คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

วันชี้สองสถาน ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเทคนิค-ทางปฏิบัติที่ต้องรู้

บทนำ

          การชี้สองสถานในคดีแพ่งคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และก่อนถึงวันนัดชี้สองสถาน คู่ความต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

          ในคดีแพ่งเกือบทุกคดี จะมีวันนัดหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมากในกระบวนพิจารณา นั่นคือ “วันนัดชี้สองสถาน” แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าการชี้สองสถานคืออะไร และศาลจะดำเนินกระบวนการอย่างไรในวันนัดดังกล่าว

          บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่า การชี้สองสถานคืออะไร ศาลมักดำเนินการอะไรบ้างในทางปฏิบัติ และก่อนถึงวันนัดดังกล่าว คู่ความหรือทนายความควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพครับ

การชี้สองสถานคืออะไร

          การชี้สองสถานเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งในคดีแพ่งของศาลไทย ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน แม้ในอดีตจะไม่ได้ใช้คำว่า “ชี้สองสถาน” โดยตรง แต่ก็มีลักษณะของกระบวนพิจารณาที่ใกล้เคียงกับที่ใช้กันในปัจจุบัน

          แนวคิดลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ในคัมภีร์อินทภาษ และในกฎหมายราชบุรีของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนการพิจารณาคดีไว้ในลักษณะที่คล้ายกับการชี้สองสถานในปัจจุบัน

          หัวใจสำคัญของการชี้สองสถาน คือ การที่ศาลตรวจสอบรูปคดีจากคำฟ้อง คำให้การ หรือคำแถลงของคู่ความ เพื่อพิจารณาว่าคดีที่พิพาทกันอยู่นั้นมีประเด็นข้อพิพาทสำคัญใดบ้างที่ต้องวินิจฉัยเพื่อชี้ขาดแพ้ชนะคดี เมื่อกำหนดประเด็นได้แล้ว ศาลจึงกำหนดให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบเฉพาะในประเด็นที่เป็นข้อพิพาทดังกล่าว เพื่อให้การสืบพยานเป็นไปอย่างกระชับ รวดเร็ว และตรงประเด็น

          ดังนั้น คำว่า “สองสถาน” ในการชี้สองสถาน จึงมีที่มาจากการจำแนกข้อเท็จจริงในคดีออกเป็นสองลักษณะ กล่าวคือ

  1. สถานที่เป็นประเด็นข้อพิพาทหมายถึง ข้อเท็จจริงที่คู่ความโต้แย้งกันอยู่ และจำเป็นต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด
  2. สถานที่ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทหมายถึง ข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับตรงกัน หรือถือว่ารับกันแล้ว หรือเป็นเพียงข้อปลีกย่อยที่ไม่ใช่สาระสำคัญต่อการวินิจฉัยแพ้ชนะคดี จึงไม่จำเป็นต้องนำสืบพยานในประเด็นดังกล่าว

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2525 การชี้สองสถานคือการกะประเด็นข้อพิพาทและกำหนดหน้าที่นำสืบ การกะประเด็นข้อพิพาทย่อมกะได้จากคำฟ้องและคำให้การซึ่งเป็นคำคู่ความ คำคู่ความเท่านั้นที่จะตั้งประเด็นระหว่างคู่ความได้

          การชี้สองสถานมีใช้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ในคดีอาญาไม่มีขั้นตอนการชี้สองสถาน เนื่องจากประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ในคดีอาญามีความชัดเจนอยู่แล้ว กล่าวคือ โจทก์มีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง และต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ตามหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย อีกทั้งโดยหลักแล้วโจทก์ต้องเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน

          ลักษณะดังกล่าวแตกต่างจากคดีแพ่ง ซึ่งภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบอาจตกอยู่กับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคดี และในบางกรณีฝ่ายจำเลยอาจต้องเป็นฝ่ายนำสืบก่อนฝ่ายโจทก์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญามีนัดหนึ่งที่อาจพอเปรียบเทียบได้กับการชี้สองสถานในคดีแพ่ง คือ วันนัดตรวจพยานหลักฐาน แม้ว่ากระบวนการและรายละเอียดของการพิจารณาจะมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว
(วันตรวจพยานหลักฐาน :  https://www.youtube.com/watch?v=Nq_wLtMIsGY)

ประโยชน์ของการชี้สองสถาน

  • ทำให้คู่ความเห็นภาพของคดีชัดเจนขึ้น จึงอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาทกันได้ง่ายขึ้น
  • ทำให้คู่ความทุกฝ่ายทราบอย่างชัดเจนว่ามีประเด็นข้อพิพาทใดบ้างที่ต้องนำสืบพยาน
  • ช่วยป้องกันการนำพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือยหรืออยู่นอกประเด็นเข้าสู่กระบวนพิจารณา
  • ทำให้ศาลสามารถพิจารณาและวินิจฉัยคดีได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น
  • ช่วยให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดจำนวนวันนัดสืบพยานที่ไม่จำเป็น

 ข้อเสียหรือข้อควรระวังในการชี้สองสถาน

          แม้ว่าการชี้สองสถานจะมีประโยชน์ต่อการจัดระเบียบประเด็นข้อพิพาทในคดี แต่หากศาลกำหนดประเด็นในการชี้สองสถานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินคดีได้ เช่น

  • อาจส่งผลกระทบต่อการกำหนดลำดับการนำสืบพยานก่อนหรือหลัง ซึ่งอาจทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบหรือได้เปรียบในกระบวนพิจารณา
  • อาจทำให้คู่ความเสียเปรียบในคดี หากประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความประสงค์จะต่อสู้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ หรือถูกกำหนดไว้ไม่ถูกต้อง และหากคู่ความไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านการกำหนดประเด็นดังกล่าวภายในกำหนดเวลา ก็อาจถือได้ว่าได้สละประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2525
  • อาจส่งผลกระทบต่อการวินิจฉัยคดีของศาล รวมถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยเฉพาะในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ในกรณีที่มีการกำหนดภาระการพิสูจน์คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

ศาลจำเป็นต้องชี้สองสถานทุกคดีหรือไม่

          โดยหลักแล้ว ศาลไม่จำเป็นต้องชี้สองสถานในทุกคดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีและดุลพินิจของศาล ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2524 นอกจากนี้ กฎหมายยังบัญญัติให้ในบางกรณีศาลอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการชี้สองสถานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 เช่น

  1. จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
  2. คำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นปฏิเสธที่ชัดแจ้ง
  3. คดีมโนสาเร่ที่ไม่มีข้อยุ่งยาก
  4. คดีที่ไม่มีข้อพิพาท หรือเป็นคำร้องฝ่ายเดียว
  5. คดีที่ไม่มีประเด็นข้อพิพาทซับซ้อนหรือมีหลายประเด็น
  6. คดีที่ศาลสามารถพิพากษาได้โดยไม่จำเป็นต้องสืบพยาน

          อย่างไรก็ตาม คู่ความสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลชี้สองสถานได้ หากเห็นว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทที่ควรกำหนดให้ชัดเจนก่อนการสืบพยาน ซึ่งในทางปฏิบัติ การชี้สองสถานจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของคดีและแนวทางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในแต่ละสำนวนเป็นสำคัญ ในบางคดีศาลอาจเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องชี้สองสถาน เช่น กรณีที่คดีไม่มีความซับซ้อนหรือมีประเด็นข้อพิพาทไม่มาก อีกทั้งในบางกรณี ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ชี้สองสถานอาจไม่ใช่ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่สืบพยานในภายหลัง เนื่องจากระบบวาระโยกย้ายหรือการจัดสรรงานของศาล จึงอาจทำให้ผู้พิพากษาบางท่านไม่นิยมชี้สองสถาน เพราะเกรงว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาสืบพยานภายหลังอาจมีมุมมองต่อประเด็นข้อพิพาทแตกต่างออกไป นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติยังอาจมีปัจจัยด้านภาระงานของศาลหรือช่วงเวลาที่ได้รับสำนวนคดี ซึ่งอาจทำให้ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการชี้สองสถานในคดีนั้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182

          เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมีแล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถานโดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

          (1) จำเลยคนใดคนหนึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ

          (2) คำให้การของจำเลยเป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น

          (3) คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น โดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน

          (4) ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน

          (5) คดีมโนสาเร่ตามมาตรา 189 หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยากตามมาตรา 196

          (6) คดีที่ศาลเห็นว่ามีประเด็นข้อพิพาทไม่ยุ่งยากหรือไม่จำเป็นที่จะต้องชี้สองสถาน

          ในกรณีที่ไม่ต้องมีการชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามมาตรา 184 เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว

               คู่ความอาจตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาทโดยยื่นคำแถลงร่วมกันต่อศาลในกรณีเช่นว่านี้ ให้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามนั้น แต่ถ้าศาลเห็นว่าคำแถลงนั้นไม่ถูกต้อง ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำแถลงนั้น แล้วดำเนินการชี้สองสถานไปตามมาตรา 183

ขั้นตอนและแนวปฏิบัติในการชี้สองสถาน

          โดยหลักแล้ว ศาลต้องแจ้งให้คู่ความทราบล่วงหน้าว่าจะมีการชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 14 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 184 ซึ่งในทางปฏิบัติ วันนัดชี้สองสถานมักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกในหมายเรียกหรือคำสั่งนัดพิจารณา โดยระบุว่านัดดังกล่าวเป็นนัดชี้สองสถาน หรือหากมีการเลื่อนนัด ศาลก็มักจะระบุไว้ในคำสั่งเลื่อนนัดด้วยว่านัดถัดไปจะมีการชี้สองสถาน นอกจากนี้ ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความมาศาลด้วยตนเองได้ตามมาตรา 19 หากเห็นว่าจำเป็นต่อการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายตรงส่วนนี้ไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=eSJq-nCP6pw)

          เมื่อถึงวันนัดชี้สองสถาน ในทางปฏิบัติศาลอาจเริ่มจากการสอบถามคู่ความว่าประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกันก่อนหรือไม่ หากคู่ความสามารถตกลงกันได้ คดีก็อาจยุติลงโดยไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการสืบพยาน แต่ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจะเริ่มตรวจสอบคำฟ้องและคำให้การของคู่ความ เพื่อกำหนด ประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ และหน้าที่นำสืบ ในคดี

          ประเด็นข้อพิพาท หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่คู่ความไม่สามารถรับกันได้จากคำฟ้องและคำให้การ และเป็นข้อสำคัญที่มีผลต่อการวินิจฉัยแพ้ชนะคดี ไม่ใช่เพียงข้อปลีกย่อยของคดี

          ตัวอย่างของประเด็นข้อพิพาท เช่น

  • โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
  • คำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
  • จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่
  • คู่ความได้ตกลงทำสัญญากันหรือไม่
  • ค่าเสียหายมีจำนวนเท่าใด
  • คดีขาดอายุความหรือไม่
  • ฝ่ายใดเป็นผู้กระทำละเมิด

          ทั้งนี้ ประเด็นข้อพิพาทจะต้องเกิดจากข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องและคำให้การของคู่ความเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทอาจแบ่งได้เป็น ประเด็นข้อกฎหมาย และ ประเด็นข้อเท็จจริง

          โดยประเด็นข้อกฎหมาย ศาลสามารถวินิจฉัยได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีการสืบพยาน แต่ในส่วนของประเด็นข้อเท็จจริง ศาลไม่อาจวินิจฉัยได้เอง จำเป็นต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว

          เมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การกำหนด ภาระการพิสูจน์ และ หน้าที่นำสืบ ว่าคู่ความฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น ภายหลังจากกำหนดภาระการพิสูจน์แล้ว ศาลจึงจะกำหนด ลำดับการนำสืบพยานก่อนหรือหลัง โดยทั่วไป คู่ความฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นสำคัญของคดี หรือมีภาระการพิสูจน์มากกว่า มักจะเป็นฝ่ายที่ต้องนำสืบพยานก่อน

ตัวอย่างการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ

          คดีกู้ยืมเงิน (อ้างนิติกรรมอำพราง)

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่ามีการทำสัญญากู้ยืมเงินจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียง นิติกรรมอำพราง และตนไม่ได้รับเงินกู้ตามสัญญา

          กรณีนี้ ประเด็นข้อพิพาทคือ จำเลยได้กู้ยืมเงินตามฟ้องของโจทก์จริงหรือไม่

          เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายหยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างว่าการกู้ยืมเป็นนิติกรรมอำพราง และไม่ได้รับเงินกู้จริง ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 507/2497)

          คดีกู้ยืมเงิน (ปฏิเสธลายมือชื่อในสัญญา)

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นหลักฐาน แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และอ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ

          กรณีนี้ ประเด็นข้อพิพาทคือ จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และทำสัญญากู้ยืมเงินจริงหรือไม่

          เมื่อจำเลยปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้องทั้งหมด ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับโจทก์ ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 61/2530)

          จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์มีผลโดยตรงต่อการกำหนดลำดับการนำสืบพยานของคู่ความ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มักถูกพิจารณาและกำหนดในวันนัดชี้สองสถาน

กระบวนการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันนัดชี้สองสถาน

          นอกจากการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ และลำดับการนำสืบพยานแล้ว ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลอาจดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของคดีก่อนเข้าสู่การสืบพยาน เช่น

  • ศาลอาจสอบถามคู่ความให้แถลงรับข้อเท็จจริงในประเด็นที่สามารถรับกันได้ เพื่อลดประเด็นที่ต้องนำสืบพยาน
  • ให้คู่ความตรวจสอบพยานเอกสารหรือพยานวัตถุของอีกฝ่ายหนึ่ง และศาลอาจมีคำสั่งให้เตรียมต้นฉบับพยานเอกสารหรือพยานวัตถุมาตรวจสอบด้วย (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1529/2511)
  • ให้คู่ความแถลงยอมรับหรือปฏิเสธความถูกต้องของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ
  • ให้คู่ความตกลงกันเกี่ยวกับการใช้ บันทึกถ้อยคำพยานแทนการซักถามพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/1 ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=0cgpMdpYFdM)
  • พิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าใช้จ่ายในกระบวนพิจารณา
  • มีคำสั่งให้จัดทำแผนที่พิพาทในคดีที่เกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์สินที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับแนวเขต
  • มีคำสั่งให้ส่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน เช่น การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ การตรวจดีเอ็นเอ หรือการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
  • พิจารณาเรื่องคำท้าตามที่คู่ความยื่นคำร้อง
  • ในบางกรณี คู่ความอาจตกลงกันกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือแนวทางการชี้สองสถานร่วมกันได้ แม้ในทางปฏิบัติจะพบไม่บ่อย
  • เมื่อกระบวนการต่าง ๆ เสร็จสิ้น ศาลจะกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป

          ตัวอย่างรูปแบบ รายงานกระบวนพิจารณาในการชี้สองสถาน สามารถศึกษาประกอบได้จาก คู่มือตุลาการณ์ หน้า 111 (https://anyflip.com/zhvkw/behu/basic/151-200)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183

          ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คำคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้

          ในการสอบถามคู่ความตามวรรคหนึ่ง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความจะยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ในขณะนั้น

ปัญหาที่พบบ่อยในชั้นชี้สองสถาน

          ในทางปฏิบัติ แม้การชี้สองสถานจะเป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดทิศทางของคดี แต่ก็ยังพบปัญหาในการดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่บ่อยครั้ง เช่น

  • ศาลงดการชี้สองสถานในคดีที่ควรมีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทอย่างชัดเจน
  • ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ครบถ้วน ทำให้มีประเด็นสำคัญตกหล่น
  • ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเกินกว่าที่คู่ความโต้แย้งกันจริง
  • ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทกว้างเกินไป ทำให้การนำสืบพยานไม่ชัดเจนและไม่ตรงประเด็น
  • ศาลกำหนดภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบคลาดเคลื่อนไปจากหลักกฎหมาย
  • ศาลกำหนดลำดับการนำสืบพยานก่อนหรือหลังไม่สอดคล้องกับภาระการพิสูจน์

          ปัญหาดังกล่าวมักเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ภาระงานของศาลที่มีจำนวนสำนวนคดีจำนวนมาก ทำให้มีเวลาในการศึกษาคำฟ้องและคำให้การอย่างจำกัด โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับสำนวนใกล้วันนัดชี้สองสถาน

          ขณะเดียวกัน ทนายความก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน หากไม่ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ได้วิเคราะห์ประเด็นข้อพิพาท หรือไม่ทราบแนวทางในการโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นของศาล ก็อาจทำให้เกิดความเสียเปรียบในกระบวนพิจารณาได้

สิ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนวันนัดชี้สองสถาน

          วันนัดชี้สองสถานเป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดทิศทางของการดำเนินคดีในช่วงการสืบพยาน ดังนั้นคู่ความหรือทนายความจึงควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างรอบคอบ โดยมีประเด็นที่ควรพิจารณาเตรียมการ เช่น

  • ทนายความเจ้าของสำนวนควรไปศาลด้วยตนเอง ไม่ควรมอบหมายให้เสมียนทนายความไปแทน เนื่องจากต้องใช้ความรู้ในข้อกฎหมายและความเข้าใจในข้อเท็จจริงของคดีในการโต้แย้งหรือเสนอความเห็นต่อศาล
  • ตรวจสอบคำฟ้องและคำให้การอย่างละเอียด เพื่อวิเคราะห์ว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทใดบ้างที่ต้องนำสืบพยาน
  • ตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทแต่ละประเด็นมี ภาระการพิสูจน์ และ หน้าที่นำสืบ อยู่ที่ฝ่ายใด
  • ในบางกรณีอาจจัดทำคำแถลงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเสนอให้ศาลพิจารณาประกอบ เพื่อช่วยให้ศาลเห็นภาพของคดีได้ชัดเจนขึ้น
  • เตรียมข้อมูลหรือพยานหลักฐานในประเด็นที่คู่ความอาจสามารถรับกันได้ หรือประเด็นที่ศาลอาจสอบถามในวันนัด
  • ตรวจสอบว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การหรือไม่ หากมีควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนหรือในวันนัดดังกล่าว
  • เตรียมพิจารณาประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมศาล หากเห็นว่าการประเมินค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้องก็อาจโต้แย้งหรือขอให้ศาลพิจารณาใหม่
  • ในคดีเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์สินที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับแนวเขต อาจต้องเตรียมเรื่องการขอรังวัดหรือจัดทำแผนที่พิพาท
  • พิจารณาว่าจะขอใช้ บันทึกถ้อยคำพยานแทนการซักถามพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120/1 หรือไม่
  • เตรียมประเด็นเกี่ยวกับการขอส่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน เช่น การตรวจลายมือชื่อ ลายนิ้วมือ หรือการตรวจดีเอ็นเอ
  • พิจารณาว่าจะเสนอ คำท้า ในประเด็นใดหรือไม่
  • ในกรณีที่คดีมีประเด็นข้อกฎหมายที่สามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นได้ ซึ่งผมเคยได้ทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=FeqedxhnFqU&t=209s)

หากศาลชี้สองสถานผิด ควรแก้ไขอย่างไร

          การที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ หรือหน้าที่นำสืบในการชี้สองสถานคลาดเคลื่อน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องลำดับการนำสืบพยาน ซึ่งอาจทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ดังนั้น หากเห็นว่าศาลชี้สองสถานไม่ถูกต้อง คู่ความหรือทนายความควรดำเนินการโต้แย้งหรือขอแก้ไขโดยเร็ว

          หลักเกณฑ์ในการแก้ไขกำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม โดยสามารถดำเนินการได้ เช่น

  • โต้แย้งด้วยวาจาในวันนัดนั้นทันที ก่อนลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา เพื่อให้ศาลบันทึกคำโต้แย้งไว้ในสำนวน
  • ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านเป็นหนังสือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท
  • เมื่อมีการโต้แย้งคัดค้านแล้ว ศาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาและชี้ขาดคำโต้แย้งดังกล่าว

          หากศาลยังคงมีคำสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง คู่ความไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที เนื่องจากถือเป็น คำสั่งระหว่างพิจารณา อย่างไรก็ตาม คู่ความยังสามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ภายหลัง เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีแล้ว ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาไว้แล้ว (https://youtu.be/b5x8Wce_cv8?si=oiuWoWeG-GDv_tZ4)

          ในกรณีที่คู่ความเพิ่งมาพบภายหลังว่าการชี้สองสถานมีข้อผิดพลาด เช่น เพิ่งตรวจพบภายหลังวันนัด หรือเป็นกรณีที่ทนายความเข้ารับช่วงสำนวนภายหลัง แม้จะพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว การยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านเป็นหนังสือก็ยังอาจเป็นประโยชน์ อย่างน้อยเพื่อให้ศาลพิจารณาทบทวน หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าคู่ความได้โต้แย้งคัดค้านไว้แล้วในสำนวน

          ทั้งนี้ แม้ศาลจะกำหนดภาระการพิสูจน์คลาดเคลื่อนไปจากหลักกฎหมาย ศาลก็ยังมีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คู่ความอาจเสียเปรียบไปแล้วในด้านลำดับและวิธีการนำสืบพยาน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม

          คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226

ผลของการชี้สองสถาน

          เมื่อศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ และหน้าที่นำสืบในการชี้สองสถานแล้ว จะก่อให้เกิดผลสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ดังนี้

           (1) การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ

          โดยหลักแล้ว หลังจากมีการชี้สองสถานแล้ว คู่ความจะไม่สามารถแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้อีก เว้นแต่จะเป็นกรณีพิเศษ เช่น

  • เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย
  • เป็นการแก้ไขในเรื่องที่ไม่ทำให้ประเด็นข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
  • มีเหตุจำเป็นอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถานได้

          ทั้งนี้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ซึ่งกำหนดให้การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายไว้แล้ว (https://www.youtube.com/watch?v=xybVWbUklss&t=579s)

           (2) การนำสืบพยาน

          เมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว การนำสืบพยานของคู่ความจะต้องจำกัดอยู่เฉพาะ ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลกำหนดไว้เท่านั้น คู่ความไม่สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบนอกเหนือจากประเด็นข้อพิพาทได้ และแม้ศาลจะอนุญาตให้มีการนำสืบในประเด็นดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ เว้นแต่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2517, 291/2526 และ 2476/2529)

           (3) การวินิจฉัยตัดสินคดี

          ในการพิพากษาคดี ศาลต้องวินิจฉัยเฉพาะ ประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้ในการชี้สองสถาน เท่านั้น และไม่อาจพิพากษานอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวได้ เว้นแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

           (4) การอุทธรณ์และฎีกา

          การอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษา จะกระทำได้เฉพาะในประเด็นข้อพิพาทที่ได้มีการกำหนดไว้ในการชี้สองสถานเท่านั้น หากเป็นประเด็นอื่นที่อยู่นอกเหนือจากประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จะไม่สามารถยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2065/2497, 2520/2517, 3740/2528 และ 3051/2529) ซึ่งผมเคยทำคลิปอธิบายเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาไว้แล้ว (https://youtube.com/playlist?list=PLhGOGwiW9vrNCYwo-I_wljx3YDOV-gddT&si=iNjiiEGS9DrvbZIb)

สรุป

           การชี้สองสถานเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ศาลใช้กำหนดประเด็นข้อพิพาท ภาระการพิสูจน์ และลำดับการนำสืบพยาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อทิศทางของการดำเนินคดี การนำสืบพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐาน ตลอดจนขอบเขตของการอุทธรณ์และฎีกาในภายหลัง

          ดังนั้น คู่ความและทนายความจึงควรทำความเข้าใจหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการชี้สองสถานให้ชัดเจน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของคดีอย่างรอบคอบก่อนวันนัด เพื่อให้สามารถดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเปรียบในกระบวนพิจารณา (วันชี้สองสถานในคดีแพ่ง ข้อกฎหมาย-ทางปฏิบัติ แบบเข้าใจง่าย : https://youtu.be/sZzQ1hKFk6o)

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น