คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

พยานผู้เชี่ยวชาญคือใคร? นำสืบในศาลอย่างไรให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

Table of contents in the article

ในกระบวนการพิจารณาคดี “พยาน” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง แต่ในหลายกรณี ข้อพิพาทไม่ได้เป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย  หากแต่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทาง เช่น การแพทย์ วิศวกรรม หรือนิติวิทยาศาสตร์  ด้วยเหตุนี้ “พยานผู้เชี่ยวชาญ” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง และในบางคดี อาจถึงขั้นเป็นตัวชี้ขาดผลแพ้ชนะได้เลย

ในบทความนี้ ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า พยานผู้เชี่ยวชาญคือใคร มีบทบาทอย่างไรในคดี และที่สำคัญที่สุดคือ มีเทคนิคอย่างไรในการนำสืบพยานประเภทนี้ในชั้นศาลให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเนื้อหาจะครอบคลุมทั้งในส่วนของหลักกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาล รวมถึงประสบการณ์และเทคนิคในทางปฏิบัติที่ใช้กันจริง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเข้าใจและเป็นรูปธรรม

พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert Witness) คืออะไร ?

โดยทั่วไปแล้ว “พยาน” ในคดีความสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ซึ่งพยานแต่ละประเภทมีบทบาทในการช่วยให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคดี

          พยานผู้เชี่ยวชาญ จัดอยู่ในกลุ่ม “พยานบุคคล” แต่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพยานบุคคลทั่วไป กล่าวคือ

1) เป็นบุคคลที่มีความรู้หรือความชำนาญเฉพาะด้านมากกว่าคนทั่วไป และ

2) สามารถมาเบิกความให้ความเห็นต่อศาลได้ แม้จะไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง

โดยหลักทั่วไป พยานบุคคลจะต้องเป็นผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ จึงจะสามารถเบิกความในข้อเท็จจริงต่อศาลได้ หากเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีความรู้เฉพาะทางรองรับ ศาลมักไม่รับฟังเพราะถือว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวที่ขาดความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2565 ซึ่งศาลไม่รับฟังคำเบิกความของบุคคลที่ทำการตีราคาพระพุทธรูป เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมิได้มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่า จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายได้ โดยศาลเห็นว่าเป็นเพียงการประมาณตามความรู้สึก มิใช่ความเห็นทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม พยานผู้เชี่ยวชาญถือเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการให้ความเห็นในเรื่องเฉพาะทางที่ต้องอาศัยความรู้พิเศษ ซึ่งบุคคลทั่วไปหรือแม้แต่ศาลเองอาจไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ดังนั้นแม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็สามารถมาเบิกความให้ความเห็นได้ และศาลสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ทั้งนี้ ความเชี่ยวชาญดังกล่าวจะต้องเป็นความรู้ที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนสามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการ ไม่ใช่ความรู้ที่ไม่มีมาตรฐานหรือไม่สามารถพิสูจน์ได้

ที่มาของความเชี่ยวชาญ 

          ความเชี่ยวชาญของบุคคลอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 แนวทางหลัก ได้แก่

  •     การศึกษา ในสาขาเฉพาะทางจากสถาบันการศึกษา
  •     ประสบการณ์ ในการปฏิบัติงานที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ในทางปฏิบัติ ศาลฎีกาได้วางหลักว่า บุคคลที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านมาเป็นเวลานาน เช่น เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติงานตรวจเรือมาโดยต่อเนื่องหลายปี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2542) หรือบุคคลที่มีความคุ้นเคยกับลายมือชื่อเป็นระยะเวลายาวนาน (คำพิพากษาฎีกาที่ 687/2478) ย่อมอาจได้รับการยอมรับให้เป็นผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

กฎหมายไทยได้รองรับสถานะของพยานผู้เชี่ยวชาญไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

  •     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 98 เปิดโอกาสให้คู่ความสามารถอ้างบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานได้
  •     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 กำหนดให้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือศิลปะ สามารถให้ความเห็นในคดีได้

ตัวอย่างพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีประเภทต่าง ๆ

ในทางปฏิบัติ พยานผู้เชี่ยวชาญสามารถปรากฏได้ในหลากหลายสาขา ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อพิพาทในแต่ละคดี โดยผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาทำหน้าที่อธิบายข้อเท็จจริงในเชิงวิชาการ เพื่อช่วยให้ศาลเข้าใจประเด็นที่มีความซับซ้อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างพยานผู้เชี่ยวชาญที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  •     แพทย์นิติเวช ทำหน้าที่เบิกความเกี่ยวกับสภาพร่างกายและจิตใจ เช่น สติสัมปชัญญะ อาการของโรค ผลของยา การชันสูตรพลิกศพ รวมถึงการวิเคราะห์บาดแผล
  •     วิศวกร ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมในการอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร หรือสาเหตุของความเสียหาย เช่น อาคารทรุดหรือพังทลาย
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือชื่อและลายนิ้วมือ ใช้ตรวจสอบความแท้จริงของลายมือชื่อหรือรอยพิมพ์นิ้วมือ
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษ วิเคราะห์สารเคมีหรือสารพิษในร่างกายหรือสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตหรือการกระทำความผิด
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรม (DNA) ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือเชื่อมโยงบุคคลกับพยานหลักฐานในคดี เช่น คราบเลือด เส้นผม หรือสารคัดหลั่ง
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ช่วยตีความข้อความ สำนวน หรือภาษาที่มีความหมายเฉพาะ ซึ่งอาจมีผลต่อการตีความเจตนาของคู่ความ
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างประเทศ ใช้อธิบายข้อกฎหมายของต่างประเทศในกรณีที่คดีมีองค์ประกอบระหว่างประเทศ
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ดินและแผนที่ วิเคราะห์เอกสารสิทธิ แนวเขตที่ดิน หรือข้อมูลแผนที่ เพื่อใช้ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหรือจิตเวช ประเมินสภาพจิตใจ ความสามารถในการรับรู้ หรือพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งมีความสำคัญในหลายคดี เช่น คดีอาญาหรือคดีครอบครัว
  •     ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด ใช้ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาความผิดในคดีจราจรหรือคดีอาญา

จะเห็นได้ว่า พยานผู้เชี่ยวชาญมีบทบาทครอบคลุมหลายสาขา และเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยง ความรู้ทางวิชาการเข้ากับข้อเท็จจริงในคดี ทำให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผลมากยิ่งขึ้น

การเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของพยานผู้เชี่ยวชาญ

การนำพยานผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก ซึ่งมีลักษณะและข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน ดังนี้

พยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้ง (Court-Appointed Expert) 

พยานผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้เป็นกรณีที่ศาลมีอำนาจแต่งตั้งขึ้นเอง เมื่อเห็นว่าจำเป็นต่อการวินิจฉัยคดี หรืออาจแต่งตั้งตามคำร้องของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 99 และ 129 โดยทั่วไป ศาลมักพิจารณาเลือกผู้เชี่ยวชาญจาก “บัญชีทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม” ซึ่งเป็นบุคคลที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและมีความน่าเชื่อถือในทางวิชาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญลักษณะนี้มีสถานะเสมือนเป็นผู้ช่วยศาล ทำหน้าที่ให้ความเห็นทางวิชาการเพื่อช่วยให้ศาล
เข้าใจข้อเท็จจริงที่มีความซับซ้อน โดยการแต่งตั้งจะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น เว้นแต่จะเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับศาลอยู่แล้ว นอกจากนี้คู่ความยังมีสิทธิคัดค้าน ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยในความเป็นกลาง หรือมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับคดี

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญถือเป็น “ดุลพินิจของศาล” กล่าวคือ ศาลไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตามที่คู่ความร้องขอเสมอไป หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็น หรือสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเอง เช่น

  •     การตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญหรือการส่งวัตถุไปตรวจพิสูจน์เป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นสมควร ไม่ใช่การบังคับที่ศาลต้องทำตามที่คู่ความร้องขอเสมอไป (คำพิพากษาฎีกาที่ 2627/2525)
  •     การที่ศาลเห็นว่าสิ่งนั้นศาลสามารถตรวจเปรียบเทียบเองได้เพียงพอแล้ว ก็มีสิทธิปฏิเสธไม่ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 6510/2544) หรือหากศาลเห็นว่าไม่จำเป็นก็สามารถปฏิเสธการตั้งผู้เชี่ยวชาญคนใหม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1292-1293/2512)

พยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความอ้าง (Expert Witness by Parties)

พยานผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้ เป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นพยานของตนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 98 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243  โดยพยานประเภทนี้มีสถานะเป็น “พยานบุคคล” ซึ่งจะต้องมาเบิกความต่อหน้าศาล และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งทำการถามค้าน เพื่อทดสอบความรู้ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลางของพยาน

ในทางปฏิบัติ พยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความอ้างมักมีแนวโน้มที่จะให้ความเห็นในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายที่ตนอ้างมา จึงเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายที่จะต้องตรวจสอบและตั้งคำถามอย่างรอบคอบ เพื่อให้ศาลเห็นถึงน้ำหนักของพยานดังกล่าว ทั้งนี้ คู่ความจะต้องระบุชื่อพยานผู้เชี่ยวชาญไว้ในบัญชีระบุพยานตามขั้นตอนของกฎหมาย มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำพยานเข้าสืบในชั้นศาลได้

ดังนั้น การเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของพยานผู้เชี่ยวชาญ มีได้ทั้งกรณีที่ศาลเป็นผู้แต่งตั้งและกรณีที่คู่ความเป็นผู้อ้าง โดยแต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งจะเน้นความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความอ้างจะเน้นการต่อสู้คดีและต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถวางกลยุทธ์ในการนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ลักษณะการให้ความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ

ในการนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญในชั้นศาล สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “รูปแบบการให้ความเห็น” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของพยานหลักฐาน โดยทั่วไป พยานผู้เชี่ยวชาญสามารถให้ความเห็นได้ 3 ลักษณะ ได้แก่

1) ให้ความเห็นเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว

2) ให้ความเห็นเป็นหนังสือ และมาเบิกความประกอบความเห็นเป็นหนังสือ

3) มาเบิกความต่อศาลโดยไม่ได้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือ

ทั้งนี้ รูปแบบใดจะถูกนำมาใช้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีและประเภทของพยานผู้เชี่ยวชาญนั้น

กรณีพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้ง (คดีแพ่ง)

สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งในคดีแพ่ง ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 ศาลอาจให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือมาเบิกความด้วยวาจาก็ได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของคดี

ในทางปฏิบัติ หากศาลเห็นว่ารายงานความเห็นเป็นหนังสือมีความชัดเจนเพียงพอแล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความเพิ่มเติม เว้นแต่ ศาลยังมีข้อสงสัยหรือคู่ความฝ่ายใดร้องขอให้มาอธิบายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การจะเรียกผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความหรือไม่นั้น ยังคงเป็น “ดุลพินิจของศาล” กล่าวคือ แม้จะมีคำร้องขอ แต่หากศาลเห็นว่าไม่จำเป็น ก็อาจปฏิเสธได้

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6985/2551 วางหลักว่า การแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 อาจกระทำได้ทั้งโดยวาจาหรือเป็นหนังสือ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร หรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ทั้งนี้ หากไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดร้องขอให้ศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาให้การเพิ่มเติมด้วยวาจา ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่จัดทำเป็นหนังสือเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีได้

กรณีพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความอ้าง

ในกรณีที่คู่ความเป็นผู้อ้างพยานผู้เชี่ยวชาญเอง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา พยานผู้เชี่ยวชาญจะต้องมาเบิกความด้วยวาจาต่อหน้าศาลเสมอ แม้จะมีการจัดทำรายงานเป็นหนังสือส่งต่อศาลแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เพียงพอหากไม่มีการนำตัวผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความ

เหตุผลสำคัญคือ เพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งสามารถซักถามและถามค้าน เพื่อทดสอบความถูกต้องของความเห็น และความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญ

ดังนั้น หากมีเพียงรายงานเอกสารโดยไม่มีการเบิกความ ศาลมักให้น้ำหนักน้อย เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว

กรณีพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีอาญา

ในคดีอาญา กฎหมายกำหนดหลักเข้มงวดมากขึ้น โดยพยานผู้เชี่ยวชาญจะต้องมาเบิกความต่อหน้าจำเลยเสมอ แม้ว่าจะมีการจัดทำความเห็นเป็นหนังสือไว้แล้วก็ตาม ก็ยังต้องมาอธิบายประกอบ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นหรือคู่ความไม่ติดใจถามค้าน เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลยให้สามารถเผชิญหน้าและถามค้านพยานได้โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ควรระวัง คือ หากคู่ความ “ยอมรับ” รายงานหรือผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ในชั้นตรวจพยานหลักฐาน อาจทำให้เสียสิทธิในการถามค้านในภายหลังได้ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติควรยอมรับเฉพาะประเด็นที่ไม่เป็นข้อพิพาทเท่านั้น

ดังนั้น ลักษณะการให้ความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ มีผลอย่างมากต่อน้ำหนักของพยานหลักฐาน ทั้งนี้ การเลือกวิธีนำสืบให้เหมาะสมกับประเภทของพยานผู้เชี่ยวชาญและลักษณะของคดี จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พยานมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในมุมมองของศาล

ประเภทของผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้

ผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้ เป็นบุคคลที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับศาลยุติธรรม ตามระเบียบเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญของศาล โดยได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการเรียกมาให้ความเห็นในคดี ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจลายมือชื่อและลายนิ้วมือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่หรือที่ดิน

จุดเด่นของผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้คือ

  • มีความน่าเชื่อถือสูง
  • มีความเป็นกลาง
  • ผ่านการตรวจสอบจากศาลมาแล้ว

จึงมักเป็นตัวเลือกแรกที่ศาลจะพิจารณาแต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับศาลไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ก็ยังสามารถมาเบิกความเป็นพยานได้ เพียงแต่จะไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบหรือระเบียบของศาลโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งขึ้นเป็นเฉพาะคดี

ผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้ ศาลอาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะคดี โดยเลือกจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ สถาบันวิชาชีพ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง

โดยการแต่งตั้งลักษณะนี้ ศาลจะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลหรือหน่วยงานนั้นก่อน และในทางปฏิบัติ ศาลมักเปิดโอกาสให้คู่ความตกลงร่วมกันเลือกผู้เชี่ยวชาญมากกว่าการแต่งตั้งโดยศาลฝ่ายเดียว

ผู้เชี่ยวชาญที่ทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้ เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดในทางปฏิบัติ เนื่องจากช่วยลดข้อโต้แย้งในเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายอาจตกลงกันว่าจะใช้ผู้เชี่ยวชาญบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือใช้หน่วยงานกลาง เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาล หรือกองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้เชี่ยวชาญที่แต่ละฝ่ายอ้าง

ผู้เชี่ยวชาญประเภทนี้ เป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำผู้เชี่ยวชาญมาเอง โดยอีกฝ่ายไม่ได้ยอมรับ พยานประเภทนี้มักถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องความน่าเชื่อถือ

ดังนั้น คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของพยาน เพื่อทดสอบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความรู้จริงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับเพียงพอหรือไม่ หรือมีความเอนเอียงหรือไม่ โดยความน่าเชื่อถืออยู่ที่เหตุผลประกอบ รวมไปถึงคุณวุฒิและความเชี่ยวชาญของพยานคนนั้น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญที่รู้เห็นข้อเท็จจริงในคดีโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญพยานประเภทนี้สามารถให้ข้อมูลได้ทั้งข้อเท็จจริงจากการพบเห็นโดยตรงและความเห็นทางวิชาการ จึงมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูงและมักมีบทบาทสำคัญในการชี้ขาดคดี

ในบางคดี ผู้เชี่ยวชาญอาจมีฐานะเป็นทั้งพยานโดยตรงและเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น แพทย์ที่ชันสูตรพลิกศพ แพทย์ที่ตรวจร่างกายผู้เสียหาย แพทย์เจ้าของไข้ที่รักษาผู้ป่วยมาก่อน ดังตัวอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2567 ซึ่งศาลได้ให้ความสำคัญกับความเห็นของแพทย์ผู้รักษาที่ติดตามอาการผู้ป่วยมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีทั้งข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงและความเห็นทางวิชาการประกอบกัน จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟัง

          จะเห็นได้ว่า พยานผู้เชี่ยวชาญแต่ละประเภทมีระดับความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้พยานผู้เชี่ยวชาญให้เหมาะสมกับลักษณะคดีและการเตรียมการนำสืบอย่างรอบคอบ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การชั่งน้ำหนักพยานผู้เชี่ยวชาญ

แม้ว่าพยานผู้เชี่ยวชาญจะเป็นพยานที่มีความสำคัญในคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย “ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ” ก็ยังถือเป็นเพียงพยานหลักฐานประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันให้ศาลต้องเชื่อตามเสมอไป

ทั้งนี้ ศาลยังคงมีหน้าที่ต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนร่วมกัน กล่าวคือ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานความเห็นทางวิชาการ ที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย

หลักการสำคัญในการชั่งน้ำหนัก

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานผู้เชี่ยวชาญทุกกรณี
  • น้ำหนักของพยานขึ้นอยู่กับเหตุผล ความน่าเชื่อถือ และพยานหลักฐานอื่นประกอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายกรณี ศาลอาจไม่รับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ หากพบว่าขาดข้อมูลสนับสนุนเพียงพอหรือขัดแย้งกับพยานหลักฐานอื่นในคดี ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

ดังตัวอย่างในคำพิพากษาฎีกาที่ 2126/2541 พบว่าแม้ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์ลายมือจะมีความเห็นว่าลายมือชื่อมีลักษณะแตกต่างกันและน่าจะมิใช่ลายมือของบุคคลเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโดยตลอดแล้ว ปรากฏว่าไม่มีตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเอกสารพิพาทเพื่อใช้เปรียบเทียบอย่างเพียงพอ ดังนั้น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามหลักวิชาการเท่านั้น มิใช่ข้อยุติแห่งคดี ทั้งนี้ กฎหมายมิได้บัญญัติให้ศาลต้องรับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อยุติเสมอไป ประกอบกับ จำเลยให้การปฏิเสธและมีเหตุผลสนับสนุนว่าไม่มีมูลเหตุจูงใจในการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ อีกทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลจึงวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

โดยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอาจแบ่งได้ออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

ความเห็นในเชิงพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ที่มีน้ำหนักรับฟังได้ (High Weight)

กรณีที่ศาลมักให้ความเชื่อถือสูง คือความเห็นที่อยู่บนพื้นฐานของ “นิติวิทยาศาสตร์” หรือหลักวิชาการที่มีมาตรฐานชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากกระบวนการตรวจพิสูจน์ถูกต้องตามหลักวิชาการและผลการตรวจสอดคล้องกับพยานแวดล้อมอื่นในคดี  ศาลมักจะรับฟังและให้น้ำหนักสูงถึงขั้นใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดีได้ ตัวอย่างเช่น

  • การตรวจ DNA และเลือด
    ศาลรับฟังผลตรวจ DNA จากเลือดบนกางเกงชั้นในของจำเลยที่ตรงกับผู้ตาย เป็นหลักฐานสำคัญชี้ขาดให้ลงโทษแม้ไม่มีประจักษ์พยาน (คำพิพากษาฎีกาที่ 5865/2543) หรือ DNA บนกางเกงชั้นในชายในที่เกิดเหตุที่ตรงกับจำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ 492/2565) 
  • การตรวจลายนิ้วมือ เส้นผม และวัตถุพยาน
    การพบรอยนิ้วมือของจำเลยบนเก้าอี้ที่เป็นอาวุธ และเส้นผมจำเลยติดที่คราบเลือดผู้ตาย เป็นพยานหลักฐานมั่นคง (คำพิพากษาฎีกาที่ 1794/2542) รวมถึงการพบเส้นขนที่อวัยวะเพศของผู้ตายตรงกับของจำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ 3472/2526) หรือเศษสีรถที่ชนกันตรงกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 209/2545)
  • การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ในคดีอาญา
    เช่น คดีฆาตกรรมแพทย์หญิงผัสพร (คำพิพากษาฎีกาที่ 2236/2550): แม้จำเลยปฏิเสธ แต่พยานผู้เชี่ยวชาญตรวจพบคราบโลหิตและชิ้นเนื้อในบ่อเกรอะที่มี DNA ตรงกับผู้ตาย ศาลถือว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับพยานแวดล้อมเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้
  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศหรือแผนที่                                                                                                                                                                                                                                                เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 5206/2559 พบว่ารายงานผลการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศที่ผู้เชี่ยวชาญจัดทำขึ้นผ่านขั้นตอนการจัดทำทั้งการถ่ายรูป สำรวจ และทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีวิชาชีพในแต่ละสาขานั้นโดยตรง และเป็นไปตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน แม้ผลการวิเคราะห์อาจมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยคณะกรรมการตรวจสอบผลการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังได้เบิกความต่อศาล พร้อมทั้งอธิบายประกอบโดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ฉายภาพ และผ่านการซักถามจากคู่ความแล้ว จึงถือได้ว่าพยานหลักฐานดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์ในศาลจนเป็นที่ยอมรับปราศจากข้อสงสัย ดังนั้น พยานหลักฐานดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงได้ และมีน้ำหนักน่าเชื่อถือในการรับฟังของศาล
  • การตรวจสารเสพติดหรือสารเคมี                                                                                                                                                                                                                                                                                เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 7123/2560 การตรวจเมทแอมเฟตามีนโดยใช้วิธี “สุ่มตัวอย่าง” ร้อยละ 10 จากของกลางจำนวนมาก สามารถรับฟังได้ หากดำเนินการตามหลักวิชาการและสถิติ โดยในคดีนี้ผู้เชี่ยวชาญได้สุ่มตัวอย่างอย่างกระจายจากทุกซอง ไม่ได้เลือกเฉพาะบางส่วน ทำให้ตัวอย่างเป็นตัวแทนของของกลางทั้งหมดได้ ดังนั้น ผลการตรวจและการคำนวณปริมาณสารเสพติดจึงมีความน่าเชื่อถือ เป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รับฟังได้

พยานหลักฐานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอ (Low Weight)

          ในทางกลับกัน หากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญยังมีลักษณะเป็นเพียง “การประเมิน” หรือ “ข้อสันนิษฐาน” ที่ไม่แน่นอน ศาลมักให้ความเชื่อถือน้อย  ตัวอย่างเช่น

  • เครื่องจับเท็จ

กรณีศาลเห็นว่าเครื่องจับเท็จเป็นเพียงการวิเคราะห์พฤติกรรมการตอบคำถาม ไม่อาจนำมาพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยเป็นที่แน่ชัดได้ ต่างกับการพิสูจน์ตัวบุคคลที่อาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ จึงไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานลงโทษได้หากปราศจากพยานอื่น

ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 734/2553 พบว่าเมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลำพังเครื่องจับเท็จและความเห็นของผู้ชำนาญด้านเครื่องจับเท็จยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย

  • การตรวจลายมือชื่อเพียงอย่างเดียว

กรณีที่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจะเห็นว่า “น่าจะปลอม” แต่หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ เช่น พยานบุคคลหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมศาลมักถือว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2532  การวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์หรือไม่นั้น แม้โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความอย่างมีเหตุผลไม่มีข้อพิรุธสงสัยยืนยันว่าจำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ต่อหน้าพยาน ย่อมมีน้ำหนักดีกว่าพยานของจำเลย ซึ่งมีเพียงแต่รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย โดยที่ตัวจำเลยมิได้มาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของตน

ดังนั้น ในการนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ ควรมุ่งเน้นให้ความเห็นมีหลักวิชาการรองรับ การตรวจสอบได้ การเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริง เพื่อเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในชั้นศาล

 ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักของพยานผู้เชี่ยวชาญ

พยานผู้เชี่ยวชาญถือเป็นพยานหลักฐานที่มีความสำคัญในคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของพยานผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้

ฐานข้อมูลที่ใช้ประกอบการให้ความเห็น

กล่าวคือ หากความเห็นนั้นตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ชัดเจน มีการทดลอง มีหลักวิชาการรองรับ หรือมีการอ้างอิงตำรา ทฤษฎี หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ย่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่าความเห็นที่เป็นเพียงการคาดคะเนหรือไม่มีหลักฐานรองรับ

คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ

กล่าวคือ คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญนั้นมีผลต่อความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ การศึกษา รวมถึงความเป็นกลางในการให้ความเห็น หากผู้เชี่ยวชาญมีความน่าเชื่อถือในองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ความเห็นก็ย่อมมีน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย

ความครบถ้วนของข้อมูล

กล่าวคือ ในกรณีการตรวจลายมือชื่อ หากมีตัวอย่างให้เปรียบเทียบเพียงพอและอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ผลการตรวจย่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากรณีที่มีข้อมูลจำกัด

กรณีความเห็นผู้เชี่ยวชาญขัดแย้งกัน

ในกรณีที่มีผู้เชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายให้ความเห็นขัดแย้งกัน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการเลือกเชื่อฝ่ายที่มีเหตุผลและความน่าเชื่อถือมากกว่า ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2564 หากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและมีความเห็นแตกต่างกันนั้น มิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด

ข้อยกเว้น: กรณี “คำท้า”

ในคดีแพ่ง มีข้อยกเว้นสำคัญคือกรณีที่คู่ความตกลงกันทำคำท้า โดยยินยอมให้ผลการตรวจของผู้เชี่ยวชาญเป็นข้อยุติของคดี เช่น การตรวจสาเหตุอาคารทรุด หรือการตรวจลายมือชื่อ

เมื่อมีคำท้า ศาลย่อมผูกพันตามข้อตกลงนั้น และไม่จำเป็นต้องสืบพยานอื่นเพิ่มเติม ดังนั้น การยอมรับคำท้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องที่ยังไม่แน่ใจหรือมีปัจจัยแปรผันสูง เช่น การตรวจลายมือชื่อ

อย่างไรก็ดี ในบางกรณีที่เป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน เช่น การตรวจ DNA ซึ่งมีความแม่นยำสูง การใช้คำท้าอาจมีความเหมาะสมมากกว่า

ขั้นตอนและเทคนิคการนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

การนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญให้มี “น้ำหนัก” และ “ความน่าเชื่อถือ” ในมุมมองของศาล ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ตัวผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวและวิธีการนำสืบของทนายความด้วย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

กระบวนการก่อนการสืบพยาน

การคัดเลือกพยานผู้เชี่ยวชาญ

ควรพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  •     มีความรู้และความชำนาญเฉพาะด้านมากที่สุด
  •     มีประสบการณ์ในการเบิกความ
  •     สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย

การเตรียมความเข้าใจร่วมกัน

ทนายความควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญล่วงหน้า เพื่อให้เข้าใจตรงกันในเรื่องดังต่อไปนี้

  •     ประเด็นที่จะซักถาม
  •     ข้อเท็จจริงของคดี

เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการเบิกความ

การที่ทนายความต้องเข้าใจเรื่องเฉพาะทาง

แม้ทนายความจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นโดยตรง แต่ควรศึกษาประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถ

  •     ตั้งคำถามได้ตรงประเด็น
  •     แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้
  •     อธิบายหรือขยายความเมื่อพยานตอบไม่ชัดเจน

การเตรียมด้านกระบวนการ

  •     ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้อง
  •     ขอหมายเรียกพยาน
  •     ขอให้ศาลแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ (หากจำเป็น)
  •     นัดหมายวันสืบพยานล่วงหน้า

กระบวนการซักถามในชั้นศาล

เมื่อเข้าสู่ชั้นศาล การซักถามต้องเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน

การรับรองคุณสมบัติ

ควรเริ่มต้นด้วยการนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของพยาน ได้แก่

  • วุฒิการศึกษา
  • ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
  • ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบ

เพื่อให้ศาลมั่นใจว่าว่าพยานผู้นั้นมีคุณสมบัติและมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง

การอธิบายฐานข้อมูลและหลักวิชาการ

ควรดำเนินการให้ปรากฏอย่างชัดเจน

  •     ผู้เชี่ยวชาญได้เปิดเผยว่าตนใช้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดเป็นฐานในการให้ความเห็น
  •     ผู้เชี่ยวชาญใช้วิธีการ หลักเกณฑ์ หรือทฤษฎีทางวิชาการใดในการวิเคราะห์

ยิ่งไปกว่านั้น หากมีตำราที่น่าเชื่อถือ มีผลการวิจัย หรือหลักฐานในทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างก็ควรจะนำสืบประกอบเข้าไปด้วยเพื่อประกอบข้ออ้างนั้น

การเชื่อมโยงวิชาการกับข้อเท็จจริง

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า “หลักวิชาการนั้น ส่งผลต่อข้อเท็จจริงในคดีอย่างไร” ตัวอย่างเช่น

  •     ผลทดสอบสติสัมปชัญญะ ใช้ประกอบการพิจารณาความสามารถในการทำพินัยกรรม
  •     ลักษณะบาดแผล ใช้ประกอบการวินิจฉัยวิธีการทำร้าย
  •     หลักนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ประกอบการอธิบายความเป็นไปได้หรือโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงในคดี

การใช้คำถามสมมติ

วิธีการนี้เหมาะกับกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริง ทนายความสามารถใช้วิธี ตั้งคำถามโดยสมมติข้อเท็จจริง ที่สอดคล้องกับพยานหลักฐานในคดี เพื่อให้พยานผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และให้ความเห็นทางวิชาการจากข้อเท็จจริงสมมตินั้น เช่น

  •     การสมมติสถานการณ์ในกรณีทำร้ายร่างกาย โดยพิจารณาจากขนาดร่างกายของผู้เสียหายและจำเลย ตลอดจนลักษณะของการกระทำ ว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะก่อให้เกิดบาดแผลในลักษณะดังกล่าว
  •     กรณีการสมมติว่าการรับประทานยาบางชนิดในช่วงเวลากลางคืน จะมีผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะในช่วงเวลาเช้ามากน้อยเพียงใด

การอธิบายประเด็นทางวิชาการให้เข้าใจโดยง่าย

การนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญควรมุ่งให้ศาลเข้าใจประเด็นทางวิชาการที่ซับซ้อนได้โดยง่าย โดยทนายความควรตั้งคำถามให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง พร้อมทั้งใช้การเปรียบเทียบเพื่ออธิบายเรื่องยากให้เห็นภาพ เช่น การเปรียบเทียบแนวคิดหรือโรคที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ควรกระตุ้นให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เสมือนอธิบายแก่บุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้น

ทั้งนี้ หากมีการใช้คำศัพท์เฉพาะทางหรือภาษาวิชาการ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายความหมายประกอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการทำความเข้าใจ และเพื่อให้ศาลสามารถนำความเห็นดังกล่าวไปประกอบการวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

ควบคุมขอบเขตความเห็น ผู้เชี่ยวชาญต้องให้ความเห็นเฉพาะในขอบเขตวิชาชีพของตน

ห้ามพยานผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นฟันธงในข้อกฎหมายหรือผลแพ้ชนะของคดีเด็ดขาด เช่น แพทย์บอกได้ว่ารักษากระทำตามมาตรฐานหรือไม่ แต่ไม่ควรฟันธงว่า “จำเลยประมาทเลินเล่อและมีความผิด” หรือในคดีข่มขืนก็บอกเพียงแค่ว่าลักษณะมีการใช้กำลังจริงหรือไม่ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมไปถึงขั้นว่าเป็นการข่มขืนหรือสมยอม

ข้อควรระวังในการซักถามพยานผู้เชี่ยวชาญ

ในการซักถามพยานผู้เชี่ยวชาญ ควรคำนึงถึงข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  •     หลีกเลี่ยงการใช้คำถามนำ
  •     ระมัดระวังเรื่องการทำบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานผู้เชี่ยวชาญ

โดยพยานผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้อ้างอิงเอกสารประกอบการเบิกความได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

การเตรียมรับการถามค้าน

ควรซักซ้อมพยานล่วงหน้าในเรื่องแนวคำถามค้าน วิธีการตอบ และการวางตัวในศาล เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (ทำอย่างไรเมื่อต้องไปเป็นพยานศาล: https://www.youtube.com/watch?v=zFIhjNKYyN4&t=283s), (การซักซ้อมทำความเข้าใจกับพยานก่อนขึ้นศาล เบสิคพื้นฐานทนายความต้องรู้: https://www.youtube.com/watch?v=__2UGw5PDkE ), (วิธีตอบคำถามค้านทนายความฝ่ายตรงข้าม – 7 เคล็ดลับต้องรู้: https://www.youtube.com/watch?v=y9TRcBUGeXo&t=2s)

สรุป

พยานผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานที่มีบทบาทสำคัญในการอธิบายข้อเท็จจริงเชิงวิชาการให้ศาลเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงพยานหลักฐานประเภทหนึ่ง มิได้มีผลผูกพันให้ศาลต้องเชื่อตามเสมอไป

น้ำหนักของพยานผู้เชี่ยวชาญขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของหลักวิชาการ ความครบถ้วนของข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ และความสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นในคดี

ดังนั้น การนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญให้มีน้ำหนัก ควรมุ่งให้ความเห็นมีหลักวิชาการรองรับ สามารถตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงในคดีอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญต้องให้ความเห็นเฉพาะในขอบเขตทางวิชาชีพของตน และไม่อาจวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือชี้ขาดผลแห่งคดีได้ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ

 

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น