ในคดีอาญาหลายประเภท “เจตนา” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด หากจำเลยสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่า การกระทำนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจและไม่ได้เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้น ก็อาจทำให้การกระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิด และมีโอกาสพ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ อย่างไรก็ตาม การกล่าวเพียงว่า “ไม่ได้ตั้งใจ” หรือ “ไม่ได้มีเจตนา” อาจยังไม่เพียงพอ เพราะในทางกฎหมาย เจตนาไม่ได้หมายถึงเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่ผู้กระทำรู้อยู่แล้วว่าผลอาจเกิดขึ้น และยังคงลงมือกระทำ ซึ่งกฎหมายเรียกว่า “เจตนาย่อมเล็งเห็นผล”
บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจหลัก “เจตนาประสงค์ต่อผล” และ “เจตนาย่อมเล็งเห็นผล” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ว่าแตกต่างกันอย่างไร ศาลพิจารณาเจตนาจากพฤติการณ์ใด และหากถูกดำเนินคดีอาญา จะสามารถนำหลักเรื่องเจตนามาใช้วางแนวทางต่อสู้คดีได้อย่างไร
หลักเรื่อง “เจตนา” ในทางกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า
“กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”
ตามหลักกฎหมายอาญา โดยทั่วไปแล้ว การที่บุคคลจะต้องรับผิดจากการกระทำใด การกระทำนั้นจะต้องเกิดขึ้นโดยมีเจตนา เว้นแต่เป็นความผิดบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ผู้กระทำต้องรับผิด แม้จะไม่ได้กระทำโดยเจตนา เช่น ความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาท หรือความผิดเด็ดขาดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาเจตนาของผู้กระทำ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดในลักษณะดังกล่าวถือเป็นเพียงข้อยกเว้น เพราะความผิดอาญาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ข่มขืนกระทำชำเรา ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ หมิ่นประมาท ตลอดจนความผิดอาญาอีกหลายประเภท ล้วนกำหนดให้ผู้กระทำจะต้องกระทำโดยเจตนา จึงจะครบองค์ประกอบความผิด
อาจกล่าวได้ว่า ความผิดอาญาส่วนใหญ่กว่า 80–90 เปอร์เซ็นต์ เป็นความผิดที่ต้องอาศัยเจตนาของผู้กระทำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ดังนั้น หากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่าจำเลยกระทำโดยเจตนา การกระทำนั้นก็อาจไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญา
ทั้งนี้ เจตนาในทางกฎหมายอาญาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ “เจตนาประสงค์ต่อผล” และ “เจตนาย่อมเล็งเห็นผล” ซึ่งในบทความนี้ ผมจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าเจตนาทั้งสองประเภทแตกต่างกันอย่างไร และศาลมีหลักในการพิจารณาเจตนาของผู้กระทำอย่างไรครับ
เจตนาประสงค์ต่อผล

“เจตนาประสงค์ต่อผล” คือ กรณีที่ผู้กระทำมีความต้องการอย่างชัดเจนให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งจากการกระทำของตน ถือเป็นเจตนาโดยตรง กล่าวคือ ผู้กระทำได้ตัดสินใจลงมือกระทำโดยมุ่งหมายให้ผลตามที่ต้องการเกิดขึ้นจริง
หลักในการปรับข้อกฎหมายเรื่องเจตนาประสงค์ต่อผล
เมื่อเกิดคดีขึ้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้กระทำ “ประสงค์ต่อผล” หรือมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หลักในการวิเคราะห์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
พิจารณาว่าผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นหรือไม่
อันดับแรก ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำได้ลงมือกระทำโดยมุ่งหมายหรือต้องการให้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นหรือไม่ หากผู้กระทำต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็ถือว่าเป็น “เจตนาประสงค์ต่อผล” ซึ่งในทางทฤษฎีเรียกว่า “เจตนาโดยตรง”
ตัวอย่างเช่น หากผู้กระทำต้องการให้ผู้อื่นเสียชีวิต จึงใช้อาวุธยิงหรือแทงไปยังอวัยวะสำคัญของร่างกาย การกระทำดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำมุ่งหมายให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย จึงอาจถือได้ว่ามีเจตนาฆ่าโดยประสงค์ต่อผล
ใช้หลัก “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”
อย่างไรก็ตาม เจตนาเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำ เราไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงว่าในขณะลงมือกระทำนั้น ผู้กระทำกำลังคิดหรือต้องการให้เกิดผลอย่างไร
การพิจารณาเจตนาจึงต้องอาศัยหลักที่เรียกว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” กล่าวคือ ต้องพิจารณาจากการกระทำที่ปรากฏออกมาภายนอก ประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ เพื่อวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีเจตนาอย่างไร
ข้อเท็จจริงสำคัญที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
- พฤติการณ์แวดล้อมเช่น สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่แคบหรือชุมชนหนาแน่น เหตุเกิดในเวลากลางวันหรือยามวิกาล รวมถึงมีการเตรียมการหรือวางแผนล่วงหน้าหรือไม่
- มูลเหตุจูงใจเช่น เคยมีเรื่องโกรธแค้น ขัดแย้ง หรือข่มขู่กันมาก่อนหรือไม่
- วัตถุหรืออาวุธที่ใช้เช่น ใช้ปืน มีดดาบยาว หรือน้ำกรด ซึ่งโดยสภาพสามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แตกต่างจากการใช้กำปั้นหรือวัตถุขนาดเล็ก
- ลักษณะและวิธีการกระทำเช่น กระทำอย่างรุนแรงเพียงใด ลงมือกี่ครั้ง กระทำต่อเนื่องหรือหยุดลงเอง และมีผู้เข้าห้ามจึงยุติการกระทำหรือไม่
- อวัยวะที่ถูกกระทำเช่น กระทำต่อศีรษะ หน้าอก ลำคอ หรืออวัยวะสำคัญของร่างกาย หรือกระทำต่อแขนและขา
- ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำเช่น ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด บาดแผลมีลักษณะรุนแรงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่
- โอกาสหรือทางเลือกของผู้กระทำเช่น ผู้กระทำสามารถหยุดหรือหลีกเลี่ยงการกระทำได้หรือไม่ แต่ยังเลือกที่จะลงมือหรือกระทำต่อไป
- พยานหลักฐานแวดล้อมเช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ คลิปเสียง คำให้การของพยาน ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุ
พยานแวดล้อมจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแม้ไม่มีพยานคนใดได้ยินผู้กระทำกล่าวโดยตรงว่าต้องการให้ผลใดเกิดขึ้น ศาลก็อาจวินิจฉัยเจตนาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันได้ สำหรับหลักการใช้พยานแวดล้อมในการพิสูจน์คดีอาญา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคลิป “พยานแวดล้อม กุญแจสำคัญในการไขคดีอาญา! เทคนิคนำสืบ–ถามค้าน” (https://youtu.be/JCqmq9k91ms?si=6NjgET61f1Bv5UzQ
)
ตัวอย่างการวินิจฉัยว่า “เจตนาฆ่า” หรือเพียง “เจตนาทำร้าย”
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในทางคดี คือ กรณีที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหาย แล้วเกิดปัญหาว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย หรือมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น
การวินิจฉัยปัญหานี้ไม่สามารถดูจากข้อเท็จจริงเพียงข้อใดข้อหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน เช่น
วัตถุหรืออาวุธที่ใช้
ต้องพิจารณาว่าอาวุธนั้นมีความร้ายแรงเพียงใด เช่น การใช้ปืน มีดดาบยาว หรือน้ำกรด ย่อมมีโอกาสทำให้เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายร้ายแรงมากกว่าการใช้กำปั้นหรือวัตถุขนาดเล็ก
อวัยวะที่กระทำต่อ
ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำมุ่งกระทำต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายหรือไม่ เช่น ศีรษะ ลำคอ หรือหน้าอก เมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำต่อแขนหรือขา อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาประกอบกับความแรง จำนวนครั้ง และลักษณะของอาวุธด้วย
ลักษณะและความรุนแรงของการกระทำ
ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำลงมือกี่ครั้ง ใช้กำลังรุนแรงเพียงใด กระทำซ้ำอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และยุติการกระทำด้วยตนเองหรือเพราะมีบุคคลอื่นเข้าห้าม
พฤติการณ์แวดล้อม
ต้องพิจารณาสถานที่ เวลา ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี มูลเหตุจูงใจ ตลอดจนมีการวางแผน เตรียมอาวุธ ดักรอ หรือติดตามผู้เสียหายมาก่อนหรือไม่
ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ
บาดแผลและความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นสามารถนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยเจตนาได้ แต่ไม่ใช่ข้อชี้ขาดเพียงประการเดียว เพราะแม้ผู้เสียหายจะไม่ถึงแก่ความตาย หากพฤติการณ์แสดงว่าผู้กระทำมุ่งหมายให้เสียชีวิต ก็อาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าได้
ดังนั้น การจะแยกว่าการกระทำใดเป็นเพียงการทำร้ายร่างกาย หรือเป็นการพยายามฆ่า จึงต้องพิจารณาจากอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ความรุนแรงของการกระทำ จำนวนครั้ง มูลเหตุจูงใจ และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน ตามหลัก “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับหลักที่ศาลใช้แยกระหว่างความผิดฐานทำร้ายร่างกายกับความผิดฐานพยายามฆ่า สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคลิป “ทำร้ายร่างกาย–พยายามฆ่า ศาลใช้หลักอะไรวินิจฉัย?” (https://youtu.be/iT9Rd8Am3iY?si=u89cCl2W2DfY0cfV
)
ตัวอย่างกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่ามีเจตนาฆ่า
การวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าหรือมีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่อาจพิจารณาเฉพาะว่าใช้อาวุธชนิดใดหรือกระทำกี่ครั้งเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความร้ายแรงของอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ความแรงของการกระทำ บาดแผลที่เกิดขึ้น รวมถึงโอกาสที่ผู้กระทำจะเลือกกระทำในลักษณะอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1314/2553
ก่อนที่จำเลยจะใช้มีดสปาต้าฟันผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยืนปัสสาวะโดยยืนหันหลังให้จำเลย ที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เสียหายหันกลับมาทางจำเลย คมมีดถูกด้านข้างศีรษะของผู้เสียหาย แสดงว่าขณะที่จำเลยกำลังฟันผู้เสียหายยังหันหลังอยู่ จำเลยมีโอกาสที่จะเลือกฟันอวัยวะส่วนใดของผู้เสียหายก็ได้เมื่อจำเลยเลือกฟันที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ทั้งอาวุธที่ใช้เป็นมีดสปาต้าขนาดยาวประมาณ 1 ศอก จัดว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ และบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกระดูก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเลือดออกมาก เส้นเลือดแดงขาด บาดแผลเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม เย็บแผลแล้วไม่มีเลือดออกเพิ่ม แสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2554
ผู้เสียหายถูกไม้เบสบอลตีจนหมดสติไปทันทีในที่เกิดเหตุและต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 2 เดือน โดยอาการไม่ดีขั้น ต้องให้อาหารเหลวทางจมูกและพูดจาไม่ได้ ขณะที่ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นระยะเวลาหลังเกิดเหตุ 1 ปีเศษ ผู้เสียหายต้องนั่งรถเข็นไม่สามารถยืนได้ พูดแต่ละคำด้วยความยากลำบาก แสดงให้เห็นชัดว่า จำเลยที่ 2 ใช้ไม้เบสบอลยาวประมาณ 1 เมตร ตีที่ศีรษะผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญอย่างแรง แม้ตีเพียงครั้งเดียวก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มุ่งหมายจะให้เสียผู้เสียถึงแก่ความตาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1832/2554
จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแทงผู้เสียหายที่สะบักจนทะลุเข้าช่องอกขวามีลมและเลือดออก การทำงานของปอดลดลง แพทย์มีความเห็นว่าหากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ แสดงว่าจำเลยแทงอย่างแรงในขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้เป็นการเลือกแทงในตำแหน่งที่มีอวัยวะสำคัญคือปอด เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า
กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะไม่ประสงค์ต่อผล
ในทางคดี แม้ผู้กระทำจะใช้อาวุธหรือทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถือว่ามีเจตนาฆ่าเสมอไป หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลอาจวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีเพียงเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2553
จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไป ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้เสียหายอีก ซึ่งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าใช้มีดฟันผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ชกต่อยกับผู้เสียหาย โดยไม่ได้เลือกว่าจะฟันผู้เสียหายบริเวณใด หากจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายมาก่อน จำเลยสามารถวิ่งไล่ตามไปใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายได้อีกโดยไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้จำเลยทำเช่นนั้น ประกอบกับพวกของจำเลยก็มีหลายคนสามารถวิ่งไล่ตามผู้เสียหายไปได้นอกจากนี้ขณะที่จำเลยใช้มีดฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายเพียงแต่ยกแขนขึ้นบังเท่านั้นไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณข้อศอกข้างขวายาวประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้มีดฟันอย่างรุนแรง อีกทั้งจำเลยและผู้เสียหายไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนถึงขนาดจะต้องเอาชีวิต พฤติการณ์การกระทำของจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2553
ขณะเกิดเหตุจำเลยเหน็บอาวุธปืนพกไว้ที่เอวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจำเลยตาม โจทก์ร่วมออกมาที่รถดึงประตูด้านคนขับเปิดนั้น จำเลยมีโอกาสดีที่จะชักอาวุธปืนที่เหน็บที่เอวออกมายิงใส่โจทก์ร่วมซึ่งจะสามารถฆ่าโจทก์ร่วมได้โดยง่ายแต่จำเลยไม่ได้ทำ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาแต่แรก จำเลยจึงไม่ได้ชักอาวุธปืนยิงเมื่อมีโอกาสดีดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1644/2554
โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายขณะผู้เสียหายกำลังจะแย่งมีดจากจำเลย และเมื่อได้ความว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงมากนักจึงเชื่อว่าจำเลยฟันผู้เสียหายไม่รุนแรง ประกอบกับไม่ได้ความว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสเท่านั้น
เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปแล้ว เป็นลักทรัพย์เสมอหรือไม่?

หลายคนอาจเข้าใจว่า เพียงแค่หยิบ นำ หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์ของผู้อื่นไปจากที่เดิม ก็ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว แต่ในทางกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นด้วย
ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้กระทำมีเจตนาลักทรัพย์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจาก มูลเหตุจูงใจ ลักษณะการกระทำ และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ตามหลัก “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” ว่าเหตุที่ผู้กระทำนำทรัพย์ไปนั้น ต้องการครอบครองหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์จริง หรือมีจุดประสงค์อย่างอื่น
หลักที่ใช้ต่อสู้คดีว่าขาดเจตนาลักทรัพย์
หากจะต่อสู้คดีว่าไม่มีเจตนาลักทรัพย์ ต้องทำให้ศาลเห็นถึงเหตุผลและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการนำทรัพย์ไป เช่น นำไปเพื่อป้องกันอันตราย นำไปซ่อนหรือทิ้งไว้ชั่วคราวเพื่อไม่ให้เจ้าของนำมาใช้ หรือไม่ได้มีพฤติการณ์ที่จะเก็บรักษา จำหน่าย ใช้ประโยชน์ หรือยึดถือทรัพย์นั้นเป็นของตน
พยานหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบการต่อสู้ อาจได้แก่ สถานที่พบทรัพย์ ระยะห่างจากจุดเกิดเหตุ ระยะเวลาที่ครอบครองทรัพย์ วิธีเก็บหรือทิ้งทรัพย์ ตลอดจนคำพูดและพฤติการณ์ของผู้กระทำก่อน ขณะ และภายหลังเกิดเหตุ
ดังนั้น การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปจึงไม่ได้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาให้ได้ว่า ผู้กระทำมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของและนำไปเป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่ หากขาดเจตนาดังกล่าว การกระทำก็อาจไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ได้
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางต่อสู้คดีลักทรัพย์โดยอ้างว่าผู้กระทำขาดเจตนา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคลิป “สู้คดีลักทรัพย์ ขาดเจตนา” (https://youtu.be/EMIq2rvvN1s?si=apYIipwEO2DUvHzR)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2509
จำเลยยอมให้ผู้เสียหายร่วมประเวณีมีสิ่งตอบแทน แต่ผู้เสียหายผิดข้อตกลงจำเลยไม่พอใจ จึงได้ทำร้ายผู้เสียหายแล้วเอาปืนผู้เสียหายไปทิ้งที่ปรักน้ำกลางทุ่งนาเพราะกลัวผู้เสียหายจะยิงเอาการเอาปืนไปทิ้งน้ำโดยไม่นำเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์ การเอาปืนของผู้เสียหายไปทิ้งจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนไฟฉายนั้นผู้เสียหายก็ให้จำเลยไปส่องทาง จำเลยเอาไปไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9393/2557
รถจักรยานของผู้เสียหายถูกทิ้งไว้ข้างถนนห่างจากถนนเพียง 5 เมตร ซึ่งสามารถพบเห็นได้โดยง่าย และเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงวันที่พบรถเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งถ้าหากจำเลยมีเจตนาที่จะลักเอารถจักรยานดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมต้องนำรถจักรยานดังกล่าวไปจากบริเวณสถานที่เกิดเหตุแล้ว มิใช่นำมาทิ้งไว้บริเวณข้างถนนเป็นเวลาถึง 9 วัน อีกทั้งจุดที่พบก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร จึงเชื่อว่าจำเลยกับพวกนำรถดังกล่าวมาทิ้งไว้ โดยมีเจตนาเพื่อที่จะไม่ให้ผู้เสียหายใช้รถจักรยานดังกล่าวในการหลบหนีหรือขี่กลับบ้าน จำเลยกับพวกไม่ได้ประสงค์จะเอารถจักรยานไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย ไม่ผิดลักทรัพย์
ผลทางกฎหมายของเจตนาประสงค์ต่อผล
เมื่อผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผล แม้ผลที่ต้องการจะยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของผู้กระทำจะเป็นอย่างไร ต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้กระทำได้ลงมือกระทำแล้วหรือไม่ และการกระทำนั้นมีโอกาสบรรลุผลมากน้อยเพียงใด
- แม้ผลไม่เกิดขึ้น ก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามตามมาตรา 80
การพิจารณาเจตนาประสงค์ต่อผลต้องดูว่า ผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นหรือไม่เป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ผลที่ผู้กระทำต้องการจะไม่เกิดขึ้น แต่หากได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว ก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 บัญญัติว่า
“ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”
ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำมีเจตนาฆ่าผู้อื่น จึงใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้เสียหาย แต่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้กระทำก็ยังอาจต้องรับผิดฐานพยายามฆ่า เพราะได้ลงมือกระทำโดยมุ่งหมายให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายแล้ว เพียงแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล
อีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้กระทำมีเจตนาทำให้รถยนต์ของผู้อื่นเสียหาย จึงลงมือใช้วัตถุทุบรถ แต่รถกลับไม่เกิดความเสียหายเลย หากการกระทำนั้นถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว ผู้กระทำก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ แม้ผลคือความเสียหายแก่ทรัพย์จะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม
ดังนั้น การที่ผลไม่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้เจตนาของผู้กระทำหายไป หากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดและได้ลงมือกระทำแล้ว ก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามตามมาตรา 80
- แม้โอกาสเกิดผลจะน้อย ก็ยังถือว่าประสงค์ต่อผล
ในกรณีที่ผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แม้ในทางความเป็นจริงโอกาสที่ผลนั้นจะเกิดขึ้นมีไม่มาก ก็ยังถือว่าผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผล เพราะหลักสำคัญอยู่ที่ความมุ่งหมายของผู้กระทำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด
ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำใช้อาวุธปืนสั้นยิงบุคคลซึ่งกำลังวิ่งอยู่ในระยะประมาณ 50 เมตร แม้โอกาสที่กระสุนจะถูกเป้าหมายอาจมีไม่มาก แต่เมื่อผู้กระทำยิงโดยมุ่งหมายให้กระสุนถูกบุคคลนั้น ก็ยังถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือกรณีที่ผู้กระทำขว้างก้อนหินใส่รถยนต์ซึ่งกำลังแล่นด้วยความเร็วสูง แม้โอกาสที่ก้อนหินจะถูกรถอาจมีน้อย แต่หากผู้กระทำขว้างโดยต้องการให้ก้อนหินถูกรถและทำให้รถเสียหาย ก็ยังถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผลเช่นเดียวกัน
หากการกระทำนั้นบรรลุผล ผู้กระทำก็ต้องรับผิดในความผิดสำเร็จตามผลที่เกิดขึ้น แต่หากผลไม่เกิด เช่น กระสุนหรือก้อนหินไม่ถูกเป้าหมาย ผู้กระทำก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามตามมาตรา 80
กล่าวโดยสรุป แม้โอกาสที่ผลจะเกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อย แต่ตราบใดที่ผลนั้นยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิด ก็ยังถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผล
- แม้ผลจะเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ยังอาจเป็นการพยายามตามมาตรา 81
บางกรณีผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ด้วยเหตุบางประการ การกระทำนั้นไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น ผู้กระทำใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าปืนไม่มีกระสุน หรือใช้อาวุธที่ไม่มีอานุภาพเพียงพอจะก่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ
แม้ในความเป็นจริงผลจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผลและได้ลงมือกระทำแล้ว การกระทำนั้นก็ยังอาจเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81
ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำต้องการฆ่าผู้อื่น จึงหยิบปืนมาเล็งและเหนี่ยวไกยิง แต่ปืนไม่มีกระสุน โดยผู้กระทำเข้าใจว่าปืนมีกระสุนอยู่ กรณีนี้แม้ผู้เสียหายจะไม่มีทางถูกกระสุนปืน แต่เจตนาของผู้กระทำยังคงเป็นเจตนาฆ่า เพราะผู้กระทำมุ่งหมายให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายและได้ลงมือกระทำไปตามเจตนานั้นแล้ว
ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างมาตรา 80 และมาตรา 81 จึงอยู่ที่ความเป็นไปได้ของผล กล่าวคือ หากผลมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่บังเอิญไม่เกิดขึ้น จะเป็นกรณีพยายามตามมาตรา 80 แต่หากโดยสภาพแล้วผลไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ อาจเป็นกรณีพยายามตามมาตรา 81
ตัวอย่างกรณีที่การกระทำไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา 81

กรณีตามมาตรา 81 ผู้กระทำยังคงมีเจตนาประสงค์ต่อผลและได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้ในการกระทำ หรือเนื่องจากวัตถุที่ผู้กระทำมุ่งหมายกระทำต่อ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2400/2529
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะห่าง1-2เมตรกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ราวนมซ้ายบาดแผลขนาด1X1เซนติเมตรรอบๆบาดแผลมีรอยถลอกเล็กๆหลายแผลรักษาหายภายใน14วันผลการเอกซเรย์ไม่พบโลหะในร่างกายของผู้เสียหายแพทย์ผู้ทำการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายสันนิษฐานว่ากระสุนปืนทำขึ้นเองความเร็วต่ำไม่อาจทำอันตรายถึงแก่ความตายได้ทั้งไม่ได้ความว่าถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่อาจทำให้ผู้เสียหายถึงตายได้ถือว่าการกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2536
จำเลยใช้อาวุธลูกซองสั้นยิงผู้เสียหาย 1 นัด ขณะจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร มีเพียงเขม่าดินปืนไปกระทบที่คางกับคอของผู้เสียหายบาดแผลมีเลือดซึมเล็กน้อย รักษา 7 วันหาย กระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงเป็นกระสุนที่ไม่มีเม็ดกระสุนบรรจุ ย่อมแสดงว่ากระสุนปืนดังกล่าวไม่อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้โดยแน่แท้การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,81 วรรคแรก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2557
จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วรื้อค้นลิ้นชักพลาสติกที่เชิงบันได โดยเมื่อค้นในลิ้นชักอันบนสุดพบกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก จำเลยก็ดึงออกมาจากลิ้นชักแล้วค้นหาสิ่งของในกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ดังกล่าว จากนั้นจำเลยเดินขึ้นบันไดไปบนระเบียงชั้นบนของบ้านและค้นหาสิ่งของที่กองเครื่องมือของใช้ที่วางอยู่บนระเบียงเป็นเวลานาน แล้วกลับลงไปรื้อค้นหาสิ่งของที่ลิ้นชักพลาสติกชั้นอื่นทุกลิ้นชัก เห็นได้ว่า จำเลยมีเจตนาค้นหาเงินและของมีค่าอื่นในจุดที่จำเลยคาดว่าผู้เสียหายหรือบุคคลในครอบครัวผู้เสียหายน่าจะเก็บหรือซุกซ่อนไว้ ฟังได้ว่ามีเจตนาค้นหาและประสงค์จะลักเงินของผู้เสียหายไปนั่นเอง ถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดและกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะไม่มีเงินที่จะลักอยู่ในกระเป๋าสะพายและจุดรื้อค้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามลักเงินของผู้เสียหาย แต่การกระทำไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ เป็นการพยายามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335
สรุปหลักเจตนาประสงค์ต่อผล
หลักสำคัญของเจตนาประสงค์ต่อผล คือ ต้องพิจารณาเจตนาภายในใจของผู้กระทำว่า ผู้กระทำมุ่งหมายหรือต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ หากผู้กระทำต้องการให้ผลเกิด ก็ถือว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผล แม้ในความเป็นจริงผลนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ตาม
หากผลยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่บังเอิญไม่เกิดขึ้น ผู้กระทำอาจต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80 เช่น ยิงปืนไปยังผู้เสียหายแล้วกระสุนไม่ถูก หรือขว้างก้อนหินใส่รถแต่ก้อนหินพลาดเป้า
แต่หากผลไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้ในการกระทำ เช่น ปืนไม่มีกระสุนหรือกระสุนไม่มีอานุภาพเพียงพอ หรือเนื่องจากวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ เช่น เข้าไปลักเงินแต่ในสถานที่นั้นไม่มีเงิน ก็อาจเป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 81
ดังนั้น ขอให้จำหลักไว้ว่า แม้โอกาสที่ผลจะเกิดขึ้นจะน้อยมาก แต่หากผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดและได้ลงมือกระทำแล้ว ก็ยังอาจต้องรับผิดฐานพยายามได้ เพราะหลักเจตนาประสงค์ต่อผลมุ่งพิจารณาว่า “ผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นหรือไม่” ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผลนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด
หลักนี้แตกต่างจากเจตนาประเภทที่สอง คือ “เจตนาย่อมเล็งเห็นผล” ซึ่งไม่ได้พิจารณาว่าผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรงหรือไม่ แต่พิจารณาว่า ผู้กระทำมองเห็นหรือคาดหมายผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนได้หรือไม่ ซึ่งผมจะอธิบายต่อไปครับ
เจตนาย่อมเล็งเห็นผล

“เจตนาย่อมเล็งเห็นผล” แตกต่างจากเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน เพราะในกรณีนี้ ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นโดยตรง ไม่มีมูลเหตุจูงใจหรือความมุ่งหมายที่จะให้เกิดผลร้าย และไม่ได้ลงมือกระทำโดยหวังว่าผลนั้นจะต้องเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้กระทำจะไม่ได้ต้องการให้ผลเกิดขึ้น แต่หากรู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำของตนอาจก่อให้เกิดผลร้ายขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีความเป็นไปได้สูงมาก และยังคงลงมือกระทำต่อไปโดยไม่แยแสหรือไม่คำนึงว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ กฎหมายก็ถือว่าผู้กระทำมีเจตนาและต้องรับผิดเสมือนเป็นผู้ที่ประสงค์ต่อผล
พูดง่าย ๆ คือ ผู้กระทำอาจไม่ได้อยากให้ผลร้ายเกิดขึ้น แต่เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าการกระทำของตนมีแนวโน้มอย่างมากที่จะทำให้เกิดผลนั้น และยังยอมเสี่ยงลงมือกระทำต่อไป ก็ไม่สามารถอ้างว่าไม่มีเจตนาเพื่อให้พ้นจากความรับผิดได้
เจตนาย่อมเล็งเห็นผลจึงเป็นกรณีที่กฎหมายพิจารณาจากความรู้และการยอมรับต่อผลของผู้กระทำ แม้ผู้กระทำจะไม่ได้มุ่งหมายให้ผลเกิดขึ้นโดยตรงก็ตาม
หลักในการปรับข้อกฎหมายเรื่องเจตนาย่อมเล็งเห็นผล
พิจารณาก่อนว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือไม่
อันดับแรก ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำมุ่งหมายหรือต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นโดยตรงหรือไม่ หากผู้กระทำไม่มีความต้องการให้ผลเกิดขึ้น ก็แสดงว่าไม่ใช่กรณีเจตนาประสงค์ต่อผล
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้กระทำไม่ประสงค์ต่อผล ไม่ได้หมายความว่าจะหลุดพ้นจากความรับผิดเรื่องเจตนาทันที เพราะยังต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผลหรือไม่
พิจารณาต่อว่าผู้กระทำเล็งเห็นผลหรือไม่
เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรง ขั้นตอนต่อไปต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำรู้อยู่หรือไม่ว่าการกระทำของตนจะทำให้ผลนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีความเป็นไปได้สูงมาก และแม้จะรู้เช่นนั้น ผู้กระทำก็ยังยอมลงมือกระทำต่อไป
เจตนาในลักษณะนี้เรียกในทางทฤษฎีว่า “เจตนาโดยอ้อม” เพราะผู้กระทำไม่ได้มุ่งหมายต่อผลโดยตรง แต่รับรู้และยอมรับผลที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตน
ตัวอย่างเช่น กรณีผู้กำกับโจ้ใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ต้องหา หากพิจารณาจากมูลเหตุจูงใจ ผู้กระทำอาจไม่ได้ต้องการฆ่าผู้ต้องหาให้เสียชีวิตโดยตรง แต่อาจต้องการซ้อมทรมานหรือบังคับให้ผู้ต้องหาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด
กรณีดังกล่าวจึงอาจไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยประสงค์ต่อผล เพราะเป้าหมายโดยตรงของผู้กระทำมิใช่การทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิต แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่า จากวิธีการที่ใช้ ระยะเวลาในการกระทำ สภาพร่างกายของผู้เสียหาย และพฤติการณ์อื่น ๆ ผู้กระทำสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่า การใช้ถุงคลุมศีรษะและกระทำต่อเนื่องในลักษณะดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตาย
หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้กระทำรู้อยู่แล้วว่าผลดังกล่าวมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น แต่ยังคงกระทำต่อไปโดยไม่แยแสต่อชีวิตของผู้เสียหาย ก็อาจถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยย่อมเล็งเห็นผลได้
ผลต้องมีความเป็นไปได้สูง ไม่ใช่เพียงอาจเกิดขึ้นได้ทั่วไป
หลักสำคัญของเจตนาย่อมเล็งเห็นผล คือ ผลจากการกระทำนั้นต้องมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีความเป็นไปได้สูงมาก จนผู้กระทำสามารถคาดหมายได้จากพฤติการณ์ในขณะนั้น
เพียงการรู้ว่าผลร้าย “อาจเกิดขึ้นได้” ในความหมายทั่วไป ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นเจตนาย่อมเล็งเห็นผล เพราะหากผลมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือห่างไกล การกระทำนั้นอาจเป็นเพียงความประมาท ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา
หลักนี้จึงแตกต่างจากเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน กล่าวคือ
- ในกรณีเจตนาประสงค์ต่อผล ผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรง ดังนั้น แม้โอกาสที่ผลจะเกิดขึ้นจะมีเพียงเล็กน้อย ผู้กระทำก็ยังมีเจตนา และหากได้ลงมือกระทำแล้วแต่ผลไม่เกิด ก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามกระทำความผิด
- แต่ในกรณีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรง การจะถือว่ามีเจตนาได้จึงต้องปรากฏว่า ผลนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้น และผู้กระทำรับรู้ถึงความเป็นไปได้นั้น แต่ยังคงลงมือกระทำโดยไม่แยแสต่อผล
ตัวอย่างกรณีที่ผลมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยหรือยังไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้น
หลักสำคัญของเจตนาย่อมเล็งเห็นผล คือ ผลจากการกระทำนั้นจะต้องเป็นผลที่ผู้กระทำสามารถเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามวิสัยและพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่เพียงคาดหมายได้ว่า ผลนั้นอาจเกิดขึ้นหรืออาจไม่เกิดขึ้นก็ได้
ดังนั้น หากผลร้ายที่เกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น หรือมีความไม่แน่นอนสูง ศาลอาจวินิจฉัยว่าผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล แม้ท้ายที่สุดผลร้ายนั้นจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9805/2554
การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ขณะที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่แขวนอยู่ที่กระจกรถจักรยานยนต์อย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มลงและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสองไม่อาจเล็งเห็นผลได้แน่นอนว่าการกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 จะทำให้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับล้มลงเพราะรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอาจจะล้มหรือไม่ล้มก็ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเท่านั้น แม้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจะล้มลงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นผลมาจากแรงกระชากกระเป๋าสะพายของจำเลยที่ 1 ก็หาใช่จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลอันถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของกฎหมายแต่ประการใดไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16867/2557
ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทั้งสอง และผู้เสียหายทั้งสี่ข้ามเรือโดยสารจากคลองสานไปท่าเรือสี่พระยา ขณะเรือเทียบท่าเรือสี่พระยา กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 10 คน มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 รวมอยู่ด้วยลงมาที่เรือ มีผู้ชกต่อยเตะถีบโดยมีคนพูดว่าวันนี้เปิดเทอมวันแรก กลุ่มผู้เสียหายข้ามฝั่งมาทำไม ให้ว่ายน้ำกลับไป มีลักษณะข่มขู่ให้โดดลงแม่น้ำ เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ตายทั้งสองจมน้ำหายไป ผู้เสียหายทั้งสี่มีผู้ช่วยขึ้นจากน้ำได้ ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่มีสาเหตุโกรธเคืองกันรุนแรงถึงขนาดจะต้องฆ่ากันให้ตายและเมื่อผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ลงไปอยู่ในแม่น้ำแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กับพวก ก็พากันออกมากจากเรือข้ามฟากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้ขัดขวางหรือห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตาย ก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ ผู้เสียหายทั้งสี่ยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่าขณะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก ขณะที่กระทำการดังกล่าวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าอาจทำให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา กล่าวคือเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6474/2545
ภาพถ่ายสภาพแม่น้ำที่จำเลยฉุดผู้เสียหายลงไปในแม่น้ำแล้วใช้มือกดศีรษะผู้เสียหายลงไปในน้ำ จนกระทั่งผู้เสียหายหลุดมือ กระแสน้ำพัดพาผู้เสียหายไปนั้นสภาพเป็นแม่น้ำไม่กว้างและพื้นเป็นทางค่อย ๆ ลาดลงไป ไม่ลึกชัน บริเวณที่เกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าเป็นจุดใด ห่างจากฝั่งกี่เมตร แม้พนักงานสอบสวนจะบันทึกว่า ขณะเกิดเหตุน้ำในแม่น้ำมีมากลึกท่วมศีรษะของผู้เสียหาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นส่วนไหนที่ลึกท่วมศีรษะอาจเป็นบริเวณช่วงกลางแม่น้ำก็ได้ ทั้งภาพถ่ายที่อ้างถึงก็ไม่ปรากฏว่าถ่ายหลังเกิดเหตุนานประมาณเท่าใด แต่ตามภาพถ่ายเห็นได้ว่าเป็นลำน้ำที่ตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่ประกอบกับขณะเกิดเหตุหากจำเลยยืนกดศีรษะของผู้เสียหายได้แสดงว่าระดับน้ำน่าจะมีความสูงไม่ถึงศีรษะจำเลยและผู้เสียหาย ดังนั้นจากสภาพที่เกิดเหตุขณะนั้น จำเลยไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำของจำเลยอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่น
ตัวอย่างกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าเล็งเห็นผล
กรณีที่จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผลนั้น แม้ผู้กระทำจะไม่ได้มุ่งหมายให้ผลร้ายเกิดขึ้นโดยตรง แต่จากลักษณะและวิธีการกระทำ ผู้กระทำต้องสามารถคาดหมายได้ว่า ผลร้ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีความเป็นไปได้สูงมาก และยังคงลงมือกระทำต่อไปโดยไม่ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้น
การพิจารณาจึงต้องดูจากอาวุธหรือวิธีการที่ใช้ ตำแหน่งของผู้เสียหาย สภาพแวดล้อม ระยะห่าง ระยะเวลาที่กระทำ ตลอดจนโอกาสที่ผลร้ายจะเกิดขึ้นตามปกติจากการกระทำนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2560
จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4563/2543
จำเลยถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงอาคารซึ่งสูงเพียงระดับสะโพก โดยผู้ตายมิได้ยินยอม จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้ข่มขืนกระทำชำเราแล้วอาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคารจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16412/2555
วันเวลาเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงคนรักนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับล้มลงทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ตกจากรถจักรยานยนต์ได้รับอันตรายสาหัสนอนหมดสติในพงหญ้าข้างทาง แล้วจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือ ทิ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 นอนหมดสติในที่เกิดเหตุ เป็นเวลานานถึง 8 วัน และไม่แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาทราบ จนมีผู้ไปพบผู้เสียหายที่ 2 จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การงดเว้นไม่ให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 59 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9693/2554
เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ผู้เสียหายกับพวกเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสาม โดยใช้รถยนต์ 2 คัน คันหนึ่งขับไปขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ และรถยนต์อีกคันหนึ่งที่มีผู้เสียหายนั่งมาด้วยขับไปขวางทางด้านหลัง ผู้เสียหายลงจากรถยนต์มายืนด้านหลังรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พร้อมพูดแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมด้วยเสียงดัง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังพุ่งตรงไปทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายกระโดดหลบ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับชนทางด้านหน้าของรถยนต์ พันตำรวจโท ฉ. ที่ขวางอยู่ด้านหลังได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถอยหลังดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอาจชนผู้เสียหายซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังในระยะห่างเพียง 5 เมตร ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 289 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2535
การที่จำเลยที่ 2 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปทางกลุ่มผู้เสียหายซึ่งมีประมาณ 10 คน โดยไม่ใยดีว่ากระสุนปืนจะถูกใครหรือไม่ แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็อาจถูกผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ทั้งกระสุนปืนดังกล่าวถูกแขนขวาของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง
วิธีวินิจฉัยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล
การวินิจฉัยว่าผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า บุคคลที่อยู่ในภาวะเช่นเดียวกับผู้กระทำ จะสามารถคาดหมายได้หรือไม่ว่า หากลงมือกระทำเช่นนั้นแล้ว ผลร้ายจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น
หลักนี้ไม่ใช่การใช้มาตรฐานของ “วิญญูชน” เหมือนการวินิจฉัยเรื่องความประมาท แต่ต้องคำนึงถึงสภาพของผู้กระทำแต่ละคน เพราะบุคคลย่อมมีอายุ ความรู้ ประสบการณ์ และความเจนจัดในชีวิตแตกต่างกัน
ดังนั้น หากผู้กระทำเป็นเด็ก ก็ต้องพิจารณาตามความรู้และวุฒิภาวะของเด็ก หากเป็นแพทย์ ก็ต้องพิจารณาจากความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ และหากเป็นตำรวจก็ต้องคำนึงถึงความรู้และประสบการณ์ในการใช้อาวุธหรือควบคุมตัวบุคคลด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2563
จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน นอกจากอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ที่ใช้ยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ทางราชการมอบให้ไว้ใช้ตรวจรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านแล้ว จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (NTS) แบบสไลด์ แอ็คชั่น (SLIDE ACTION) บรรจุ 4 นัด ขนาด 12 ที่ใช้ยิงขึ้นฟ้าในวันเกิดเหตุอีก 1 กระบอก จำเลยย่อมมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนและทราบดีอยู่แล้วว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย แต่จำเลยยังใช้อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 ของกลางที่มีกระสุนบรรจุอยู่ในการข่มขู่ผู้ตาย ในขณะผู้ตายนั่งอยู่บนแคร่ จำเลยเดินถืออาวุธปืนเข้าไปหาผู้ตายเพื่อข่มขู่ โดยปากกระบอกปืนชี้ไปหาผู้ตายในระยะใกล้จนผู้ตายสามารถจับปากกระบอกปืนได้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนของกลางอาจลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จำเลยยังคงกระทำการดังกล่าว เมื่อเกิดการดึงปืนกันจนปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย หาใช่เป็นการกระทำโดยประมาทไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15335 – 15336/2555
จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานของห้าง ช. มีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างทุกวัน แต่กลับมอบหมายให้ อ. และ ส. ซึ่งไม่ใช่วิศวกรเป็นผู้ควบคุมงานแทน โดยตนเองไปควบคุมงานเพียงเดือนละ 1 ครั้ง ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีเวลาพอในการอ่านทำความเข้าใจแบบแปลนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบไว้โดยไม่สมบูรณ์จึงไม่มีการปรึกษาหารือกันในส่วนของรางน้ำ คานและหัวเสาที่ยังขาดรายละเอียด ซึ่งในฐานะวิศวกรเชื่อว่าจำเลยที่ 2 สามารถรู้ได้ว่ายังขาดรายละเอียดอย่างไรเพื่อจัดการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ปลอดภัยเมื่อก่อสร้าง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลของการไม่ควบคุมงานทุกวันได้ว่า ย่อมเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นได้ และก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 227 แล้ว
ลำดับการพิจารณาเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาย่อมเล็งเห็นผล

การวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่ ต้องพิจารณา เจตนาประสงค์ต่อผลก่อนเสมอ โดยดูว่าผู้กระทำมุ่งหมายหรือต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นหรือไม่ หากปรากฏว่าผู้กระทำไม่ได้ประสงค์ให้ผลเกิดขึ้น จึงค่อยพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำของตนหรือไม่
อาจารย์หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายลำดับการพิจารณาไว้ว่า
“กรณีเจตนาโดยประสงค์ต่อผลเป็นกรณีปกติ เพราะบุคคลจะทำอะไรโดยปกติย่อมประสงค์ต่อผลอันใดอันหนึ่ง การที่บุคคลจะกระทำโดยไม่ประสงค์ต่อผลเป็นข้อยกเว้นเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อมีข้อเท็จจริงให้เราต้องพิจารณาว่าผู้กระทำได้กระทำโดยเจตนาหรือไม่ เราก็ต้องตั้งต้นจากเจตนาโดยประสงค์ต่อผล ซึ่งเป็นกรณีปกติเสียก่อน ต่อเมื่อปรากฏว่าผู้กระทำไม่มีเจตนาโดยประสงค์ต่อผลแล้ว เราจึงจะพิจารณาว่าผู้กระทำได้กระทำโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผลหรือไม่”
ดังนั้น ลำดับการพิจารณาจึงสรุปได้ว่า ต้องถามก่อนว่า ผู้กระทำต้องการให้ผลเกิดขึ้นหรือไม่ หากต้องการ ย่อมเป็นเจตนาประสงค์ต่อผล แต่หากไม่ได้ต้องการให้ผลเกิดขึ้น ก็ต้องพิจารณาต่อว่า ผู้กระทำรู้อยู่หรือไม่ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น และยังคงลงมือกระทำโดยไม่ใยดีต่อผล หากเป็นเช่นนั้น ก็อาจถือว่ามีเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2535
จำเลยทั้งสามกับพวกผู้เสียหายทะเลาะกันในร้านอาหาร ต่างลุกขึ้นทำท่าจะทำร้ายกัน แล้วจำเลยที่ 2 ชักปืนออกจากเอวยิงไปทางโต๊ะของผู้เสียหายเพียง 1 นัด โดยมิได้ยิงซ้ำทั้งที่มีกระสุนบรรจุอยู่อีก 5 นัด และพอผู้เสียหายกับพวกพากันวิ่งหนีขึ้นชั้นลอย จำเลยที่ 2ก็มิได้ไล่ตามไป ยิงนัดแรกแล้วก็ตามพวกออกจากร้านทันที สาเหตุที่ทะเลาะกันก็ไม่ร้ายแรงถึงกับต้องฆ่ากัน จำเลยที่ 2 น่าจะกระทำเพื่อต้องการข่มอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นโดยไม่ประสงค์ต่อผลที่จะฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่การที่จำเลยที่ 2 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปทางกลุ่มผู้เสียหายซึ่งมีประมาณ 10 คน โดยไม่ใยดีว่ากระสุนปืนจะถูกผู้ใดหรือไม่ แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็อาจถูกผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ดังจะเห็นได้จากการยิงในครั้งนี้ทำให้กระสุนปืนถูกแขนขวาของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสอง
หลักเปรียบเทียบเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาย่อมเล็งเห็นผล

- หลักที่ใช้ในการพิจารณา
กรณี เจตนาประสงค์ต่อผล ต้องใช้หลัก “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” โดยวิเคราะห์จากมูลเหตุจูงใจ ลักษณะการกระทำ และพยานแวดล้อมทั้งหมดว่า ผู้กระทำมุ่งหมายหรือต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นหรือไม่
ส่วน เจตนาย่อมเล็งเห็นผล จะพิจารณาเมื่อปรากฏก่อนว่า ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้ผลนั้นเกิดขึ้นโดยตรง จากนั้นจึงพิจารณาต่อไปว่า บุคคลซึ่งอยู่ในภาวะและวิสัยเช่นเดียวกับผู้กระทำจะสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่า การกระทำนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะก่อให้เกิดผลร้ายดังกล่าว
- โอกาสที่ผลจะเกิดขึ้น
ในกรณีเจตนาประสงค์ต่อผล แม้โอกาสที่ผลจะเกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อย หรือผลไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ หากผู้กระทำมุ่งหมายให้ผลเกิดและได้ลงมือกระทำแล้ว ก็อาจต้องรับผิดฐานพยายามตามมาตรา 80 หรือมาตรา 81 แล้วแต่กรณี
แต่ในกรณีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล หากผลร้ายมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือยังอาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้กระทำเล็งเห็นผล ผู้กระทำจึงอาจไม่ต้องรับผิดในฐานความผิดที่ต้องอาศัยเจตนาต่อผลนั้น แต่อาจยังต้องพิจารณาความรับผิดฐานประมาทหรือความผิดฐานอื่นต่อไป
การนำหลักเรื่องเจตนาไปใช้ในการต่อสู้คดี
- ต้องต่อสู้ให้ครบทั้งสองชั้น
หากจะต่อสู้ว่าผู้กระทำไม่มีเจตนา ต้องต่อสู้ทั้งว่า ไม่ประสงค์ต่อผล และ ไม่ย่อมเล็งเห็นผล เพราะแม้พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ต้องการให้ผลเกิดขึ้นโดยตรง ก็ยังอาจถูกวินิจฉัยว่ามีเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผลได้
- การต่อสู้ว่าไม่ประสงค์ต่อผล
ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของคดี มูลเหตุจูงใจ และพฤติการณ์ก่อน ขณะ และหลังเกิดเหตุว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้กระทำคืออะไร และผู้กระทำต้องการให้ผลตามที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นจริงหรือไม่
พยานแวดล้อมจึงมีความสำคัญอย่างมาก เช่น อาวุธที่ใช้ วิธีการกระทำ ตำแหน่งที่กระทำ จำนวนครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี รวมถึงพฤติการณ์หลังเกิดเหตุ ตามหลัก “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”
- การต่อสู้ว่าไม่ย่อมเล็งเห็นผล
ต้องนำสืบตัดความเป็นไปได้ของผล โดยแสดงให้เห็นว่า จากสภาพและพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุ ผลร้ายดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย หรืออาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ จึงไม่ใช่ผลที่ผู้กระทำสามารถเล็งเห็นได้อย่างแน่นอนหรือมีความเป็นไปได้สูงมาก
ดังนั้น ระดับความน่าจะเป็นและความแน่นอนที่ผลจะเกิดขึ้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ประเด็นนี้
- ต้องนำสืบสภาพของผู้กระทำ
อายุ อาชีพ ความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญ สภาพร่างกาย รวมถึงสถานการณ์แวดล้อมในขณะเกิดเหตุ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ เพราะการวินิจฉัยต้องพิจารณาจากบุคคลซึ่งอยู่ในภาวะและวิสัยเช่นเดียวกับผู้กระทำ
ตัวอย่างเช่น เด็ก แพทย์ ตำรวจ หรือผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาจมีความสามารถในการรับรู้และคาดหมายผลจากการกระทำแตกต่างกัน
- การสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต้องละเอียด
การถามค้าน การนำสืบ และการแสวงหาพยานหลักฐานต้องมุ่งสนับสนุนข้อเท็จจริงว่า ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้ผลเกิดขึ้น และไม่อาจคาดหมายได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือมีโอกาสสูง
ดังนั้น การสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นคดี รวมถึงการรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ พยานบุคคล เอกสารทางการแพทย์ และพยานแวดล้อมอื่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแนวทางต่อสู้คดีเรื่องเจตนา
สรุป
การวินิจฉัยเจตนาในคดีอาญาต้องพิจารณาเป็นลำดับว่า ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือไม่ และหากไม่ประสงค์ต่อผล ก็ต้องพิจารณาต่อว่าย่อมเล็งเห็นผลหรือไม่ การต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริง มูลเหตุจูงใจพฤติการณ์แวดล้อม และโอกาสที่ผลจะเกิดขึ้นมาประกอบกันอย่างละเอียด เพราะท้ายที่สุดแล้ว “กรรม” ที่ปรากฏออกมานั่นเอง จะเป็นเครื่องชี้ให้ศาลเห็นเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทำ
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี



