สำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ

ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 51/29-51-30 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี รหัสไปรษณีย์ 20000 (ด้านในสำนักงานขนส่งเก่าชลบุรี)

ช่องทางติดต่อ

Tel : 098-247-7807, 087-335-7764

Line id : tanaiekkasit

Email: [email protected]

เวลาให้บริการ

วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.00 น.-19.00 น. วันเสาร์อาทิตย์ 10.00-19.00 น.

กรณีมาติดต่อปรึกษาทนายที่สำนักงาน กรุณานัดหมายเวลาล่วงหน้ากับทนายก่อนทุกครั้ง เพื่อความสะดวกของท่าน  

แผนที่สำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ

Comments

comments

การเลือกทนายความ มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางอย่างไร ?

การเลือกทนายความ มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางอย่างไร ?
ธันวาคม 16, 2015 admin

การเลือกทนายความ มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางอย่างไร ?  

จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของผู้เขียน มักจะเห็นประชาชนผู้มีคดีความจำนวนมากถูกหลอกลวงจากทนายความที่ไร้จรรยาบรรณ หรือพวกตีนโรงตีนศาล  แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือทางคดีความจากทนายความ กลับโดนทนายความตีนโรงตีนศาลหลอกลวง ทำคดีแบบไม่ใส่ใจทำให้รูปคดียิ่งแย่ลงและได้รับความเดือดร้อนเสียหายยิ่งกว่าเดิม บางคนก็ต้องติดคุกทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิด บ้างก็ต้องเสียบ้านเสียที่อยู่และทรัพย์สิน มิหนำซ้ำยังเรียกเก็บค่าว่าความแพงมากเกินสมควร แต่ทำงานไม่คุ้มค่า หรือบ้างก็แอบอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นคดีความได้ แล้วก็หลอกเอาเงินจากผู้มีคดีความไปเป็นของตัวเสีย

        ดังนั้นผู้เขียนจึงขอแนะนำข้อสังเกตในการเลือกทนายความเพื่อมิให้ต้องเจอกับทนายความประเภทดังกล่าวหรือพวกตีนโรงตีนศาล ดังต่อไปนี้

1.”ประวัติดี”-ก่อนว่าจ้างทนายความควรสืบประวัติของทนายความผู้นั้นจากลูกความที่เคยใช้บริการ  อย่าเชื่อหน้าม้าหรือผู้ที่แนะนำให้ท่านรู้จักทนายความคนนั้นเพียงคนเดียว ซึ่งข้อนี้อาจจะทำได้ยากซักหน่อยสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีพรรคพวกเป็นทนายความหรือไม่เคยมีคดีความมาก่อน จึงควรใช้วิธีการสังเกตในข้อต่อๆไป แต่ถ้าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ก็ควรทำอย่างยิ่ง

2.”มีข้อกฎหมายอ้างอิง” – ในการทำงานของทนายความ ทุกๆคดี จะต้องอาศัยตัวบทกฎหมาย ตำรากฎหมาย ความเห็นของอาจารย์กฎหมาย วิทยานิพนธ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาอ้างอิง ในการวางรูปคดี ดังนั้นในการตอบคำถามของทนายความเบื้องต้น หากท่านซักไซ้ไล่เรียงถึงข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิงในการตอบ ทนายความผู้นั้นย่อมอธิบายข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิงประกอบคำตอบได้ พึงหลีกเลี่ยงทนายความประเภทตอบคำถามแบบไม่มีอะไรอ้างอิง เช่นว่า “คดีชนะอยู่แล้ว” “คดีแบบนี้สู้ได้สบายมาก” แต่พอถามว่าเหตุใดจึงจะชนะกลับตอบเหตุผลไม่ได้

3.”แม่นยำในข้อเท็จจริง” ในการทำงานของทนายความนอกจากจะต้องอาศัยข้อกฎหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ข้อกฎหมายคือข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นอาจนิยามได้หมายถึง “เหตุการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดี” เพราะแม้ทนายความผู้นั้นจะรู้ตัวบทกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา ตลอดจนเจนจบตำรากฎหมายมากมายอย่างไร แต่หากไม่รู้จักวิธีสืบเสาะข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่ดีแล้ว ก็ไม่อาจทำงานคดีให้สำเร็จไปได้ โดยเราอาจสังเกตลักษณะของทนายความที่แม่นข้อเท็จจริงได้จากการสอบถามตัวลูก ความทนายความที่ดีจะต้องสอบถามทุกแง่มุมของคดีอย่างละเอียด ไม่ใช่สอบถามคำถามท่านสามสี่คำแล้วบอกคดีชนะแน่ แล้วรีบพูดถึงเรื่องเงินค่าว่าความ เพราะตอนที่ท่านขึ้นศาลท่านจะต้องถูกทนายความฝ่ายตรงข้ามสอบถามอย่างละเอียด เพื่อจับพิรุธเช่นกัน อีกทั้งทนายความที่ดี จะไม่สอบถามข้อเท็จจริงจากท่านเพียงคนเดียวแต่จะสอบถามพยานบุคคลทั้งฝ่ายของ ท่านและฝ่ายอื่นประกอบการเตรียมคดีด้วย และในคดีอาญาหรือคดีแพ่งเกี่ยวกับที่ดินส่วนใหญ่ทนายความที่ดีจะต้องออกไป สำรวจสถานที่เกิดเหตุเสมอ ยกเว้นบางคดีที่ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ เช่นคดีปลอมเอกสาร ไม่ใช่ทำคดีพยายามฆ่าในเวลากลางคืน มีประเด็นเกี่ยวกับแสงไฟ ความใกล้ไกลในการมองเห็นของพยานมากมาย แต่ทนายความกลับนั่งตากแอร์เตรียมคดีอยู่แต่ในบนโต๊ะทำงาน

4.”อย่าตัดสินที่เปลือกนอก” โปรดจำไว้ว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ดูดี สำนักงานที่โอ่โถง รถยนต์ที่หรูหรา หรืออายุของทนายความ ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกถึงความรับผิดชอบความสามารถ หรือความสามารถ ในการทำงานของทนายความ อย่าให้ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนในการตัดสินใจเลือกทนายความของคุณมากจนเกินไป เพราะมีทนายความจำนวนไม่น้อยที่ร่ำรวยมาจากการหากินบนความเดือดร้อนของผู้อื่น และทนายความ18มงกุฎเหล่านี้ก็ทราบดีว่าโดยทั่วไปมักตัดสินใจเลือกทนายความจากเปลือกนอกเหล่านี้ จึงมักสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูโอ่โถง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเรื่องเสื้อผ้ากับรถยนต์นั้นมักไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับความสามารถ ของทนายความซะเท่าไหร่ เพราะเท่าที่พบเห็นว่ามีทนายความขับรถเก่าๆแต่งตัวธรรมดา เหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่สามารถเตรียมคดีได้อย่างรอบคอบ ถามความได้อย่างหลักแหลม แต่ทนายความบางคนแต่งตัวดี จนคนนึกว่าจะไปเดินแบบมากกว่าไปว่าความ ไปว่าความครั้งหนึ่งต้องมีเสมียนเดินตาม ขับรถหรูหรา แต่ไม่เคยได้เตรียมคดีเลยถามความแบบขอไปที และอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของอายุทนายความ คนไทยบางส่วนนั้นมีความเชื่อผิดๆว่า ทนายความยิ่งแก่ยิ่งเก่ง ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทนายความบางคนอายุมากดูน่าเชื่อถือ แต่สืบประวัติจริงๆแล้ว เพิ่งมาประกอบวิชาชีพทนายเอาตอนแก่และหมดไฟแล้ว มิได้ประสบการณ์การว่าความจริงๆ บางคนอายุมากจริง แต่เคยว่าความแต่คดีง่ายๆ ไม่เคยศึกษาค้นคว้าข้อกฎหมายเพิ่มเติมข้อเท็จจริงก็ไม่ตรวจสอบให้ละเอียด เพราะหมดไฟในการทำงานแล้ว การทำงานย่อมสู้ทนายความใหม่ที่เพิ่งว่าความปีแรกๆแต่ตั้งใจศึกษาค้นคว้าข้อ กฎหมายและใส่ใจเตรียมคดีไม่ได้ ดังนั้นปัจจัยเรื่องอายุไม่ควรนำมาเป็นข้อสำคัญในการเลือกทนายความ

5. “มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” ปัจจัยเรื่องที่อยู่ของสำนักงานนั้นนับว่าท่านควรพิจารณา ท่านพึงหลีกเลี่ยงทนายความที่ไม่มีสำนักงานหรือที่อยู่ติดต่อเป็นหลักแหล่ง หรือมีที่ท่าพยายามปิดบังที่อยู่ที่จริงของเขากับท่าน โดยทนายความประเภทนี้มักจะนัดคุยเจรจาคดีความกับท่านที่ร้านอาหารต่างๆหรือ ในศาล ซึ่งท่านมักจะได้รับการแนะนำมาจากคนรู้จัก หรือจากตำรวจ หีือรู้จักเนื่องจากเดินอยู่ในศาล หรือเพื่อนแนะนำมา โดยเฉพาะทนายความที่ท่านได้รับการแนะนำมาจาก ตำรวจกับนายประกันให้พึงหลีกเลี่ยงให้จงหนัก เพราะทนายความเหล่านี้มักมีผลประโยชน์ร่วมกันกับตำรวจและนายประกันเหล่านั้น เขาไม่สนใจว่าคุณจะติดคุกหรือเปล่า เขาแค่ต้องการให้คดีคุณจบเร็วๆ ตำรวจจะได้เสร็จงานและนายประกันจะได้เงินประกันคืนไวๆ ทั้งนี้ควรเข้าใจว่าสำนักงานทนายความที่ดีไม่จำเป็นต้องหรูหราหรือใหญ่โต ทนายความที่มีฝีมือจำนวนมากก็มิได้มีสำนักงานทนายความแต่ทำงานที่บ้านของตัวเอง แต่ทนายความที่ดีก็ควรมีที่อยู่ที่แน่นอนที่ท่านสามารถติดตามและไปมาหาสู่ได้ ไม่ใช่นัดคุยกันที่ก็นัดกันที่ร้านกาแฟหรือร้านอาหารหรือในศาล

6.”ตกลงเรื่องค่าว่าความชัดเจน” การเรียกค่าว่าความนั้นไม่มีการกำหนดราคาตายตัว เป็นความพึงพอใจส่วนตัวระหว่างทนายความและลูกความ แต่ทนายความที่ดีจะต้องกำหนดค่าว่าความกับท่านไว้อย่างชัดเจน ไม่ใช่ทำไปเรียกไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด และสามารถอธิบายถึงเหตุผลในการกำหนดค่าวิชาชีพทนายความได้

7. “มีการประเมินโอกาสแพช้นะคดีก่อนรับว่าความ พร้อมทั้งเหตุผลและแนวข้อกฎหมายรองรับ” ทนายความที่ดีย่อมสามารถชี้แจงได้ว่า คดีของท่านมีทางได้ทางเสียอย่างไร มีโอกาสแพ้ชนะคดีแค่ไหน เพราะเหตุใด มิใช่รับคดีไปแล้วก็ยังตอบไม่ได้ว่าคดีมีโอกาสแพ้ชนะแค่ไหน พึงหลีกเลี่ยงทนายความที่นิยมบอกว่าคดีนี้ชนะแน่นอน 100เปอร์เซ็นต์ เพราะการว่าความมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อการแพ้ชนะคดี ซึ่งปัจจัยบางอย่างก็ไม่อาจควบคุมได้ เช่นตัวผู้พิพากษา ซึ่งพยานหลักฐานข้อเท็จจริงบางอย่างตัวทนายความเองก็ไม่รู้ เช่นพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลของฝ่ายตรงข้าม บางครั้งพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงบางอย่างก็เพิ่งโผล่มาภายหลัง ไม่มีใครบอกท่านได้ว่าคดีของท่านจะชนะได้อย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ (ยกเว้นคดีแพ่งง่ายๆบางประเภท เช่นเรื่องกู้ยืม จำนอง ) เพราะทนายความเป็นเพียงผู้เสนอข้อเท็จจริงต่อศาล ไม่ใช่คนตัดสินคดี ทนายความทำได้แต่เพียงประเมินว่าคดีมีโอกาสแพ้ชนะมากน้อยเพียงใดเท่านั้นโดย พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ฝ่ายตนเองมีอยู่

อ่านบทความอื่นๆของสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ

อ่าน บทความเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่ง คลิก

อ่าน บทความเกี่ยวกับกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา คลิก

อ่าน บทความน่ารู้เกี่ยวกับการว่าจ้างทนายความ คลิก

 

 

Comments

comments