คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

พยานแวดล้อมในคดีอาญา : ข้อกฎหมายและเทคนิคในการนำสืบและถามค้าน

Table of contents in the article

 

          ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล “พยานหลักฐาน” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ไม่ว่าจะเป็นการนำพยานบุคคลเข้าเบิกความ หรือการใช้อ้างอิงเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทนายความต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบและเป็นระบบ

          โดยเฉพาะ “พยานแวดล้อม” ซึ่งแม้จะมิได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่พยานให้การสามารถเชื่อมโยง ชี้นำ หรือก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานไปสู่ข้อเท็จจริงสำคัญในคดีได้อย่างมีนัยสำคัญ

          บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักความหมายของพยานแวดล้อม หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางและเทคนิคในการนำสืบพยานประเภทนี้ รวมถึงการตั้งคำถามเพื่อถามค้านอย่างมีประสิทธิภาพ

 “พยานโดยตรง” (direct evidence)

          การจะเข้าใจ “พยานแวดล้อม” ให้ชัดเจน จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “พยานโดยตรง” (direct evidence) ควบคู่กันไป

          พยานโดยตรง (Direct Evidence) หมายถึง พยานหลักฐานที่รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงในคดีได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยการตีความหรืออนุมานเพิ่มเติม

          ตัวอย่าง

  • พยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ เช่น เห็นจำเลยกำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย
  • ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ได้อย่างชัดเจนในขณะเกิดเหตุ

          ข้อดี คือ มีน้ำหนักในการพิสูจน์คดีสูง เนื่องจากสามารถชี้ข้อเท็จจริงได้โดยตรง ศาลจึงมักให้ความเชื่อถือหากไม่มีเหตุให้สงสัย

          ข้อเสีย คือ ในทางปฏิบัติ พยานลักษณะนี้อาจหาได้ยาก โดยเฉพาะในคดีที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ หรือไม่มีหลักฐานบันทึกภาพในขณะเกิดเหตุ

          เมื่อเข้าใจลักษณะของพยานโดยตรงแล้ว จะทำให้เห็นความแตกต่างและบทบาทของ “พยานแวดล้อม” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“พยานแวดล้อม” (circumstantail evidence )

          พยานแวดล้อม (circumstantial evidence) ในทางกฎหมายไทย แม้จะมีการเรียกแตกต่างกันไปตามยุคสมัยหรือสำนวนทางวิชาการ แต่โดยเนื้อแท้แล้วล้วนหมายถึงพยานประเภทเดียวกัน กล่าวคือ เป็นพยานที่มิได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง หากแต่ข้อเท็จจริงที่นำเสนอสามารถเชื่อมโยงไปสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงสำคัญในคดีได้

          ในอดีต ตามกฎหมายและคำพิพากษาเคยใช้ถ้อยคำเรียกพยานประเภทนี้ในหลายลักษณะ เช่น

  • พยานแวดล้อม
  • พยานแวดล้อมกรณี
  • พยานประพฤติเหตุห้อมล้อมกรณี
  • พยานพฤติเหตุ
  • พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี

          แม้ถ้อยคำจะแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนสื่อถึงพยานประเภทเดียวกัน คือพยานที่อาศัย ข้อเท็จจริงแวดล้อมมาประกอบกัน เพื่อให้ศาลใช้เป็นฐานในการอนุมานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดี

          พยานแวดล้อมจึงเป็นพยานที่มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงในประเด็นคดีได้โดยตรงเช่นพยานโดยตรง หากแต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงรายล้อมหรือข้างเคียง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว จะก่อให้เกิดเหตุผลเชื่อมโยงเป็นลำดับ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่า เหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้างนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ตัวอย่าง

  • พยานบุคคลที่เห็นจำเลยถือมีดวิ่งออกจากบริเวณที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุไม่นาน
  • การตรวจพบลายนิ้วมือหรือรอยเท้าของจำเลยในที่เกิดเหตุ

          ข้อดี คือ โดยสภาพแล้วสามารถพบได้ง่ายกว่าพยานโดยตรง และสามารถใช้สนับสนุนพยานโดยตรง หรือใช้แทนในกรณีที่ไม่มีพยานโดยตรงได้

          ข้อเสีย คือ มีน้ำหนักในการพิสูจน์น้อยกว่าพยานโดยตรง และจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง ตีความ และอนุมานร่วมกับพยานหลักฐานอื่น ๆ จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2539

          พยานแวดล้อมกรณีคือพยานเหตุผลที่จะทำให้ศาลเชื่อว่ามีข้อเท็จจริงบางอย่างอยู่หรือไม่ซึ่งจะต้องมีการใช้เหตุผลอนุมานเอาอีกต่อหนึ่ง

 

พยานแวดล้อมมีหลายประเภท

          พยานแวดล้อมสามารถปรากฏได้หลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะพยานบุคคลเท่านั้น แต่รวมถึงพยานวัตถุ และพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในทางปฏิบัติมักพบได้บ่อยในคดีอาญา ดังนี้

  1. พยานบุคคล

          เป็นบุคคลที่ให้ข้อเท็จจริงแวดล้อมเกี่ยวกับเหตุการณ์ แม้มิได้เห็นการกระทำความผิดโดยตรง เช่น

  • ผู้ที่เห็นผู้ต้องสงสัยอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุก่อนหรือหลังเกิดเหตุ
  • ผู้ที่ได้ยินเสียงผิดปกติ เช่น เสียงทะเลาะวิวาท หรือเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
  • ผู้ที่พบเห็นพฤติกรรมผิดสังเกตของผู้ต้องสงสัยภายหลังเกิดเหตุ
  • ผู้ที่ได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือแผนการก่อเหตุ
  1. วัตถุพยาน

          เป็นพยานหลักฐานที่เป็นสิ่งของหรือร่องรอยทางกายภาพ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับที่เกิดเหตุหรือการกระทำความผิด เช่น

  • ลายนิ้วมือ หรือรอยเท้าที่พบในที่เกิดเหตุ
  • ดีเอ็นเอ เช่น เส้นผม คราบเลือด หรือคราบอสุจิ
  • อาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งมีร่องรอยการใช้งานหรือเชื่อมโยงถึงผู้ต้องสงสัย
  • เสื้อผ้าที่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือคราบที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
  1. พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์

          เป็นพยานที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถสะท้อนพฤติการณ์ของบุคคลได้อย่างละเอียด เช่น

  • ภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวหรือการปรากฏตัวของผู้ต้องสงสัย
  • ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เช่น ประวัติการโทร ข้อความ หรือข้อมูลตำแหน่ง
  • ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น ประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต ไฟล์ หรืออีเมล
  • ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เช่น โพสต์ ข้อความ หรือรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

ตัวอย่างการนำพยานแวดล้อมมาเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด

          โดยทั่วไป พยานแวดล้อมที่ใช้เชื่อมโยงจำเลยกับการกระทำความผิด มักพิจารณาผ่านองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “แรงจูงใจ (Motive) โอกาส (Opportunity) และวิธีการหรือความสามารถในการกระทำ (Means)” รวมถึงข้อเท็จจริงแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

พยานแวดล้อมที่แสดงถึงแรงจูงใจ (Motive)

          เป็นข้อเท็จจริงที่อธิบาย “เหตุผล” ที่จำเลยอาจก่อเหตุ เช่น

  • ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย เช่น ความขัดแย้งส่วนตัว ข้อพิพาททางธุรกิจ หรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
  • ผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับ เช่น มรดก ทรัพย์สิน หรือการกำจัดคู่แข่ง
  • พฤติกรรมก่อนเกิดเหตุ เช่น การข่มขู่ การแสดงความโกรธแค้น หรือการวางแผนล่วงหน้า

พยานแวดล้อมที่แสดงถึงโอกาส (Opportunity)

          เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า “จำเลยมีโอกาสก่อเหตุได้” เช่น

  • การอยู่ในหรือใกล้สถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุ
  • ความสามารถในการเข้าถึงสถานที่หรือผู้เสียหาย เช่น มีกุญแจ รู้รหัส หรือมีความคุ้นเคยกับพื้นที่
  • การครอบครองเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่อาจใช้ในการก่อเหตุ

พยานแวดล้อมที่แสดงถึงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการกระทำความผิด (Means)

          เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า “จำเลยสามารถกระทำความผิดได้จริง” เช่น

  • การมีอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุ
  • ร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ลายนิ้วมือ รอยเท้า ดีเอ็นเอ หรือคราบเลือดที่เชื่อมโยงกับจำเลย
  • บาดแผลหรือร่องรอยการต่อสู้ที่สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี

พยานแวดล้อมที่แสดงถึงความเชื่อมโยงอื่น ๆ

          เป็นข้อเท็จจริงประกอบที่ช่วย “ปิดช่องโหว่ของเรื่อง” ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น

  • คำให้การของพยานบุคคลที่สอดคล้องกันในสาระสำคัญ
  • หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันหรือสนับสนุนข้อเท็จจริง
  • หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือโซเชียลมีเดีย
  • พฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุ เช่น การหลบหนี การทำลายพยานหลักฐาน หรือการให้การเท็จ

พยานแวดล้อมสามารถรับฟังได้หรือไม่

          ตามหลักกฎหมายไทย มิได้มีบทบัญญัติวางหลักเกี่ยวกับ พยานแวดล้อมไว้โดยเฉพาะ แตกต่างจากพยานบางประเภท เช่น พยานบอกเล่า หรือพยานซัดทอด ที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการรับฟังไว้เป็นการเฉพาะ

          อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ได้บัญญัติหลักทั่วไปว่า พยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุใด หากมีลักษณะที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ย่อมสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานได้

          ดังนั้น แม้พยานแวดล้อมจะมิใช่พยานที่ยืนยันข้อเท็จจริงในประเด็นคดีได้โดยตรงเช่นพยานโดยตรง แต่หากข้อเท็จจริงแวดล้อมนั้นสามารถเชื่อมโยงและทำให้เกิดความเชื่อโดยมีเหตุผลว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ศาลสามารถรับฟังได้

          ทั้งนี้ น้ำหนักในการรับฟังพยานแวดล้อมจะมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความต่อเนื่อง สอดคล้อง และความแน่นหนาของข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกันเป็นสำคัญ

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2530

          แม้คดีไม่มีประจักษ์พยาน ศาลก็รับฟังพยานแวดล้อมกรณีหลังเกิดเหตุของโจทก์ ประกอบกับคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2535

          ในการลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญานั้น นอกจากศาลรับฟังพยานหลักฐานจากประจักษ์พยานแล้ว พยานแวดล้อมกรณีหรือพยานพฤติเหตุที่บ่งชี้ว่า จำเลยกระทำผิดศาลก็รับฟังได้ด้วย ศาลจึงรับฟังพยานแวดล้อมกรณี และคำรับของจำเลยกับของผู้ร่วมกระทำผิดประกอบพยานอื่นได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2508

          ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานรู้เห็นว่าจำเลยปลอมเอกสารศาลฎีกาเห็นว่า การปลอมเอกสารซึ่งอยู่ในความยึดถือของจำเลยย่อมมีโอกาสทำได้ในที่ลับเป็นการยากที่จะมีประจักษ์พยาน โจทก์จึงมีแต่พยานประพฤติเหตุบ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอม ไม่ผิดตัว ย่อมฟังลงโทษจำเลยได้

การชั่งน้ำหนักพยานแวดล้อม

          แม้พยานแวดล้อมจะเป็นพยานหลักฐานที่ศาลสามารถรับฟังได้ แต่โดยสภาพแล้วเป็นพยานที่ต้องอาศัยการ “อนุมาน” จากข้อเท็จจริง ศาลจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการชั่งน้ำหนัก

          การพิจารณาพยานแวดล้อมโดยหลักอาจแยกได้เป็น 2 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  1. การประเมินความน่าเชื่อถือของพยาน
    ต้องพิจารณาก่อนว่าพยานแวดล้อมนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ทั้งในแง่แหล่งที่มา ความสอดคล้องของข้อเท็จจริง และความปราศจากข้อพิรุธ
  2. การอนุมานข้อเท็จจริง
    เมื่อพยานมีความน่าเชื่อถือแล้ว ศาลจึงพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่ได้สามารถเชื่อมโยงและนำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับการกระทำความผิดได้เพียงใด โดยต้องเป็นการอนุมานที่มีเหตุผลและต่อเนื่อง

          ทั้งนี้ การใช้พยานแวดล้อมเพื่อลงโทษจำเลยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและเป็นธรรม

          โดยทั่วไป พยานแวดล้อมเพียงลำพังมักไม่เพียงพอ สำหรับการวินิจฉัยลงโทษ หากยังมีข้อสงสัยอันสมควร จึงจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน โดยเฉพาะพยานโดยตรงที่ช่วยยืนยันหรือเสริมความแน่นหนา ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ตัวอย่างคดีที่น่าสนใจ

          คดีฆ่าหั่นศพแพทย์หญิงผัสพร บุญเกษมสันติ

          คดีนี้เป็นคดีอาญาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมไทย เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่ที่ใช้ในการพิสูจน์ความผิดเป็น “พยานแวดล้อม” มิใช่พยานโดยตรง

          ข้อเท็จจริงในคดี
ผัสพร บุญเกษมสันติ หายตัวไปจากที่พักอาศัย และต่อมาพบชิ้นส่วนศพถูกแยกชิ้นส่วนบรรจุในถุงพลาสติก ทิ้งไว้ในบริเวณสถานที่ทำงานของ วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ซึ่งเป็นสามี

          พยานแวดล้อมที่นำมาใช้ในคดี
          พยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนมีลักษณะเป็นพยานแวดล้อมหลายประการ ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกันแล้วสามารถเชื่อมโยงเป็นลำดับเหตุผลได้ เช่น

  • แรงจูงใจ (Motive)
    คู่กรณีมีปัญหาความสัมพันธ์และอยู่ระหว่างการดำเนินการหย่าร้าง รวมถึงมีข้อพิพาทกันมาก่อน
  • พฤติการณ์ที่มีพิรุธ
    ภาพจากกล้องวงจรปิดปรากฏว่าจำเลยอยู่กับผู้เสียหายก่อนการหายตัวไปในลักษณะที่ผิดปกติ
  • คำให้การไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
    คำอธิบายของจำเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์บางประเด็นไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น
  • พฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุ
    มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสร้างหลักฐานหรือการกระทำบางอย่างที่อาจตีความได้ว่าเป็นการปกปิดเหตุการณ์
  • การจัดหาวัตถุหรือสารที่เกี่ยวข้อง
    เช่น การสั่งซื้อยานอนหลับก่อนเกิดเหตุ โดยไม่มีเหตุจำเป็นชัดเจน
  • พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
    พบคราบเลือด ชิ้นเนื้อ และกระดูกมนุษย์ ซึ่งผลตรวจทางวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงกับผู้เสียหายได้
  • พฤติการณ์ในการจัดการสิ่งของ
    เช่น การจัดหาวัสดุที่อาจใช้ในการทำลายหรืออำพรางหลักฐานภายหลังเกิดเหตุ

          ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ
          แม้คดีนี้จะไม่มีพยานโดยตรงที่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่ศาลพิจารณาว่า พยานแวดล้อมแต่ละส่วนสามารถเชื่อมโยงกันเป็น “ลูกโซ่แห่งพยาน” อย่างต่อเนื่อง และไม่มีช่องว่างที่ทำให้เกิดข้อสงสัยอันสมควร จึงสามารถรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้

          ผลคำพิพากษา
          ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย และต่อมา ศาลฎีกา ได้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

          ข้อสังเกต
          คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะไม่มีพยานโดยตรง หากพยานแวดล้อมมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล ก็สามารถมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลใช้วินิจฉัยลงโทษได้

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

การรับฟังพยานแวดล้อมเพื่อลงโทษจำเลย

          แม้จะไม่มีพยานหลักฐานโดยตรงยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย หากพยานแวดล้อมที่นำสืบมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล จนสามารถก่อให้เกิดความเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควรว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังและพิพากษาลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3472/2526 

          ขณะเกิดเหตุไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ จะฟังข้อเท็จจริงด้วยว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายเนี่ยไปหาจำเลย ซึ่งพบศพผู้ตายถูกข่มขืนกระทำชำเรา พบขนอวัยวะเพศที่บริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ซึ่งเปรียบเทียบแล้วเป็นของจำเลย พบรอยเท้าของจำเลย อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ และมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยพยายามกลบรอยเท้า ข้อเท็จจริงทั้งหมดรับฟังลงโทษจำเลยได้ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2531

          ขณะถูกยิง ไม่มีคนเห็นคนยิง แต่ผู้ตายพูดชื่อจำเลยขึ้นมา มีพฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยไปยืมปืนจากผู้อื่น แล้วก็เอาไปคืนหลังจากเหตุการณ์ยิงกันจบลง อีกทั้งก่อนเกิดเหตุ จำเลยได้พูดกับคนอื่นว่าจะฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงทั้งหมดฟังโดยรวมประกอบกับพยานอื่นแล้ว เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2535

          การที่จำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้แล้วแอบเปิดดูในลักษณะปกปิดซ่อนเร้น เมื่อถูกถามก็ปฏิเสธว่าเป็นกระเป๋าเปล่าทั้ง ๆ ที่ในกระเป๋าเงินดังกล่าวมีเงินอยู่ รวมตลอดถึงการที่จำเลยแอบเปิดซิป กระเป๋าแล้วมีอาการหน้าตื่นและเดินหลบเลี้ยวอ้อมไปข้างรถโดยไม่ไปขนปูนตามที่มีผู้ว่าจ้างนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิรุธที่ส่อแสดงความไม่สุจริตของจำเลยทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า กระเป๋าเงินที่จำเลยคืนให้นั้นซิป ถูกเปิดแย้มไว้ขณะตรวจพบว่าสร้อยคอทองคำหายไปจำเลยก็ออกจากที่เกิดเหตุไปแล้ว จึงเชื่อว่า จำเลยได้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปจริง และเหตุที่จำเลยต้องคืนกระเป๋าเงินและเงินในกระเป๋าให้แก่โจทก์ร่วมก็เพราะว่า ขณะจำเลยเก็บกระเป๋าเงินของโจทก์ร่วมได้นั้น มี ส. ร่วมรู้เห็นอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

การรับฟังพยานแวดล้อมในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพ

          ในกรณีที่ไม่มีพยานโดยตรง และคดีอาศัยพยานแวดล้อมเป็นหลัก หากจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และคำรับสารภาพนั้นสอดคล้องกับพยานแวดล้อมที่ปรากฏในสำนวน ศาลย่อมนำมาประกอบการพิจารณาได้

          อย่างไรก็ตาม คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพียงลำพัง ยังไม่อาจรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เห็นว่าการรับสารภาพนั้นมีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในคดี

          ดังนั้น หากพยานแวดล้อมสามารถเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล และสอดรับกับคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว ย่อมทำให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักมากขึ้น จนเพียงพอให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควร และสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2531

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนเล็กกลยิงกราดผู้เสียหายและผู้ตายในโรงภาพยนตร์ แต่มีพยานแวดล้อมโดยผู้เสียหายคนหนึ่งเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุในเวลาใกล้เคียงกับขณะเกิดเหตุ สอดคล้องกับคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลย จำเลยรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทั้งยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและขอขมาต่อผู้เสียหายและบิดามารดาของผู้ตายด้วยความสมัครใจเพราะสำนึกผิดและโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนและสื่อมวลชน พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุผลที่จะให้การปรับปรำจำเลย พนักงานสอบสวนก็ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยในวันพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยก็ยังให้การรับสารภาพในตอนต้น แม้ต่อมาจะกลับให้การปฏิเสธแต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยก็มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา เชื่อว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1604/2531

แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายแต่จำเลยที่ 1 รับต่อเจ้าพนักงานตำรวจในคืนเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 2ร่วมปล้นทรัพย์ด้วย ขณะเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 2 ในคืนนั้นจำเลยที่ 2 ก็พยายามหลบหนีอันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อพิรุธ ทั้งจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในคืนถูกจับและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้ถ่ายภาพไว้หลังถูกจับเพียง 3 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับวันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้เช่ารถแท็กซี่ที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะหลบหนี พยานแวดล้อมของโจทก์สอดคล้องกันดีมีน้ำหนัก พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1และพวก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2422/2531

แม้จะไม่มีพยานคนใดรู้เห็นขณะจำเลยใช้มีดฟันผู้ตาย แต่มีพยานประกอบแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับกรณีที่เกิดขึ้นคือ ส. ภรรยาจำเลย และ น. แม่ยายจำเลย โดยได้ความจากพยานทั้งสองว่า คืนก่อนวันเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายดื่มสุราแล้วทะเลาะท้าทายกันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จำเลยและผู้ตายออกจากบ้านไปด้วยกันโดยจำเลยมีมีดติดตัวไปด้วย ครั้นเวลาประมาณ 12 นาฬิกาจำเลยกลับบ้าน ถือมีดดังกล่าวซึ่งเปื้อนเลือดบอกส. ว่าได้ฆ่าผู้ตายแล้ว และห้าม ส. ไม่ให้ไปแจ้งความมิฉะนั้นจะฆ่า และเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยไปหา น. บอกว่าได้ฆ่าผู้ตายแล้วถ้าใครไปแจ้งตำรวจจะฆ่าให้หมด พยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับกรณีที่เกิดขึ้นอย่างมาก เมื่อฟังประกอบกับที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพแล้ว จึงปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

กรณีพยานแวดล้อมยังไม่เพียงพอให้ลงโทษ

          ในการพิจารณาคดีอาญา ศาลต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับฟังพยานแวดล้อม เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานทางอ้อมซึ่งต้องอาศัยการอนุมาน และอาจมีช่องว่างหรือก่อให้เกิดข้อสงสัยได้

          ดังนั้น หากพยานแวดล้อมที่นำสืบยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างต่อเนื่องและแน่นหนา หรือยังมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยอาจมิได้เป็นผู้กระทำความผิด ศาลย่อมไม่อาจรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้

          ทั้งนี้ ตามหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” เมื่อยังมีข้อสงสัยอันสมควร ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5/2533

          พยานโจทย์เนี่ยไม่ได้รู้เห็นขณะที่มีการลักทรัพย์เกิดขึ้นเพียงแต่มาเห็นตอนที่จำเลยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ แล้วเมื่อเข้าไปตรวจสอบก็ปรากฏว่าทรัพย์สินในที่เกิดเหตุหายไป ซึ่งถ้าเกิดจำเลยเป็นคนร้ายจริง ก่อเหตุเสร็จก็น่าจะหลบหนีไปแล้ว ถึงแม้จำเลยจะมีพฤติการว่าถามแล้วไม่ตอบแล้วก็เดินหนีออกไปแล้วเมื่อเห็นตำรวจก็วิ่งหนีแม้จะเป็นการกระทำที่เป็นพิรุธน่าสงสัยแต่มันก็เป็นเพียงแค่พยานแวดล้อมที่ไม่สามารถลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1919/2533

          ไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุรถชน แต่มีพยานแวดล้อมเห็นว่ามีรถยนต์คล้ายกับรถยนต์ของจำเลยขับออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วเคยเห็นจำเลยขับรถในลักษณะเดียวกันนี้อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งปรากฏว่ารถของจำเลยเนี่ยมีรอยชนและมีโลหิตอยู่ที่บริเวณรถ แต่ก็ปรากฏว่าโลหิตดังกล่าวเป็นโลหิตคนละหมู่กับของผู้ตายหลักฐานไม่เพียงพอจะลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2535

          ลำพังเพียงจำเลยวิ่งออกมาจากที่เกิดเหตุ ในเส้นทางเดียวกับที่คนร้ายวิ่งหนีไปไม่เพียงพอที่รับฟังลงโทษจำเลยได้เมื่อไม่มีหลักฐานอย่างอื่นมาประกอบเลย ยิ่งไปกว่านั้นหลังเกิดเหตุจำเลยก็ยังทำตัวตามปกติ ไม่ได้หลบหนีไปไหน สาเหตุที่จำเลยวิ่งหลบหนีอาจจะมีจากหลายเหตุเช่นเหตุเพราะว่าตกใจ วิ่งหนีเอาตัวรอด หรือเป็นทางเดียวที่จะต้องผ่านบริเวณนั้น

          จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การใช้พยานแวดล้อมเพื่อลงโทษจำเลย ศาลต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยพยานแวดล้อมต้องมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา จนสามารถตัดข้อสงสัยอันสมควรได้ทั้งหมด

          หากพยานแวดล้อมยังมีช่องว่าง หรือก่อให้เกิดข้อสงสัยในสาระสำคัญ ศาลย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย

เทคนิคการนำสืบพยานแวดล้อม

  1. นำสืบถึงความน่าเชื่อถือของพยานแวดล้อม
  2. นำสืบให้เห็นข้ออนุมานที่ปรากฏจากพยานแวดล้อมนั้น
  3. นำสืบว่าข้ออนุมานดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
  4. หาพยานหลักฐานสนับสนุนให้เชื่อมโยงกัน
  5. นำสืบให้เห็นว่าไม่มีประจักษ์พยานโดยตรง

เทคนิคในการถามค้านพยานแวดล้อม

          การถามค้านพยานแวดล้อมมีเป้าหมายหลักคือ “ทำให้ลูกโซ่ความเป็นเหตุเป็นผลขาด” หรืออย่างน้อย “ทำให้ศาลลังเล”

  1. ทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน
  2. ถามให้เห็นว่าข้ออนุมานนั้นไม่สมเหตุผล
  3. ถามให้เห็นว่าข้ออนุมานนั้นอาจมีความเป็นไปได้อย่างอื่น
  4. ถามให้เห็นว่าไม่มีความเชื่อมโยงกันของพยานหลักฐาน
  5. ถามให้เห็นว่ามีประจักษ์พยานโดยตรงแต่ไม่นำมาสืบ

สรุป

          การใช้พยานแวดล้อมให้มีน้ำหนักเพียงพอในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จำเป็นต้องอาศัยพยานหลายส่วนประกอบกัน โดยพยานแต่ละชิ้นแม้อาจไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้โดยลำพัง แต่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้วต้องสะท้อน “ภาพเดียวกัน” อย่างชัดเจน ทั้งนี้ พยานทุกชิ้นต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน และไม่ขัดแย้งกันเอง อีกทั้งยังต้องมีความน่าเชื่อถือ ทั้งในแง่แหล่งที่มา วิธีการได้มา และเนื้อหาของพยาน ซึ่งต้องปราศจากข้อสงสัยอันสมควร จึงจะทำให้พยานแวดล้อมมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังได้

          สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเชิงลึก แนะนำวิทยานิพนธ์ของ สิทธิภัทร พลายเพ็ชร เรื่อง “การรับฟังพยานหลักฐานแวดล้อมในคดีอาญา” ซึ่งอธิบายหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาไว้อย่างละเอียด (https://rsuir-library.rsu.ac.th/bitstream/123456789/1240/1/SITTIPAT%20PLAYPETCH.pdf)

 

Express your opinion about this article

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น