คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

สู้คดีอาญา ว่าเป็นการแกล้งฟ้องโดยไม่สุจริต (ป.วิ.อ. มาตรา 161/1)

Table of contents in the article

บทนำ

หลายคนอาจคิดว่า หากจำเลยกระทำผิดจริง สุดท้ายก็ต้องแพ้คดีอาญาเสมอ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครใช้ “คดีอาญา” เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง กดดัน หรือเอาเปรียบกันได้

ปัจจุบัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลยกฟ้องได้ หากเห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต แม้บางกรณีข้อเท็จจริงอาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์กระทำผิดก็ตาม

หลักกฎหมายข้อนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในคดีที่คู่กรณีมีข้อพิพาทกันมาก่อน หรือมีการนำคดีอาญามาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสร้างแรงกดดันต่ออีกฝ่าย

ในบทความนี้ ผมจะพาไปทำความเข้าใจว่า การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตคืออะไร ศาลใช้หลักอะไรในการพิจารณา และในทางปฏิบัติสามารถนำข้อต่อสู้นี้มาใช้ได้ในกรณีใดบ้าง แบบเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริงครับ

การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต คืออะไร 

         

การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หมายถึง การฟ้องคดีที่โจทก์มีความมุ่งหมายอันไม่เหมาะสม โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวของการดำเนินคดีอาญา

ส่วนความมุ่งหมายรองที่สืบเนื่องจากการที่จำเลยได้รับโทษ เช่น ความสะใจที่ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษ หรือการเยียวยาความเสียหายตามหลักการแก้แค้นทดแทน รวมถึงวัตถุประสงค์ของการลงโทษข้ออื่น ได้แก่ เพื่อข่มขู่ไม่ให้จำเลยกระทำผิดอีก เพื่อตัดโอกาสการกระทำผิดของจำเลย หรือเพื่อให้จำเลยได้รับการแก้ไขฟื้นฟู ไม่ใช่การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

ทั้งนี้ ในกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและในขณะเดียวกันจำเลยไม่ได้กระทำผิดด้วย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องในเนื้อหาแห่งคดี เพื่อให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้ไม่สามารถนำคดีเรื่องเดิมกลับมาฟ้องจำเลยได้อีก

อนึ่ง หลักการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนี้ ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีด้วยตนเองเท่านั้น ส่วนคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จะไม่นำหลักการดังกล่าวมาใช้

ข้อกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1

ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก

การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงการที่โจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรด้วย

จะเห็นได้ว่า มาตรา 161/1 ได้กำหนดลักษณะที่จะถือว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ 4 ลักษณะ ดังนี้

  • โจทก์ฟ้องคดี โดยไม่สุจริต เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย
  • โจทก์ฟ้องคดี โดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย
  • โจทก์ฟ้องคดี โดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ
  • โจทก์ฟ้องคดี โดยโจทก์จงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

ความแตกต่างระหว่าง “จำเลยไม่ได้กระทำความผิด” กับ “โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต” 

ในกรณีการฟ้องโดยคดีไม่มีมูล หรือไม่เป็นความผิดนั้น ศาลกย่อมยกฟ้องได้อยู่แล้ว โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 หรือมาตรา 185

ตามมาตรา167 กำหนดว่า ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง

ตามมาตรา 185 กำหนดว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้

อย่างไรก็ดี มาตรา 161/1 มีวัตถุประสงค์แตกต่างออกไป กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ แต่มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์มิให้เป็นไปโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง กลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือมุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดจริง หรือยังไม่อาจยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลก็อาจยกฟ้องได้ หากเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามหลักเกณฑ์แห่งมาตรา 161/1

          ด้วยเหตุนี้ ขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 161/1 จึงมีลักษณะกว้าง กล่าวคือ สามารถใช้ได้ทั้งในกรณีที่จำเลยกระทำความผิดจริง และกรณีที่ยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ หากศาลเห็นว่าการฟ้องคดีของโจทก์มีลักษณะเป็นการฟ้องที่ไม่สุจริต ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้ได้ความก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการ ปิติ โพธิวิจิตร มีความเห็นว่า ในกรณีที่ศาลตรวจพบความไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือชั้นพิจารณา และในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงในคดีก็ปรากฏชัดว่าคดีไม่มีมูลหรือมีเหตุให้ต้องยกฟ้องในเนื้อหาแห่งคดีด้วย ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 185 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี มิใช่ยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

เหตุผลที่สำคัญ คือ เนื่องจากการยกฟ้องตามมาตรา 167 หรือมาตรา 185 เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยตรง อันมีผลให้เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39 (4) ส่งผลให้พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นไม่อาจนำข้อเท็จจริงเดียวกันมาฟ้องจำเลยอีกได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเด็ดขาดแห่งคดีและความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมายมากกว่าการยกฟ้องด้วยเหตุแห่งการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตตามมาตรา 161/1

ตัวอย่างการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต 

การร้องทุกข์หรือฟ้องคดีในเขตอำนาจศาลที่ไกลจากภูมิลำเนาของจำเลย

เป็นการเลือกฟ้องในสถานที่ที่ไกลเพื่อให้จำเลยเกิดความยากลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการเดินทางไปต่อสู้คดี มักพบบ่อยในความผิดเกี่ยวพันกันหลายท้องที่ เช่น คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือ คดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี

เป็นการฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี

การฟ้องคดีโดยโจทก์เองจงใจฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาอื่นที่ถึงที่สุดแล้วโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร  

กล่าวคือ เป็นผู้ต้องหาหนีคดีที่ถึงที่สุดแล้ว แต่กลับมาฟ้องคนอื่น โดนมอบอำนาจให้คนอื่นมาฟ้อง กรณีนี้เพื่อไม่ให้บุคคลที่ไม่เคารพคำพิพากษาของศาลมาใช้สิทธิทางศาล

การฟ้องคดีเชิงกลยุทธ์ หรือ SLAPPs

การฟ้องคดีลักษณะนี้เป็นการนำคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือข่มขู่บุคคล มิใช่เพื่อมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกกล่าวหารับโทษตามกฎหมายอย่างแท้จริง แต่เพื่อให้ยุติการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะ ทั้งที่การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอาจเป็นการติชมโดยสุจริตและอยู่ในขอบเขตของเหตุยกเว้นความผิดตามกฎหมายอาญา การดำเนินคดีในลักษณะนี้ก่อให้เกิดภาระและความเดือดร้อนแก่ผู้ถูกฟ้อง จนอาจทำให้ต้องยอมยุติการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น บุคคลที่มักใช้การฟ้องคดีในลักษณะดังกล่าว ได้แก่ ผู้ประกอบการ กลุ่มนายทุน หรือเจ้าพนักงานของรัฐที่ถูกตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ

การฟ้องคดีอย่างสมยอมเพื่อตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายคนอื่น

การฟ้องคดีในลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายมิได้มีเจตนามุ่งนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมายอย่างแท้จริง แต่ดำเนินคดีโดยสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยเพื่อให้เกิดผลเป็นการตัดอำนาจของพนักงานอัยการในการดำเนินคดีอาญา อันเป็นการอาศัยช่องว่างของกฎหมายและใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือโดยไม่สุจริต

พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ผู้กระทำความผิดได้ชดใช้หรือเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว หรือผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ร่วมกัน จนผู้เสียหายไม่ประสงค์ให้มีการดำเนินคดีอย่างแท้จริง แม้การกระทำนั้นจะเป็นความผิดอาญาก็ตาม

ช่องทางที่ศาลจะทราบถึงการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

ซึ่งศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงดังนี้

  • ความปรากฏแก่ศาลเอง เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนอยู่แล้ว
  • ข้อเท็จจริงจากการดำเนินกระบวนพิจารณา เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา การนำสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย
  • ข้อเท็จจริงที่ได้จากการยื่นคำแถลงของฝ่ายจำเลยตามมาตรา 165/2 ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (คำแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล ตาม ปวิอ. ม.165/2 – เทคนิคทางปฏิบัติ: https://www.youtube.com/watch?v=rMOScz4825k )
  • ความปรากฏโดยมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมา กล่าวคือ จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ที่ศาลจะต้องเรียกพยานหลักฐานมาไต่สวนให้ได้ความ เพื่อที่จะให้ได้ความโดยชัดแจ้ง ศาลมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาพิจารณาเพิ่มเติมว่ามีข้อเท็จจริงในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ แล้วจึงจะมีคำวินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี

ขอบเขตอำนาจของศาลในการใช้มาตรา 161/1 

บทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดนิยามหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต รวมถึงไม่ได้กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลในการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้อย่างแน่นอน ความไม่ชัดเจนของบทบัญญัติดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการตีความและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างกว้างขวาง แม้ว่าศาลควรมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่การขาดกรอบแนวทางในการตีความอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการฟ้องคดีของประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายรับรองไว้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพในการใช้ดุลพินิจและการวินิจฉัยคดีของศาลได้

อย่างไรก็ดี มีความเห็นในทางวิชาการว่าบทบัญญัติมาตรา 161/1 สามารถนำมาใช้ได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนพิจารณา ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณาพิพากษา ตลอดจนชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลสูงอาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ผลเมื่อศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ตามมาตรา 161/1

การพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 161/1 เนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต แตกต่างจากการยกฟ้องในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง หรือกรณีที่จำเลยมิได้กระทำความผิดตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง รวมถึงกรณีที่คำฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากกรณีหลังเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยตรง

เมื่อศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในเนื้อหาแห่งคดีและคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา 39 (4) ส่งผลให้พนักงานอัยการหรือผู้เสียหายรายอื่นไม่อาจนำข้อเท็จจริงเดียวกันมาฟ้องจำเลยได้อีก

ในทางกลับกัน การยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นการมุ่งพิจารณาไปที่ตัวโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ว่ามีเหตุให้ศาลไม่ควรพิจารณาพิพากษาคดี ทำนองเดียวกับการพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือโจทก์ไม่มาศาลในวันนัด กล่าวอีกนัยหนึ่ง การยกฟ้องเพราะเหตุเหล่านี้ เป็นผลมาจากความผิดหรือพฤติการณ์ของโจทก์คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้น กฎหมายจึงบัญญัติห้ามเฉพาะโจทก์คนเดิมฟ้องคดีอีก แต่ผู้เสียหายคนอื่นหรือพนักงานอัยการยังคงสามารถนำคดีมาฟ้องได้ตามกฎหมาย

สรุปผลทางกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่

  1. ตัวโจทก์เอาคดีมาฟ้องอีกไม่ได้
  2. โจทย์ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ฎีกาได้ ภายใต้ข้อจำกัดตามปกติ
  3. อัยการยังฟ้องคดีได้อยู่

ตัวอย่างการบังคับใช้มาตรา 161/1 ในทางปฏิบัติของศาลไทย

  • เป็นคดีความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการฟ้องคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต เนื่องจากคู่ความมีข้อพิพาทและดำเนินคดีระหว่างกันมาแล้วหลายคดี มีลักษณะเป็นการฟ้องตอบโต้และกลั่นแกล้งกันไปมา ศาลจึงเห็นว่าการใช้สิทธิฟ้องคดีในกรณีดังกล่าวไม่ได้มุ่งประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกดดันหรือเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง จึงพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 161/1
  • เป็นคดีที่มีจุดเริ่มต้นจากข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยคู่กรณีได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว และจำเลยตกลงจะชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมดังกล่าว แต่ภายหลังจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้เสียหายจึงนำข้อพิพาทดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกง ศาลแขวงพระนครใต้เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่งและเป็นการนำกระบวนการอาญามาใช้เป็นเครื่องมือบังคับหนี้ทางแพ่ง จึงถือเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 161/1
  • เป็นกรณีที่โจทก์นำข้อเท็จจริงซึ่งศาลเคยมีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหาหนึ่งแล้ว กลับมาบรรยายฟ้องใหม่โดยเปลี่ยนฐานความผิดเพื่อดำเนินคดีต่อจำเลยอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีปัญหาในการตีความว่าควรจะเป็นการยกฟ้องเพราะคดีไม่มีมูลตามมาตรา 167 วรรค 1 หรือเพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา 185 วรรค 1 มากกว่าจะเป็นเพราะเหตุไม่สุจริต เพราะผลทางกฎหมายต่างกันถ้ายกฟ้อง ตามมาตรา 167 กับ 185 อัยการเอาคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ แต่ถ้าการยกฟ้องตามมาตรา 161/1 โดยหลักแล้วยังอาจมีการนำคดีมาฟ้องใหม่ได้

นอกจากนี้ เนื่องจากมาตรา 161/1 เป็นบทบัญญัติที่เพิ่งได้รับการบัญญัติขึ้นและยังไม่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจน การที่ศาลวินิจฉัยรวมว่าเป็นทั้งกรณีจำเลยไม่ได้กระทำผิดและโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตด้วย จึงอาจทำให้เกิดข้อโต้เถียงกันได้ว่าเป็นการยกฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตราใดแน่ และจะเกิดปัญหาตามมาว่าพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายคนอื่นสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ได้อีกหรือไม่

สรุป 

หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากเห็นว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต เช่น เพื่อกลั่นแกล้ง กดดัน หรือเอาเปรียบจำเลย มากกว่ามุ่งนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

มาตราดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือในข้อพิพาทส่วนตัว โดยศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ การยกฟ้องตามมาตรา 161/1 แตกต่างจากการยกฟ้องเพราะคดีไม่มีมูลหรือจำเลยไม่ได้กระทำผิด เนื่องจากยังอาจเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการหรือผู้เสียหายรายอื่นนำคดีมาฟ้องได้อีก

ตัวอย่างที่ศาลเคยใช้มาตรา 161/1 ได้แก่ การฟ้องตอบโต้กันหลายคดี การนำคดีอาญาไปใช้บังคับหนี้ทางแพ่ง และการนำข้อเท็จจริงที่เคยถูกยกฟ้องแล้วมาฟ้องใหม่โดยเปลี่ยนฐานความผิด ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงทางกฎหมายในปัจจุบัน

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น