คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

แพ่ง vs อาญา: นำสืบต่างกันยังไง? 5 จุดตายชี้ขาดคดี!

Table of contents in the article

          ทุกคนรู้ไหมครับว่า “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ” ในการนำสืบพยานหลักฐาน ระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญา จริง ๆ แล้วอาจเป็นจุดที่ทำให้ “แพ้หรือชนะคดี” ได้เลย เพราะแม้ทั้งสองคดีจะใช้พยานหลักฐานเหมือนกัน แต่หลักการ วิธีคิด ภาระการพิสูจน์ รวมถึงกลยุทธ์ในการต่อสู้คดี กลับแตกต่างกันอยู่หลายเรื่องมาก

          คนที่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถวางแนวทางการสู้คดี วางรูปการนำสืบ และเลือกใช้พยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่บางครั้ง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการนำสืบ ก็อาจทำให้เสียเปรียบคดีไปทั้งเรื่องได้เช่นกัน

          ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า การนำสืบพยานหลักฐานในคดีแพ่งและคดีอาญา แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละแบบมีเทคนิคหรือข้อควรระวังอะไรที่สามารถเอาไปปรับใช้ในการทำคดีจริงได้บ้างครับ

หัวใจสำคัญของการแพ้ชนะคดี          คดีแพ่งกับคดีอาญา แม้จะเป็นการสืบพยานเหมือนกัน แต่ “หัวใจสำคัญ” ในการวางแผนสู้คดีก่อนขึ้นสืบ แตกต่างกันมาก เพราะแต่ละคดีมีวิธีคิดเรื่องการพิสูจน์ไม่เหมือนกัน

          สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้นก็คือ

  1. คดีแพ้ชนะกันตรงไหน
  2. ใครเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐาน
  3. ต้องนำสืบมากน้อยแค่ไหน ศาลจึงจะเชื่อและตัดสินให้ชนะคดี

          ถ้าเข้าใจ 3 เรื่องนี้ผิดตั้งแต่แรก ต่อให้มีพยานเยอะหรือเอกสารมาก ก็อาจนำสืบผิดจุด เสียเปรียบ หรือแพ้คดีได้เลย แต่ถ้าเข้าใจถูก เราก็จะสามารถวางกลยุทธ์ในการถามพยาน เตรียมเอกสาร และเลือกประเด็นต่อสู้ได้แม่นยำมากขึ้นครับ

ประเด็นข้อพิพาท (คดีแพ้ชนะกันตรงไหน)

          ในคดีแพ่ง “ประเด็นข้อพิพาท” จะเกิดจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความ ว่ามีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอะไรที่ทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกันอยู่ เช่น ทำสัญญากันจริงไหม ใครผิดสัญญา ค่าเสียหายมีเท่าไร หรือฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลจะหยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมากำหนดเป็นประเด็นในการสืบพยาน

          ส่วนคดีอาญา ประเด็นหลักของคดีจะต่างออกไป โดยศาลจะพิจารณาว่า “จำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่” หากกระทำผิดจริง ยังมีประเด็นต่ออีกว่า มีเหตุยกเว้นความผิด เหตุยกเว้นโทษ หรือเหตุอื่นที่ทำให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่ เช่น ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย กระทำโดยจำเป็น หรือคดีขาดอายุความแล้วหรือยัง

ภาระการพิสูจน์ (ใครมีหน้าที่นำสืบ)

          ในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบเสมอว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เพราะกฎหมายถือหลักว่า “จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน” จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง เว้นแต่กรณีที่จำเลยรับสารภาพหรือยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วน แล้วอ้างเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ แบบนี้ภาระนำสืบในส่วนนั้นอาจตกแก่จำเลย

          แต่ในคดีแพ่ง ภาระการพิสูจน์ไม่ได้ตายตัวว่าใครต้องสืบก่อนหรือสืบเรื่องอะไร เพราะขึ้นอยู่กับรูปคดีและข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องคำให้การ ใครเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ ฝ่ายนั้นก็มักมีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้น

มาตรฐานการพิสูจน์ (สืบแค่ไหนถึงชนะ)

          คดีอาญาใช้มาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงมาก คือโจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อจน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 หากยังมีข้อสงสัยสำคัญ ศาลก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

          ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

          เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

          แต่คดีแพ่งใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่า คือดูว่าพยานหลักฐานของฝ่ายไหน “มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่า” หรือที่เรียกว่า Preponderance of Evidence ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ดังนั้น หลายครั้งในคดีแพ่งจึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จนหมดข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา ขอเพียงศาลเชื่อว่าฝ่ายใดมีเหตุผลและพยานหลักฐานน่าเชื่อมากกว่าก็เพียงพอแล้วครับ

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104

          ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น

วิธีการสืบพยานบุคคล

          แม้คดีแพ่งและคดีอาญาจะใช้ “พยานบุคคล” เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ วิธีการสืบพยาน ความเคร่งครัดในการถามพยาน รวมถึงหลักคุ้มครองสิทธิของคู่ความ กลับแตกต่างกันอยู่หลายจุด ซึ่งบางเรื่องก็ส่งผลต่อรูปเกมคดีอย่างมาก

ลำดับการนำสืบพยาน

          ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามีลำดับการนำสืบพยานที่แตกต่างกันตามลักษณะของคดีและภาระการพิสูจน์ โดยเฉพาะคดีอาญาที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ครบองค์ประกอบความผิดก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้จำเลยนำสืบแก้คดี ส่วนคดีแพ่งจะยืดหยุ่นตามรูปคดีและประเด็นข้อพิพาทมากกว่า

การสืบพยานต่อหน้าเมื่อมีจำเลยหลายคน

          ในคดีแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วางหลักห้ามไม่ให้พยานปากอื่นฟังคำเบิกความของพยานที่กำลังเบิกความอยู่ เพื่อป้องกันการเบิกความให้สอดคล้องกัน

          แต่ในคดีอาญา จะเคร่งครัดเรื่อง “การสืบพยานต่อหน้าจำเลย” มากกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 เพราะถือว่าเป็นสิทธิสำคัญของจำเลยที่จะต้องได้รับรู้และโต้แย้งพยานหลักฐานที่ใช้กล่าวหาตนเองได้โดยตรง

การทำบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน

          คดีแพ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยสามารถใช้วิธีทำ “บันทึกถ้อยคำพยาน” แทนการถามตอบแบบปกติได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/1 ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะคดีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อนมาก

          แต่คดีอาญาจะเคร่งครัดกับการถามตอบต่อหน้าศาลมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของจำเลยโดยตรง

การอ้างคู่ความฝ่ายตรงข้ามเป็นพยาน

          ในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ห้ามไม่ให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน แต่ห้ามเฉพาะบุคคลที่เป็นจำเลยในคดีอาญาในเรื่องนั้น ๆ เท่านั้น แต่ในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายห้ามเหมือนคดีอาญา แต่ในทางปฏิบัติมักจะไม่ค่อยทำกัน เพราะห้างอ้างแล้วอีกฝ่ายอาจจะเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อตนก็ได้

อำนาจในการถามพยานของศาล

          ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลมีอำนาจถามพยานได้เอง แต่ขอบเขตในคดีอาญาจะค่อนข้างกว้างกว่า

          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 119 ให้อำนาจศาลถามพยานเพื่อให้คำเบิกความชัดเจนหรือสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 235 ให้อำนาจศาลถามโจทก์ จำเลย หรือพยานได้เมื่อเห็นสมควร เพียงแต่ห้ามถามจำเลยเพื่อเติมเต็มข้อบกพร่องของคดีโจทก์ เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน

          ดังนั้น ในทางปฏิบัติ คดีอาญาศาลมักมีบทบาทในการซักถามและค้นหาความจริงมากกว่าคดีแพ่งพอสมควร

เอกสิทธิ์ในการไม่ตอบคำถาม

          อีกจุดที่แตกต่างกันมากคือ “สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่อาจทำให้ตนเองต้องรับโทษอาญา”

          ในคดีอาญา ศาลจะเคร่งครัดเรื่องนี้มาก เพราะเป็นหลักสำคัญที่คุ้มครองไม่ให้จำเลยถูกบังคับให้พูดหรือให้การในลักษณะที่เป็นการกล่าวหาตัวเอง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 234 ดังนั้น ถ้าคำถามใดอาจทำให้จำเลยหรือพยานต้องรับโทษอาญา ก็มีสิทธิไม่ตอบได้

          ส่วนคดีแพ่ง แม้จะมีหลักคล้ายกันตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 (2) ที่ห้ามถามคำถามซึ่งอาจทำให้พยาน คู่ความ หรือบุคคลอื่นต้องรับโทษอาญา หรือเป็นคำถามในลักษณะหมิ่นประมาท เว้นแต่เป็นเรื่องสำคัญต่อการวินิจฉัยคดี แต่ความเคร่งครัดจะไม่เท่าคดีอาญา เพราะสุดท้ายแล้วคดีแพ่งไม่ได้เป็นคดีที่มุ่งลงโทษทางอาญาโดยตรงเหมือนคดีอาญาครับการคุ้มครองจะไม่เท่ากับคดีอาญา เนื่องจากไม่ได้เป็นคดีที่มีโทษทางอาญาโดยตรงครับ

การรับฟังพยานเอกสาร

          คดีแพ่งกับคดีอาญามีแนวคิดเรื่อง “การรับฟังพยานเอกสาร” ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะคดีแพ่งโดยธรรมชาติแล้ว แพ้ชนะกันจากความน่าเชื่อถือของเอกสารเป็นหลัก กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์และข้อจำกัดไว้ค่อนข้างเคร่งครัดกว่าคดีอาญา

ห้ามนำพยานบุคคลหักล้างหรือแทนพยานเอกสาร

          ในคดีแพ่ง มีหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ว่า หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมีเอกสารเป็นหลักฐาน ก็จะไม่สามารถนำพยานบุคคลมาสืบแทน หรือมาหักล้างข้อความในเอกสารได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

          แต่คดีอาญา ศาลจะเน้น “การค้นหาความจริง” มากกว่า จึงไม่ได้เคร่งครัดเรื่องนี้เท่าคดีแพ่ง หลายกรณีแม้ไม่มีเอกสารสมบูรณ์ ก็ยังสามารถใช้พยานบุคคลหรือพยานแวดล้อมมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

การรับฟังสำเนาเอกสาร

          คดีแพ่งจะค่อนข้างเคร่งเรื่อง “ต้นฉบับเอกสาร” หากจะใช้สำเนาแทน ต้องพิสูจน์ให้เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นจริง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ศาลจึงจะรับฟังได้

          ส่วนคดีอาญา มีความยืดหยุ่นมากกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 ซึ่งเปิดช่องให้รับฟังสำเนาเอกสาร หรือภาพถ่ายได้กว้างกว่า ซึ่งข้อยกเว้นของคดีอาญาไม่ได้มีข้อจำกัดเท่าคดีแพ่ง

เรื่องอากรแสตมป์

          ในคดีแพ่ง เอกสารบางประเภทถ้าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 อาจถูกคัดค้านเรื่องการรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

          แต่ในคดีอาญา ประเด็นเรื่องอากรแสตมป์มักไม่ได้ถูกเคร่งครัดเท่าคดีแพ่ง เพราะศาลให้น้ำหนักกับการค้นหาความจริงของคดีมากกว่าเรื่องพิธีการทางเอกสาร

การส่งเอกสารล่วงหน้าก่อนสืบพยาน

          คดีแพ่ง ฝ่ายที่อ้างพยานเอกสารมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้อีกฝ่ายตรวจดูล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 เพื่อไม่ให้เกิดการนำเอกสารมาใช้แบบจู่โจมอีกฝ่ายในวันสืบพยาน

          แต่คดีอาญา การสืบพยานเอกสารจะยืดหยุ่นและรวดเร็วกว่าพอสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 หลายกรณีเพียงนำเอกสารมายื่นต่อศาลในวันสืบก็สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อได้เลย ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการส่งสำเนาล่วงหน้าเท่าคดีแพ่งครับ

บทตัดพยานหลักฐาน

          คดีอาญากับคดีแพ่งมีแนวคิดเรื่อง “การรับฟังพยานหลักฐาน” ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะคดีอาญามุ่งคุ้มครองสิทธิของจำเลย ป้องกันไม่ให้มีการลงโทษคนบริสุทธิ์ และป้องกันการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมายจึงมี “บทตัดพยานหลักฐาน” ที่เคร่งครัดกว่าคดีแพ่งอย่างชัดเจน

          ส่วนคดีแพ่ง โดยหลักแล้ว หากพยานหลักฐานใดสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงสำคัญของคดีได้ ศาลก็มักเปิดโอกาสให้สืบได้ค่อนข้างกว้าง และไปชั่งน้ำหนักกันอีกทีตอนวินิจฉัยคดี

การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ (ผลไม้พิษ)

          คดีอาญามีหลักเรื่อง “พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 เช่น พยานหลักฐานที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน การบังคับ ข่มขู่ หลอกลวง หรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นได้

          ตัวอย่างที่มักเจอกัน เช่น คลิปเสียงที่แอบอัดโดยไม่ชอบ หรือเอกสารที่แอบนำออกมาจากบริษัทหรือหน่วยงานโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งในคดีอาญาศาลจะพิจารณาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายค่อนข้างเคร่งครัดc

          แต่ในคดีแพ่ง หลักเรื่องพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบไม่ได้เคร่งครัดเท่าคดีอาญา หลายครั้งศาลจะพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นช่วยค้นหาความจริงของคดีได้หรือไม่ แล้วจึงไปชั่งน้ำหนักเรื่องความน่าเชื่อถืออีกชั้นหนึ่ง

พยานบอกเล่า

          ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีหลักห้ามรับฟัง “พยานบอกเล่า” แต่ระดับความเคร่งครัดต่างกัน

          คดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ศาลมีดุลพินิจกว้างกว่าในการรับฟัง หากเห็นว่ามีน้ำหนักและมีเหตุสมควร

          แต่คดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 กำหนดเงื่อนไขค่อนข้างเคร่งครัดกว่า โดยต้องมีเหตุจำเป็นจริง ๆ และศาลต้องเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อถือได้ จึงจะสามารถรับฟังได้

พยานซัดทอด

          ในคดีอาญา หากจำเลยหรือผู้ร่วมกระทำผิดให้การซัดทอดบุคคลอื่น กฎหมายจะให้ศาลรับฟังด้วยความระมัดระวัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 เพราะถือว่าเป็นพยานที่อาจมีแรงจูงใจช่วยตัวเองหรือโยนความผิดให้คนอื่น

          ดังนั้น โดยหลักแล้ว ศาลมักไม่ลงโทษจำเลยโดยอาศัยเพียงพยานซัดทอดอย่างเดียว หากไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน

          แต่คดีแพ่งไม่มีบทตัดน้ำหนักลักษณะนี้โดยตรง ศาลจึงใช้วิธีชั่งน้ำหนักตามความน่าเชื่อถือของพยานเป็นรายกรณี

พยานเกี่ยวกับความประพฤติและประวัติอาชญากรรม

          คดีอาญามีข้อจำกัดเรื่องการนำสืบ “นิสัย ความประพฤติ หรือประวัติการกระทำผิดเดิม” ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 เพราะเกรงว่าจะทำให้ศาลเกิดอคติจากอดีต มากกว่าพิจารณาเฉพาะการกระทำในคดีปัจจุบัน

          รวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องการนำสืบประวัติทางเพศของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/4 โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับเพศ เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและป้องกันการทำร้ายผู้เสียหายซ้ำในกระบวนการพิจารณาคดีครับ

บัญชีระบุพยาน

          เรื่อง “บัญชีระบุพยาน” เป็นอีกจุดหนึ่งที่คดีแพ่งกับคดีอาญาแตกต่างกันมาก ทั้งเรื่องกำหนดเวลา ความเคร่งครัด และผลของการไม่ยื่นบัญชีพยานให้ถูกต้อง

          โดยภาพรวมแล้ว คดีแพ่งจะเคร่งครัดเรื่องนี้มากกว่าคดีอาญา เพราะต้องการให้คู่ความทั้งสองฝ่ายรู้แนวทางต่อสู้กันล่วงหน้าและเตรียมคดีได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่คดีอาญาจะให้ความสำคัญกับสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่มากกว่า

ระยะเวลาในการยื่นบัญชีพยาน

          ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามีกำหนดเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานไว้ แต่รายละเอียดและความเคร่งครัดแตกต่างกัน

          คดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 กำหนดระยะเวลาและขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน ทั้งการยื่นครั้งแรกและการขอยื่นเพิ่มเติมภายหลัง

          ส่วนคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 แม้จะมีหลักให้ยื่นบัญชีพยานเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติจะยืดหยุ่นกว่าพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายจำเลย

ความเคร่งครัดในการยื่นเพิ่มเติม

          คดีแพ่ง หากจะยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมภายหลัง ต้องแสดงเหตุผลให้ศาลเห็นสมควรอย่างชัดเจน เพราะกฎหมายมองว่าคู่ความควรเปิดเผยพยานหลักฐานให้ครบตั้งแต่ต้น

          แต่คดีอาญา ศาลมักเปิดโอกาสให้ยื่นเพิ่มเติมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะหากเกี่ยวกับสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย หรือเป็นพยานสำคัญต่อการค้นหาความจริง

ความเคร่งครัดกับฝ่ายจำเลยในคดีอาญา

          ในทางปฏิบัติ คดีอาญาจะผ่อนปรนกับ “ฝ่ายจำเลย” มากกว่าคดีแพ่งอย่างชัดเจน เพราะถือว่าจำเลยกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อเสรีภาพและโทษทางอาญา ดังนั้น ศาลจึงมักเปิดโอกาสให้จำเลยนำพยานเข้าสืบได้กว้างกว่า แม้จะมีปัญหาเรื่องบัญชีระบุพยานก็ตาม

กรณีไม่ได้ยื่นบัญชีพยาน

          คดีแพ่งมีหลักค่อนข้างเคร่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 หากคู่ความไม่ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้อง ศาล “ต้องปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น” เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

          แต่คดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 แม้จะมีหลักเรื่องการยื่นบัญชีพยานเช่นกัน แต่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลรับฟังพยานได้กว้างกว่า โดยเฉพาะในส่วนของจำเลย เพราะต้องคำนึงถึงหลัก “ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่”

          ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากเป็นคดีอาญา ศาลมักระมัดระวังไม่ให้ข้อผิดพลาดทางเทคนิคเรื่องบัญชีพยาน กลายเป็นเหตุทำให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีครับ

สรุป

          คดีแพ่งกับคดีอาญา แม้จะเป็นเรื่องการนำสืบพยานหลักฐานเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีรายละเอียด วิธีคิด และหลักกฎหมายที่แตกต่างกันอยู่หลายเรื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ มาตรฐานการพิสูจน์ วิธีสืบพยานบุคคล การรับฟังพยานเอกสาร ไปจนถึงบทตัดพยานหลักฐานและเรื่องบัญชีระบุพยาน

          ดังนั้น คนที่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อย่างละเอียด ก็จะสามารถวางแผนการสู้คดีได้ถูกต้องมากขึ้น รู้ว่าคดีแบบไหนต้องเน้นอะไร ต้องเตรียมพยานอย่างไร ต้องระวังข้อจำกัดเรื่องไหน และต้องนำสืบไปถึงระดับใดศาลจึงจะเชื่อ เพราะหลายครั้งแพ้ชนะคดีไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีพยานหรือไม่มีพยาน” แต่อยู่ที่ว่า “รู้วิธีใช้พยานหลักฐานหรือไม่” มากกว่า

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น