ทุกคนรู้ไหมครับว่า “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ” ในการนำสืบพยานหลักฐาน ระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญา จริง ๆ แล้วอาจเป็นจุดที่ทำให้ “แพ้หรือชนะคดี” ได้เลย เพราะแม้ทั้งสองคดีจะใช้พยานหลักฐานเหมือนกัน แต่หลักการ วิธีคิด ภาระการพิสูจน์ รวมถึงกลยุทธ์ในการต่อสู้คดี กลับแตกต่างกันอยู่หลายเรื่องมาก
คนที่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถวางแนวทางการสู้คดี วางรูปการนำสืบ และเลือกใช้พยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่บางครั้ง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการนำสืบ ก็อาจทำให้เสียเปรียบคดีไปทั้งเรื่องได้เช่นกัน
ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า การนำสืบพยานหลักฐานในคดีแพ่งและคดีอาญา แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละแบบมีเทคนิคหรือข้อควรระวังอะไรที่สามารถเอาไปปรับใช้ในการทำคดีจริงได้บ้างครับ
หัวใจสำคัญของการแพ้ชนะคดี
คดีแพ่งกับคดีอาญา แม้จะเป็นการสืบพยานเหมือนกัน แต่ “หัวใจสำคัญ” ในการวางแผนสู้คดีก่อนขึ้นสืบ แตกต่างกันมาก เพราะแต่ละคดีมีวิธีคิดเรื่องการพิสูจน์ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้นก็คือ
- คดีแพ้ชนะกันตรงไหน
- ใครเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐาน
- ต้องนำสืบมากน้อยแค่ไหน ศาลจึงจะเชื่อและตัดสินให้ชนะคดี
ถ้าเข้าใจ 3 เรื่องนี้ผิดตั้งแต่แรก ต่อให้มีพยานเยอะหรือเอกสารมาก ก็อาจนำสืบผิดจุด เสียเปรียบ หรือแพ้คดีได้เลย แต่ถ้าเข้าใจถูก เราก็จะสามารถวางกลยุทธ์ในการถามพยาน เตรียมเอกสาร และเลือกประเด็นต่อสู้ได้แม่นยำมากขึ้นครับ
ประเด็นข้อพิพาท (คดีแพ้ชนะกันตรงไหน)
ในคดีแพ่ง “ประเด็นข้อพิพาท” จะเกิดจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความ ว่ามีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอะไรที่ทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกันอยู่ เช่น ทำสัญญากันจริงไหม ใครผิดสัญญา ค่าเสียหายมีเท่าไร หรือฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลจะหยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมากำหนดเป็นประเด็นในการสืบพยาน
ส่วนคดีอาญา ประเด็นหลักของคดีจะต่างออกไป โดยศาลจะพิจารณาว่า “จำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่” หากกระทำผิดจริง ยังมีประเด็นต่ออีกว่า มีเหตุยกเว้นความผิด เหตุยกเว้นโทษ หรือเหตุอื่นที่ทำให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่ เช่น ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย กระทำโดยจำเป็น หรือคดีขาดอายุความแล้วหรือยัง
ภาระการพิสูจน์ (ใครมีหน้าที่นำสืบ)
ในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบเสมอว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เพราะกฎหมายถือหลักว่า “จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน” จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง เว้นแต่กรณีที่จำเลยรับสารภาพหรือยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วน แล้วอ้างเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ แบบนี้ภาระนำสืบในส่วนนั้นอาจตกแก่จำเลย
แต่ในคดีแพ่ง ภาระการพิสูจน์ไม่ได้ตายตัวว่าใครต้องสืบก่อนหรือสืบเรื่องอะไร เพราะขึ้นอยู่กับรูปคดีและข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องคำให้การ ใครเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ ฝ่ายนั้นก็มักมีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้น
มาตรฐานการพิสูจน์ (สืบแค่ไหนถึงชนะ)
คดีอาญาใช้มาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงมาก คือโจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อจน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 หากยังมีข้อสงสัยสำคัญ ศาลก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227
ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
แต่คดีแพ่งใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่า คือดูว่าพยานหลักฐานของฝ่ายไหน “มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่า” หรือที่เรียกว่า Preponderance of Evidence ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ดังนั้น หลายครั้งในคดีแพ่งจึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์จนหมดข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา ขอเพียงศาลเชื่อว่าฝ่ายใดมีเหตุผลและพยานหลักฐานน่าเชื่อมากกว่าก็เพียงพอแล้วครับ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104
ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น
วิธีการสืบพยานบุคคล
แม้คดีแพ่งและคดีอาญาจะใช้ “พยานบุคคล” เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ วิธีการสืบพยาน ความเคร่งครัดในการถามพยาน รวมถึงหลักคุ้มครองสิทธิของคู่ความ กลับแตกต่างกันอยู่หลายจุด ซึ่งบางเรื่องก็ส่งผลต่อรูปเกมคดีอย่างมาก
ลำดับการนำสืบพยาน
ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามีลำดับการนำสืบพยานที่แตกต่างกันตามลักษณะของคดีและภาระการพิสูจน์ โดยเฉพาะคดีอาญาที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ครบองค์ประกอบความผิดก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้จำเลยนำสืบแก้คดี ส่วนคดีแพ่งจะยืดหยุ่นตามรูปคดีและประเด็นข้อพิพาทมากกว่า
การสืบพยานต่อหน้าเมื่อมีจำเลยหลายคน
ในคดีแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วางหลักห้ามไม่ให้พยานปากอื่นฟังคำเบิกความของพยานที่กำลังเบิกความอยู่ เพื่อป้องกันการเบิกความให้สอดคล้องกัน
แต่ในคดีอาญา จะเคร่งครัดเรื่อง “การสืบพยานต่อหน้าจำเลย” มากกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 เพราะถือว่าเป็นสิทธิสำคัญของจำเลยที่จะต้องได้รับรู้และโต้แย้งพยานหลักฐานที่ใช้กล่าวหาตนเองได้โดยตรง
การทำบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน
คดีแพ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยสามารถใช้วิธีทำ “บันทึกถ้อยคำพยาน” แทนการถามตอบแบบปกติได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/1 ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะคดีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อนมาก
แต่คดีอาญาจะเคร่งครัดกับการถามตอบต่อหน้าศาลมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของจำเลยโดยตรง
การอ้างคู่ความฝ่ายตรงข้ามเป็นพยาน
ในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ห้ามไม่ให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน แต่ห้ามเฉพาะบุคคลที่เป็นจำเลยในคดีอาญาในเรื่องนั้น ๆ เท่านั้น แต่ในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายห้ามเหมือนคดีอาญา แต่ในทางปฏิบัติมักจะไม่ค่อยทำกัน เพราะห้างอ้างแล้วอีกฝ่ายอาจจะเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อตนก็ได้
อำนาจในการถามพยานของศาล
ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลมีอำนาจถามพยานได้เอง แต่ขอบเขตในคดีอาญาจะค่อนข้างกว้างกว่า
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 119 ให้อำนาจศาลถามพยานเพื่อให้คำเบิกความชัดเจนหรือสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 235 ให้อำนาจศาลถามโจทก์ จำเลย หรือพยานได้เมื่อเห็นสมควร เพียงแต่ห้ามถามจำเลยเพื่อเติมเต็มข้อบกพร่องของคดีโจทก์ เว้นแต่จำเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ คดีอาญาศาลมักมีบทบาทในการซักถามและค้นหาความจริงมากกว่าคดีแพ่งพอสมควร
เอกสิทธิ์ในการไม่ตอบคำถาม
อีกจุดที่แตกต่างกันมากคือ “สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่อาจทำให้ตนเองต้องรับโทษอาญา”
ในคดีอาญา ศาลจะเคร่งครัดเรื่องนี้มาก เพราะเป็นหลักสำคัญที่คุ้มครองไม่ให้จำเลยถูกบังคับให้พูดหรือให้การในลักษณะที่เป็นการกล่าวหาตัวเอง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 234 ดังนั้น ถ้าคำถามใดอาจทำให้จำเลยหรือพยานต้องรับโทษอาญา ก็มีสิทธิไม่ตอบได้
ส่วนคดีแพ่ง แม้จะมีหลักคล้ายกันตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 (2) ที่ห้ามถามคำถามซึ่งอาจทำให้พยาน คู่ความ หรือบุคคลอื่นต้องรับโทษอาญา หรือเป็นคำถามในลักษณะหมิ่นประมาท เว้นแต่เป็นเรื่องสำคัญต่อการวินิจฉัยคดี แต่ความเคร่งครัดจะไม่เท่าคดีอาญา เพราะสุดท้ายแล้วคดีแพ่งไม่ได้เป็นคดีที่มุ่งลงโทษทางอาญาโดยตรงเหมือนคดีอาญาครับการคุ้มครองจะไม่เท่ากับคดีอาญา เนื่องจากไม่ได้เป็นคดีที่มีโทษทางอาญาโดยตรงครับ
การรับฟังพยานเอกสาร
คดีแพ่งกับคดีอาญามีแนวคิดเรื่อง “การรับฟังพยานเอกสาร” ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะคดีแพ่งโดยธรรมชาติแล้ว แพ้ชนะกันจากความน่าเชื่อถือของเอกสารเป็นหลัก กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์และข้อจำกัดไว้ค่อนข้างเคร่งครัดกว่าคดีอาญา
ห้ามนำพยานบุคคลหักล้างหรือแทนพยานเอกสาร
ในคดีแพ่ง มีหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ว่า หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมีเอกสารเป็นหลักฐาน ก็จะไม่สามารถนำพยานบุคคลมาสืบแทน หรือมาหักล้างข้อความในเอกสารได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
แต่คดีอาญา ศาลจะเน้น “การค้นหาความจริง” มากกว่า จึงไม่ได้เคร่งครัดเรื่องนี้เท่าคดีแพ่ง หลายกรณีแม้ไม่มีเอกสารสมบูรณ์ ก็ยังสามารถใช้พยานบุคคลหรือพยานแวดล้อมมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
การรับฟังสำเนาเอกสาร
คดีแพ่งจะค่อนข้างเคร่งเรื่อง “ต้นฉบับเอกสาร” หากจะใช้สำเนาแทน ต้องพิสูจน์ให้เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นจริง ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ศาลจึงจะรับฟังได้
ส่วนคดีอาญา มีความยืดหยุ่นมากกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 ซึ่งเปิดช่องให้รับฟังสำเนาเอกสาร หรือภาพถ่ายได้กว้างกว่า ซึ่งข้อยกเว้นของคดีอาญาไม่ได้มีข้อจำกัดเท่าคดีแพ่ง
เรื่องอากรแสตมป์
ในคดีแพ่ง เอกสารบางประเภทถ้าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 อาจถูกคัดค้านเรื่องการรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
แต่ในคดีอาญา ประเด็นเรื่องอากรแสตมป์มักไม่ได้ถูกเคร่งครัดเท่าคดีแพ่ง เพราะศาลให้น้ำหนักกับการค้นหาความจริงของคดีมากกว่าเรื่องพิธีการทางเอกสาร
การส่งเอกสารล่วงหน้าก่อนสืบพยาน
คดีแพ่ง ฝ่ายที่อ้างพยานเอกสารมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้อีกฝ่ายตรวจดูล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 เพื่อไม่ให้เกิดการนำเอกสารมาใช้แบบจู่โจมอีกฝ่ายในวันสืบพยาน
แต่คดีอาญา การสืบพยานเอกสารจะยืดหยุ่นและรวดเร็วกว่าพอสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 หลายกรณีเพียงนำเอกสารมายื่นต่อศาลในวันสืบก็สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อได้เลย ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการส่งสำเนาล่วงหน้าเท่าคดีแพ่งครับ
บทตัดพยานหลักฐาน
คดีอาญากับคดีแพ่งมีแนวคิดเรื่อง “การรับฟังพยานหลักฐาน” ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะคดีอาญามุ่งคุ้มครองสิทธิของจำเลย ป้องกันไม่ให้มีการลงโทษคนบริสุทธิ์ และป้องกันการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมายจึงมี “บทตัดพยานหลักฐาน” ที่เคร่งครัดกว่าคดีแพ่งอย่างชัดเจน
ส่วนคดีแพ่ง โดยหลักแล้ว หากพยานหลักฐานใดสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงสำคัญของคดีได้ ศาลก็มักเปิดโอกาสให้สืบได้ค่อนข้างกว้าง และไปชั่งน้ำหนักกันอีกทีตอนวินิจฉัยคดี
การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ (ผลไม้พิษ)
คดีอาญามีหลักเรื่อง “พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 เช่น พยานหลักฐานที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน การบังคับ ข่มขู่ หลอกลวง หรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นได้
ตัวอย่างที่มักเจอกัน เช่น คลิปเสียงที่แอบอัดโดยไม่ชอบ หรือเอกสารที่แอบนำออกมาจากบริษัทหรือหน่วยงานโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งในคดีอาญาศาลจะพิจารณาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายค่อนข้างเคร่งครัดc
แต่ในคดีแพ่ง หลักเรื่องพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบไม่ได้เคร่งครัดเท่าคดีอาญา หลายครั้งศาลจะพิจารณาว่าพยานหลักฐานนั้นช่วยค้นหาความจริงของคดีได้หรือไม่ แล้วจึงไปชั่งน้ำหนักเรื่องความน่าเชื่อถืออีกชั้นหนึ่ง
พยานบอกเล่า
ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีหลักห้ามรับฟัง “พยานบอกเล่า” แต่ระดับความเคร่งครัดต่างกัน
คดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ศาลมีดุลพินิจกว้างกว่าในการรับฟัง หากเห็นว่ามีน้ำหนักและมีเหตุสมควร
แต่คดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 กำหนดเงื่อนไขค่อนข้างเคร่งครัดกว่า โดยต้องมีเหตุจำเป็นจริง ๆ และศาลต้องเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อถือได้ จึงจะสามารถรับฟังได้
พยานซัดทอด
ในคดีอาญา หากจำเลยหรือผู้ร่วมกระทำผิดให้การซัดทอดบุคคลอื่น กฎหมายจะให้ศาลรับฟังด้วยความระมัดระวัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 เพราะถือว่าเป็นพยานที่อาจมีแรงจูงใจช่วยตัวเองหรือโยนความผิดให้คนอื่น
ดังนั้น โดยหลักแล้ว ศาลมักไม่ลงโทษจำเลยโดยอาศัยเพียงพยานซัดทอดอย่างเดียว หากไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน
แต่คดีแพ่งไม่มีบทตัดน้ำหนักลักษณะนี้โดยตรง ศาลจึงใช้วิธีชั่งน้ำหนักตามความน่าเชื่อถือของพยานเป็นรายกรณี
พยานเกี่ยวกับความประพฤติและประวัติอาชญากรรม
คดีอาญามีข้อจำกัดเรื่องการนำสืบ “นิสัย ความประพฤติ หรือประวัติการกระทำผิดเดิม” ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 เพราะเกรงว่าจะทำให้ศาลเกิดอคติจากอดีต มากกว่าพิจารณาเฉพาะการกระทำในคดีปัจจุบัน
รวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องการนำสืบประวัติทางเพศของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/4 โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับเพศ เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและป้องกันการทำร้ายผู้เสียหายซ้ำในกระบวนการพิจารณาคดีครับ
บัญชีระบุพยาน
เรื่อง “บัญชีระบุพยาน” เป็นอีกจุดหนึ่งที่คดีแพ่งกับคดีอาญาแตกต่างกันมาก ทั้งเรื่องกำหนดเวลา ความเคร่งครัด และผลของการไม่ยื่นบัญชีพยานให้ถูกต้อง
โดยภาพรวมแล้ว คดีแพ่งจะเคร่งครัดเรื่องนี้มากกว่าคดีอาญา เพราะต้องการให้คู่ความทั้งสองฝ่ายรู้แนวทางต่อสู้กันล่วงหน้าและเตรียมคดีได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่คดีอาญาจะให้ความสำคัญกับสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่มากกว่า
ระยะเวลาในการยื่นบัญชีพยาน
ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามีกำหนดเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานไว้ แต่รายละเอียดและความเคร่งครัดแตกต่างกัน
คดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 กำหนดระยะเวลาและขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน ทั้งการยื่นครั้งแรกและการขอยื่นเพิ่มเติมภายหลัง
ส่วนคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 แม้จะมีหลักให้ยื่นบัญชีพยานเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติจะยืดหยุ่นกว่าพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายจำเลย
ความเคร่งครัดในการยื่นเพิ่มเติม
คดีแพ่ง หากจะยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมภายหลัง ต้องแสดงเหตุผลให้ศาลเห็นสมควรอย่างชัดเจน เพราะกฎหมายมองว่าคู่ความควรเปิดเผยพยานหลักฐานให้ครบตั้งแต่ต้น
แต่คดีอาญา ศาลมักเปิดโอกาสให้ยื่นเพิ่มเติมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะหากเกี่ยวกับสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย หรือเป็นพยานสำคัญต่อการค้นหาความจริง
ความเคร่งครัดกับฝ่ายจำเลยในคดีอาญา
ในทางปฏิบัติ คดีอาญาจะผ่อนปรนกับ “ฝ่ายจำเลย” มากกว่าคดีแพ่งอย่างชัดเจน เพราะถือว่าจำเลยกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อเสรีภาพและโทษทางอาญา ดังนั้น ศาลจึงมักเปิดโอกาสให้จำเลยนำพยานเข้าสืบได้กว้างกว่า แม้จะมีปัญหาเรื่องบัญชีระบุพยานก็ตาม
กรณีไม่ได้ยื่นบัญชีพยาน
คดีแพ่งมีหลักค่อนข้างเคร่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 หากคู่ความไม่ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้อง ศาล “ต้องปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น” เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
แต่คดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 แม้จะมีหลักเรื่องการยื่นบัญชีพยานเช่นกัน แต่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลรับฟังพยานได้กว้างกว่า โดยเฉพาะในส่วนของจำเลย เพราะต้องคำนึงถึงหลัก “ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่”
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากเป็นคดีอาญา ศาลมักระมัดระวังไม่ให้ข้อผิดพลาดทางเทคนิคเรื่องบัญชีพยาน กลายเป็นเหตุทำให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีครับ
สรุป
คดีแพ่งกับคดีอาญา แม้จะเป็นเรื่องการนำสืบพยานหลักฐานเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีรายละเอียด วิธีคิด และหลักกฎหมายที่แตกต่างกันอยู่หลายเรื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ มาตรฐานการพิสูจน์ วิธีสืบพยานบุคคล การรับฟังพยานเอกสาร ไปจนถึงบทตัดพยานหลักฐานและเรื่องบัญชีระบุพยาน
ดังนั้น คนที่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อย่างละเอียด ก็จะสามารถวางแผนการสู้คดีได้ถูกต้องมากขึ้น รู้ว่าคดีแบบไหนต้องเน้นอะไร ต้องเตรียมพยานอย่างไร ต้องระวังข้อจำกัดเรื่องไหน และต้องนำสืบไปถึงระดับใดศาลจึงจะเชื่อ เพราะหลายครั้งแพ้ชนะคดีไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีพยานหรือไม่มีพยาน” แต่อยู่ที่ว่า “รู้วิธีใช้พยานหลักฐานหรือไม่” มากกว่า
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

