต่อไป และพฤติการณ์มีลักษณะไม่สมควรในทางเพศ ก็อาจเป็นความผิดได้เช่นเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจึงควรนำพยานหลักฐานที่แสดงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการสัมผัสมาใช้ประกอบข้อต่อสู้ เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ ระเบียบการปฏิบัติงาน เวชระเบียน ข้อความสนทนา หรือหลักฐานเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน ส่วนฝ่ายผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การสัมผัสนั้นเกินกว่าความจำเป็น มีลักษณะส่อไปในทางเพศ หรือผู้กระทำยังคงกระทำต่อไปแม้ผู้เสียหายจะแสดงการปฏิเสธแล้ว
ทั้งนี้ แม้การกระทำจะขาดเจตนาอนาจาร แต่หากพฤติการณ์เข้าองค์ประกอบความผิดฐานอื่น เช่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยวกักขัง บุกรุก หรือคุกคามทางเพศ ผู้กระทำก็อาจยังต้องรับผิดในความผิดฐานนั้นแยกต่างหาก
ผู้เสียหายยินยอม การกระทำจึงไม่ครบองค์ประกอบภายนอก

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 บัญญัติว่า
มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แม้ตัวบทจะไม่ได้เขียนคำว่า “โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม” ไว้โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของความผิดแล้วจะเห็นได้ว่า ความผิดฐานนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้กระทำใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
- ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ
- ใช้กำลังประทุษร้าย
- กระทำในขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
- ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าผู้กระทำเป็นบุคคลอื่น
องค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนี้เป็น “องค์ประกอบทางเลือก” หมายความว่า โจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ครบทั้ง 4 ข้อ เพียงพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำใช้วิธีการข้อใดข้อหนึ่งก็อาจครบองค์ประกอบความผิดแล้ว
ในทางกลับกัน หากพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำตามข้อใดเลย แม้จะมีการสัมผัสร่างกายในทางเพศเกิดขึ้น ก็อาจไม่เป็นความผิดตามมาตรา 278 เนื่องจากการกระทำไม่ครบองค์ประกอบภายนอกที่กฎหมายกำหนดไว้
ดังนั้น หากผู้ถูกกระทำซึ่งมีอายุกว่า 15 ปีได้ให้ความยินยอมโดยสมัครใจ การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 เพราะไม่ได้เกิดจากการขู่เข็ญ การใช้กำลังประทุษร้าย ภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือความเข้าใจผิดในตัวบุคคล
ตัวอย่างเช่น คู่กรณีตกลงกันล่วงหน้าว่า ยินยอมให้มีการมัดมือและสัมผัสร่างกายในลักษณะที่กำหนดไว้ แม้ภายนอกจะดูคล้ายมีการใช้กำลัง แต่หากเป็นการกระทำภายในขอบเขตที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม ก็อาจไม่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร
อย่างไรก็ตาม ความยินยอมดังกล่าวต้องเป็นความยินยอมที่แท้จริงและมีอยู่ในขณะกระทำ โดยมีหลักพิจารณาเบื้องต้นดังนี้
- ผู้ให้ความยินยอมต้องมีสติและมีความสามารถเข้าใจลักษณะของการกระทำ
- ต้องเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ ไม่ได้เกิดจากการข่มขู่ บังคับ หลอกให้เข้าใจผิดในตัวบุคคล หรืออาศัยภาวะที่ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้
- ต้องยินยอมต่อการกระทำนั้นโดยเฉพาะ การยินยอมให้กอดหรือจูบไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมให้สัมผัสร่างกายทุกส่วน
- ความยินยอมต้องมีอยู่ในขณะที่กระทำ การเคยยินยอมในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมในครั้งต่อไป
- ผู้ให้ความยินยอมสามารถเปลี่ยนใจหรือถอนความยินยอมได้ตลอดเวลา หากอีกฝ่ายบอกให้หยุดหรือแสดงอาการปฏิเสธแล้ว ผู้กระทำต้องหยุดทันที
เพราะฉะนั้น การเคยเป็นคนรักกัน การเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน การยินยอมไปยังห้องพักหรือโรงแรม การแต่งกาย การดื่มสุรา การนิ่งเฉย หรือการไม่มีบาดแผลตามร่างกาย ไม่ใช่ข้อพิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าผู้เสียหายยินยอมให้กระทำอนาจาร
ในขณะเดียวกัน การที่ผู้เสียหายไม่ได้ดิ้นรนหรือต่อสู้ก็ไม่ได้แปลว่ายินยอมเสมอไป เพราะผู้เสียหายอาจอยู่ในอาการตกใจ หวาดกลัว มึนเมา หมดสติ หรือมีสภาพร่างกายและจิตใจที่ไม่สามารถขัดขืนได้
แล้วศาลพิจารณาจากอะไรว่าเป็นการยินยอมหรือไม่
ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดของคดีประกอบกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี คำพูดและการแสดงออกในขณะเกิดเหตุ ข้อความสนทนาก่อนและหลังเกิดเหตุ ภาพจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล สภาพร่างกายและระดับความมึนเมาของผู้เสียหาย ร่องรอยการต่อสู้ ตลอดจนความสอดคล้องของคำให้การกับพยานหลักฐานอื่น
อย่างไรก็ตาม ไม่มีพฤติการณ์ข้อใดข้อหนึ่งที่ชี้ขาดได้โดยลำพัง ตัวอย่างเช่น การไม่มีบาดแผลไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายยินยอม และการแจ้งความภายหลังจากเกิดเหตุไปแล้วระยะหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่กล่าวอ้างไม่เป็นความจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 509/2529
ผู้เสียหาย 4 คนมีอายุกว่า 13 ปีแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะส่วนผู้เสียหายอีก 3 คนมีอายุไม่เกิน 13 ปีผู้เสียหายไปพบจำเลยโดยจำเลยทำอุบายทำนายว่าผู้เสียหายดวงชะตาไม่ดีจะต้องให้จำเลยสะเดาะเคราะห์ให้เมื่อจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดเข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายผู้เสียหายบ่นเจ็บจำเลยบอกให้อดทนที่จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดเข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายได้นั้นก็โดยอาศัยความเบาปัญญาของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่หลงเชื่อว่ากรณีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายเป็นการสะเดาะเคราะห์จึงไม่เป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนให้จำยอมให้จำเลยกระทำอนาจารการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่มีอายุกว่า 13 ปีจึงไม่เป็นความผิดคงมีความผิดเฉพาะที่กระทำต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคแรก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5837/2530
ผู้เสียหายยอมให้จำเลยซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณกระทำอนาจารโดยโง่เขลาเบาปัญญาหลงเชื่ออย่างงมงายว่าจำเลยทำการรักษาโรคให้ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายซึ่งมีอายุเกินกว่า 13 ปี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2549
การที่ผู้เสียหายทั้งสามยอมให้จำเลยกระทำก็เพราะหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำได้ เกิดจากความเบาปัญญา อ่อนต่อโลกของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความสมัครใจและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การที่จำเลยจับและลูบบริเวณแขน หัวไหล่ เต้านม และหน้าท้องของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการใช้แรงกายภาพต่อผู้เสียหายทั้งสาม ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย
จารีตประเพณี

การพิจารณาว่าการสัมผัสร่างกายเป็นการกระทำอนาจารหรือไม่ ต้องดูจารีตประเพณี วัฒนธรรม และพฤติการณ์แวดล้อมประกอบกัน เพราะการถูกเนื้อต้องตัวบางอย่างอาจเป็นเรื่องปกติในบริบทนั้นและไม่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ เช่น
- การเล่นน้ำหรือสัมผัสตัวกันตามปกติในเทศกาลสงกรานต์
- การไปเที่ยวสถานบันเทิงหรือคลับเฮ้าส์ที่มีพนักงานนั่งบริการ ซึ่งอาจมีการนั่งใกล้ชิดหรือโอบกอดกันภายในขอบเขตที่ยินยอม
- การกอดหรือหอมแก้มเพื่อทักทายตามวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ
- การจับมือ แตะศีรษะ กอด หรือหอมแก้ม เพื่อแสดงความรักและความเอ็นดูระหว่างครูกับนักเรียน หรือผู้ใหญ่กับเด็ก
อย่างไรก็ตาม จารีตประเพณีไม่ใช่ข้ออ้างให้สามารถสัมผัสร่างกายผู้อื่นได้ทุกกรณี หากการกระทำนั้นเกินขอบเขตตามปกติ เช่น จับหน้าอก จับก้น ล้วงเข้าไปใต้เสื้อผ้า สัมผัสอวัยวะเพศ หรือยังคงกระทำต่อไปทั้งที่อีกฝ่ายปฏิเสธ ก็อาจเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารได้
ดังนั้น ศาลจะพิจารณาจากตำแหน่งที่สัมผัส วิธีการ ระยะเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี สถานที่เกิดเหตุ และความยินยอมของผู้ถูกกระทำประกอบกันว่า เป็นเพียงการปฏิบัติตามจารีตประเพณี หรือเป็นการล่วงเกินในทางเพศ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2563
แม้ได้ความจากนางสาว ส. ครูโรงเรียนเดียวกันซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่าจำเลยใช้วิธีการสอนแบบเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน ทำให้จำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียนพยานเคยเห็นจำเลยเล่นจักจี้หยอกล้อกับเด็กนักเรียน และบางครั้งเวลาที่จำเลยสอนยังมีเด็กนักเรียนหญิงแย่งกันนั่งตักจำเลยอันถือได้ว่าเป็นเหตุผลสมควรที่ทำให้การถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างจำเลยและเด็กนักเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้นเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนหญิงก็ต้องมีขอบเขตที่เหมาะสมด้วย โดยสมควรเกิดขึ้นระหว่างที่มีกิจกรรมในชั่วโมงการเรียนการสอนตามปกติเท่านั้นหากเป็นเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ การแสดงความเอ็นดูรักใคร่ของครูผู้ชายซึ่งมีต่อเด็กนักเรียนผู้หญิงต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกาลเทศะและใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดมิให้ลักษณะอาการส่อไปในทางที่ไม่สมควรทางเพศได้ซึ่งการกระทำอันไม่สมควรในทางเพศก็ไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นเรื่องในทางประเวณีหรือความใคร่เท่านั้นแม้เพียงการสัมผัสใกล้ชิดเพื่อสร้างความพึงพอใจในทางเพศก็ถือว่าเป็นการไม่สมควรแล้วโดยเฉพาะหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นในที่ลับสายตา ด้วยเหตุนี้จากพฤติการณ์ของจำเลยที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาโอบไหล่โจทก์ร่วมโดยมือทาบอยู่เหนือหน้าอกโจทก์ร่วมอย่างไม่มีเหตุผลที่สมควรต้องกระทำเช่นนั้นในขณะเมื่ออยู่กับโจทก์ร่วมตามลำพังจึงยากจะเชื่อว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักที่ครูมีต่อศิษย์ตามปกติหากส่อว่าเป็นการฉวยโอกาสของจำเลยที่จะได้รับรสสัมผัสจากเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมมากกว่า
ลักษณะการกระทำไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำอนาจาร

ตามแนวคำอธิบายทางกฎหมายเดิม การกระทำอนาจารจะต้องมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหาย แต่ก่อนที่จะมีกฎหมายความผิดฐานคุกคามทางเพศ ศาลฎีกาได้พัฒนาแนวการตีความว่า แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกายโดยตรงก็อาจเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12983/2558
การที่จำเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระร่างกายของโจทก์ร่วมตั้งแต่ช่วงลิ้นปี่จนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็นกระโปรงที่โจทก์ร่วมสวมใส่ ขาท่อนล่างและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยที่กล้องบันทึกภาพมีแสงไฟสำหรับเพิ่มความสว่างเพื่อให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่และกามารมณ์ โดยที่โจทก์ร่วมมิได้รู้เห็นหรือยินยอม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แม้จำเลยจะมิได้สัมผัสต่อเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การที่จำเลยใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำโดยประสงค์ต่อผลอันไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 1 (6) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 นอกจากหมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายแล้ว ยังหมายความว่าทำการประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมต้องรู้สึกสะเทือนใจอับอายขายหน้า จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่จิตใจของโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอนาจารโจทก์ร่วม ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2404/2563
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวอวัยวะภายในกระโปรงขณะที่ผู้เสียหายถอดกางเกงในทำกิจส่วนตัวในห้องน้ำหญิงภายในห้างสรรพสินค้า เป็นการกระทำให้ผู้เสียหายถูกรังแก ข่มเหง คุกคาม ได้รับความอับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญ และเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 397 วรรคหนึ่ง
แนวคำพิพากษาทั้ง 2 ฉบับถือเป็นการขยายความหมายของการกระทำอนาจารให้ครอบคลุมถึงการแอบถ่ายบริเวณส่วนสงวน แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกฎหมายความผิดฐานคุกคามทางเพศบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยมาตรา 284/1 บัญญัติว่า
มาตรา 284/1 ผู้ใดคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และศาสตราจารย์ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ เคยอธิบายหลักการกระทำอนาจารไว้ในทำนองว่า ต้องมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของผู้เสียหาย เมื่อนำแนวคำอธิบายดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับมาตรา 284/1 จึงมีเหตุให้โต้แย้งได้ว่า ปัจจุบันการแอบถ่าย การพูด การเขียน หรือการส่งภาพในลักษณะทางเพศโดยไม่มีการสัมผัสร่างกาย ควรเป็นความผิดฐานคุกคามทางเพศมากกว่าความผิดฐานกระทำอนาจาร
อย่างไรก็ดี แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12983/2558 และ 2404/2563 ยังไม่ได้ถูกกลับหรือยกเลิกโดยตรง การปรับบทกฎหมายจึงต้องพิจารณารายละเอียดของการกระทำและกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุเป็นรายคดี
สำหรับกรณีที่มีเพียงการใช้ถ้อยคำหรือเล่าเรื่องลามกอนาจาร ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2858/2540
ลำพังการเล่าเรื่องลามกอนาจารยังไม่พอฟังว่าเป็นความผิดตามตัวบทกฎหมายดังกล่าว
แม้ฎีกาฉบับนี้จะวินิจฉัยเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การใช้คำพูดลามกเพียงอย่างเดียวยังไม่ถือเป็นการกระทำอนาจารโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน คำพูดหรือข้อความดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานคุกคามทางเพศตามมาตรา 284/1 ได้
นอกจากนี้ แม้จะมีการถูกเนื้อต้องตัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการกระทำอนาจารเสมอไป แต่ต้องพิจารณาว่า การสัมผัสนั้นมีลักษณะไม่สมควรในทางเพศหรือไม่ โดยใช้มาตรฐานของวิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปในสังคมเป็นเกณฑ์ ซึ่งศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยจากตำแหน่งที่สัมผัส วิธีการ ระยะเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด มิได้ถือตามความเข้าใจหรือความรู้สึกของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว
การกระทำมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจาร แต่ยังอาจต่อสู้ได้ว่า การกระทำนั้นมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล
ข้อต่อสู้นี้ไม่ได้ทำให้การกระทำอนาจารกลายเป็นไม่มีความผิด แต่มีผลสำคัญต่อการพิจารณาว่า คดีดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่
มาตรา 281 ความผิดตามมาตราดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอันยอมความได้
(2) มาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 และมาตรา 285/2
ดังนั้น การจะถือว่าคดีอนาจารเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขทั้งหมดตามมาตรา 281 (2) ประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะเรื่องธารกำนัลเพียงอย่างเดียว
ประเด็นว่าการกระทำเกิดต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ ส่งผลสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่
- การยอมความ
หากเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความโดยชอบ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล การตกลงกันเป็นการส่วนตัวไม่ทำให้คดีอาญาระงับ
- อายุความร้องทุกข์
หากเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
อายุความ 3 เดือนนี้เป็น “อายุความร้องทุกข์” ซึ่งต้องแยกออกจากอายุความดำเนินคดีอาญาทั่วไปตามมาตรา 95
อะไรคือ “ต่อหน้าธารกำนัล”
การพิจารณาว่าการกระทำเกิดต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ
- มีบุคคลภายนอกเห็นการกระทำจริง
แม้เหตุจะเกิดขึ้นในสถานที่ลับตาหรือภายในบ้าน แต่ถ้ามีบุคคลภายนอกเห็นการกระทำ แม้เพียงคนเดียว ก็อาจถือว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัลได้
ตัวอย่างเช่น จำเลยกระทำอนาจารเด็กคนหนึ่งภายในบ้าน โดยมีเด็กอีกคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ แม้ในบ้านจะมีเพียงจำเลยและเด็กทั้ง 2 คน ก็อาจถือว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล
ในทางกลับกัน หากบุคคลอื่นอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ไม่ได้เห็นการกระทำ ก็อาจถือว่าไม่ได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล เช่น บุตรของผู้เสียหายนอนอยู่ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าบุตรคนใดเห็นเหตุการณ์ (ฎ. 493/2528)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1173/2508
จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อหน้าเด็กหญิงคนหนึ่งในห้องนอนมืดเพียงแต่เหตุเกิดต่อหน้าเด็กหญิงเท่านั้น และโจทก์มิได้ยืนยันโต้แย้งว่าจำเลยได้กระทำโดยประการที่ให้เด็กหญิงได้เห็นการกระทำของจำเลย หรือว่าจำเลยได้กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นการกระทำของจำเลยได้ ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดต่อหน้าธารกำนัล หากผู้เสียหายได้แถลงต่อศาลไม่ติดใจเอาความจากจำเลย ขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลก็ต้องสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2508)
นอกจากนี้ บุคคลที่เห็นเหตุการณ์ต้องเป็นบุคคลภายนอก หากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และไม่มีบุคคลภายนอกเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล (ฎ. 932/2529)
- กระทำอย่างเปิดเผยในลักษณะที่บุคคลอื่นสามารถเห็นได้
กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลอื่นเห็นการกระทำจริง เพียงแต่จำเลยกระทำในลักษณะเปิดเผยและมีโอกาสที่บุคคลอื่นจะมองเห็นได้ ก็อาจถือว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัลแล้ว
ตัวอย่างเช่น การกระทำในร้านอาหาร ริมถนน หรือสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนสัญจรไปมา แม้ขณะเกิดเหตุจะไม่มีใครเห็นจริงก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547
เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้
อย่างไรก็ตาม การเกิดเหตุในสถานที่สาธารณะไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัลเสมอไป หากพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุแทบไม่มีโอกาสที่บุคคลอื่นจะพบเห็น เช่น เกิดเหตุในเวลากลางคืนหรือบริเวณเปลี่ยวที่ไม่มีผู้คนสัญจร ก็อาจถือว่าไม่ได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล (ฎ. 40/2568 และ ฎ. 13596/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13596/2553
แม้ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสายหลักและเป็นที่เปิดเผย แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุปรากฏว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนพหลโยธินขาขึ้น มีการสร้างสะพานคอนกรีตข้ามคลองอนุศาสนนันทน์และยังไม่แล้วเสร็จ รถยนต์ยังแล่นสัญจรผ่านสะพานไม่ได้ ส่วนถนนพหลโยธินขาล่องสร้างสะพานเสร็จเรียบร้อยและมีการเปิดการจราจรสวนกันที่บริเวณสะพานข้ามคลองดังกล่าว ทั้งบริเวณเกาะกลางถนนที่จำเลยทั้งสองนำผู้เสียหายที่ 4 มากระทำอนาจาร มีการปลูกหญ้าเต็มเกาะกลางถนน แสดงว่าขณะเกิดเหตุบริเวณถนนที่เกิดเหตุยังไม่เปิดให้บุคคลใดขับรถผ่าน ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ขับรถสัญจรไปมาบนถนนที่เกิดเหตุที่จะให้การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ของจำเลยทั้งสองได้เกิดต่อหน้าบุคคลผู้สัญจรไปมาทั่วไป การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 จึงไม่ได้เกิดต่อหน้าต่อตาผู้คนจำนวนมากหรือที่มีผู้ชุมนุม ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล
ดังนั้น การพิจารณาประเด็นนี้ต้องดูทั้งสถานที่ เวลา แสงสว่าง จำนวนผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น การสัญจรของบุคคลทั่วไป ตำแหน่งที่เกิดเหตุ และโอกาสที่บุคคลอื่นจะมองเห็น ไม่ใช่ดูเพียงว่าเหตุเกิดในบ้านหรือสถานที่สาธารณะเท่านั้น
สรุป

คดีอนาจารไม่ได้มีเพียงปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยจับหรือสัมผัสร่างกายผู้เสียหายจริงหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาให้ครบทั้งเรื่องเจตนา ความยินยอม จารีตประเพณี ลักษณะของการกระทำว่าเป็นอนาจารหรือไม่ ตลอดจนการกระทำเกิดต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้อาจส่งผลโดยตรงต่อองค์ประกอบความผิด การยอมความ อายุความร้องทุกข์ และผลแพ้ชนะของคดี ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้เสียหายหรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ควรวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนแจ้งความ ฟ้องคดี ยอมความ หรือตัดสินใจต่อสู้คดี
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

