คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

เจาะลึก 4 ข้อต่อสู้คดีประมาท… (เหตุสุดวิสัย VS ประมาท)

Table of contents in the article

เหตุการณ์เดียวกัน อาจถูกมองได้ทั้งว่าเป็น “ความประมาท” หรือเป็นเพียง “เหตุสุดวิสัย” ที่ไม่อาจป้องกันได้ แล้วศาลใช้หลักอะไรในการแยกสองกรณีนี้ออกจากกัน?

ในบทความนี้ ผมจะพาไปทำความเข้าใจหลักกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำโดยประมาทในคดีอาญา พร้อมวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาผ่าน 4 ประเด็นสำคัญที่มักเป็นข้อโต้แย้งในคดี ได้แก่

  1. เส้นแบ่งระหว่างความประมาทกับเหตุสุดวิสัยอยู่ตรงไหน
  2. “หลักผลโดยตรง” มีผลต่อการต่อสู้คดีประมาทอย่างไร
  3. หากคู่กรณีมีส่วนประมาทด้วย ผู้กระทำจะพ้นความผิดหรือไม่
  4. การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร หมายความว่าเป็นฝ่ายประมาททันทีหรือเปล่า

คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าใครฝ่าฝืนกฎหมาย หรือใครเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งหมด ความสามารถในการคาดเห็นผล และความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับผลที่เกิดขึ้น

การกระทำโดยประมาทในทางคดีอาญา คืออะไร

สรุปง่าย ๆ ก็คือ การกระทำที่ผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจให้ผลนั้นเกิดขึ้น แต่ผลดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้กระทำไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอนั่นเอง

การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำโดยประมาทตามกฎหมายนั้น มีหลักในการพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ดังนี้

มาตรา 59 กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

ภาวะ วิสัย พฤติการณ์ และการชั่งน้ำหนักความประมาท

ภาวะ คือ สภาพของการกระทำ

“ภาวะ” หมายถึง ในขณะเกิดเหตุ ผู้กระทำกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ เช่น

  • ภาวะของบุคคลที่กำลังขับรถ
  • ภาวะของบุคคลที่กำลังฝึกยิงอาวุธปืนในสนามยิงปืน
  • ภาวะของเจ้าหน้าที่ที่กำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา

กิจกรรมแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน ผู้กระทำจึงต้องใช้ความระมัดระวังให้เหมาะสมกับภาวะของการกระทำนั้น

วิสัย คือ สภาพภายในของผู้กระทำ

“วิสัย” หมายถึง ลักษณะหรือสภาพเฉพาะตัวของบุคคลผู้กระทำ โดยการพิจารณาวิสัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับหลัก ได้แก่

  • วิสัยของบุคคลธรรมดาทั่วไป

ศาลจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ การอบรม ประสบการณ์หรือความจัดเจนในชีวิต ตลอดจนสภาพร่างกายและจิตใจของบุคคลนั้น

  • วิสัยของผู้มีวิชาชีพหรือความชำนาญเฉพาะ

ในกรณีที่เป็นกิจการซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ หรือฝีมือมากกว่าบุคคลทั่วไป เช่น แพทย์ วิศวกร หรือผู้ขับยวดยาน บุคคลเหล่านี้ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานของวิชาชีพหรือความชำนาญที่ตนพึงมี

พฤติการณ์ คือ เหตุภายนอกตัวผู้กระทำ

“พฤติการณ์” หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นประกอบการกระทำในขณะนั้น ซึ่งระดับความระมัดระวังจะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น

  • พฤติการณ์ที่ฝนตกและถนนลื่น
  • พฤติการณ์ที่เกิดแผ่นดินไหว
  • พฤติการณ์ที่คนร้ายต่อสู้ขัดขืนการจับกุม

เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนไป ระดับความระมัดระวังที่ผู้กระทำต้องใช้ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็น “ความประมาท” ศาลจะพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • ภาวะ คือ ผู้กระทำกำลังทำอะไร
  • วิสัย คือ ผู้กระทำมีสภาพหรือคุณลักษณะอย่างไร
  • พฤติการณ์ คือ ในขณะนั้นมีสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง

จากนั้น ศาลจะสมมติบุคคลทั่วไปที่มีความระมัดระวังตามสมควร หรือที่เรียกว่า “วิญญูชน” ขึ้นมาเปรียบเทียบว่า หากบุคคลดังกล่าวอยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์เดียวกับจำเลย จะสามารถใช้ความระมัดระวังได้ดีกว่าจำเลยหรือไม่

หากในสถานการณ์นั้น บุคคลทั่วไปสามารถใช้ความระมัดระวังและป้องกันผลที่เกิดขึ้นได้ แต่ผู้กระทำกลับไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ ก็อาจถือได้ว่าผู้กระทำมีความประมาท

แต่หากเป็นสถานการณ์ที่แม้บุคคลทั่วไปจะใช้ความระมัดระวังแล้ว ก็ยังไม่อาจป้องกันผลที่เกิดขึ้นได้ กรณีดังกล่าวก็อาจไม่ถือว่าผู้กระทำประมาท

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำโดยประมาท

คดีพนักงานขับรถไฟไม่เปิดหวีดเตือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548

จำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะ ๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านมาทำให้รถไฟที่จำเลยขับชนและทับเด็กหญิง ส. ผู้ตาย และเด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส

คดีพนักงานขับรถไม่ตรวจสอบสภาพรถก่อนนำออกใช้งาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2530

เบรกล้อหน้าซ้ายของรถยนต์ที่จำเลยขับชำรุดใช้การไม่ได้ เป็นข้อชำรุดบกพร่องที่พบเห็นได้ก่อน แต่จำเลยซึ่งมีหน้าที่ขับรถประจำรถยนต์คันดังกล่าวมิได้ตรวจตราซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จำเลยนำรถออกแล่นและเหยียบเบรกรถเมื่อประสบเหตุการณ์คับขัน ทำให้ไม่สามารถบังคับรถให้แล่นไปตามทิศทางบนถนนได้ เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำ มีคนบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 291

คดีถือปืนเดินป่าโดยหันปากกระบอกปืนไปทางผู้อื่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2512

ระหว่างเดินทางกลับจากการล่าสัตว์ จำเลยถือปืนแก๊ปยาวบรรจุกระสุนปืนไว้พร้อมที่จะยิงได้ เดินตามหลังผู้ตายห่างราว 5 เมตร ในป่าซึ่งมีเถาวัลย์อยู่ตามเส้นทางที่เดิน โดยหันปากกระบอกปืนไปทางผู้ตายในท่าคอนปืนเอาปากกระบอกไปข้างหน้า เพียงแต่ใช้ยางในรถปิดรูนมหนูกับนกปืนมิให้กระทบกับแก๊ปที่สวมติดอยู่กับรูนมหนูเท่านั้น จำเลยไม่ระมัดระวังมิให้นกปืนเกี่ยวกับเถาวัลย์ อันจะเป็นเหตุให้ปืนลั่นปะทุขึ้นได้ เมื่อนกปืนไปเกี่ยวกับเถาวัลย์ ทำให้ปืนลั่น กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณก้านคอด้านหลังถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาท

พฤติการณ์ฉุกเฉินหรือการหลบหนีภยันตราย

เมื่อบุคคลตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องเร่งหลบหนีภยันตรายเพื่อรักษาชีวิตหรือความปลอดภัย ศาลจะไม่ใช้มาตรฐานความระมัดระวังในระดับเดียวกับบุคคลที่อยู่ในภาวะปกติ แต่จะพิจารณาจากสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ผู้กระทำกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้น

คดีขับรถเร็วเพื่อหลบหนีเหตุจลาจล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 104/2494

จำเลยขับรถโดยสาร เผอิญเกิดเหตุยิงกันในการจลาจล จำเลยจึงขับรถหนีภัยด้วยความเร็วกว่าที่กฎจราจรกำหนด มีผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถในระยะเพียง 1 วา จำเลยเบรกไม่ทัน ศาลมองว่าในพฤติการณ์ที่ต้องขับรถหนีภัย ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความประมาท

คดีปืนลั่นขณะหลบหนีจากการถูกรุมทำร้าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2528

การวิวาทหมายถึงการสมัครใจเข้าต่อสู้ทำร้ายกันคำพูดของจำเลยที่ว่าการย้ายตำรวจต้องมีขั้นตอนต้องมีคณะกรรมการอย่าไปเชื่อให้มากนักเป็นเพียงการแสดงความเห็นในการสนทนาเท่านั้น มิได้มีข้อความใดที่เป็นการท้าทายให้ผู้ตายหรือผู้เสียหายออกมาต่อสู้ทำร้ายกับจำเลยเพียงแค่นี้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุวิวาทมิได้ จำเลยถูกตีที่ทัดดอกไม้ด้านขวาจนร่วงตกจากเก้าอี้เข่าทรุดลงกับพื้น ผู้ตายเข้าล็อกคอและดึงคอเสื้อจำเลยไว้พร้อมกับพูดว่าเอาให้ตายและมีคนอีกกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาจะรุมทำร้ายจำเลยจำเลยสะบัดหลุดแล้วชักปืนออกมาขู่ โดยหันปากกระบอกปืนขึ้นฟ้าพร้อมกับตะโกนว่าอย่าเข้ามาทันใดนั้นมีคนเข้ามาตะปบปืนในมือจำเลยเพื่อจะแย่งปืนปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนถูกผู้ตายล้มลงถึงแก่ความตายจำเลยวิ่งหนีแต่คนกลุ่มนั้นวิ่งไล่ตามจะ ทำร้ายจำเลย จำเลยยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าอีก 1นัดแล้ววิ่งไปได้หน่อยหนึ่งก็หมดสติล้มลงกระสุนปืนนัดที่สองพลาดไปถูกผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส ดังนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือพยายามฆ่าจำเลยจึงไม่มีความผิดและจะถือว่าจำเลยกระทำให้ผู้อื่นตายโดยประมาทหรือรับอันตรายสาหัสโดยประมาทมิได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีใบอนุญาตพกอาวุธปืนของกรมตำรวจซึ่งจำเลยมีสิทธิพกอาวุธปืนได้ทั่วราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติราชการสืบสวน กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง มาตรา 8ทวิ และจำเลยย่อมไม่มีความผิดตาม มาตรา 72ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯเมื่อปรากฏแก่ศาลฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้อง

กรณีที่ผู้กระทำได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอตามพฤติการณ์แล้ว

แม้การกระทำจะก่อให้เกิดผลร้ายขึ้น แต่หากผู้กระทำได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในขณะนั้นแล้ว ก็อาจไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาท

คดีรถเสียจอดริมทาง โดยเปิดไฟกะพริบและวางกิ่งไม้เป็นสัญญาณเตือน

จำเลยประสบเหตุยางรถระเบิดหรือล้อรถกำลังจะหลุด จึงจำเป็นต้องจอดรถชิดไหล่ทางด้านซ้าย โดยจำเลยได้เปิดไฟกะพริบและนำกิ่งไม้มาวางกองไว้บริเวณด้านท้ายรถเป็นระยะ ๆ ห่างออกไปถึงประมาณ 70 เมตร ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีแสงไฟถนนส่องสว่าง ต่อมามีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถและถึงแก่ความตาย

ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อย่างเพียงพอแล้ว แม้จำเลยจะไม่ได้ติดตั้งเครื่องหมายหรือป้ายเตือนให้ครบถ้วนตามรูปแบบที่กฎหมายจราจรกำหนดไว้ทุกประการ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาท (ฎ. 3445/2535 , ฎ. 8033/2555)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033/2555

รถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยขับมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุล้อรถด้านหลังสะบัดจะหลุดออกมา จึงจำเป็นต้องจอดรถบนไหล่ทาง จำเลยจอดรถชิดขอบถนนด้านซ้ายแล้ว แต่ปรากฎว่าไหล่ทางกว้างเพียง 1.50 เมตร ท้ายรถจึงยื่นล้ำเข้าไปในทางเดินรถไม่เกิน 2 ฟุต เป็นกรณีจำเป็นที่จำเลยต้องจอดรถเข้าไปในทางเดินรถเช่นนั้น จำเลยได้จอดในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรแล้ว แต่การที่จำเลยจอดรถไว้โดยที่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายตามลักษณะที่ระบุในกฎกระทรวงฉบับที่ 11 ฯ ออกตามความใน พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 5 และมาตรา 56 วรรคสอง ข้อ 2 (1) ข้อ 3 และข้อ 6  ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกนอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยาหรือเขตเทศบาล ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถเนื่องจากเครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้องไว้ การที่จำเลยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าว จำเลยจะต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 56 วรรคสอง แต่การที่จำเลยไม่ได้แสดงเช่นนั้นจะฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยเปิดไฟหรือไฟกะพริบหน้ารถและท้ายรถไว้ นอกจากนี้จำเลยยังวางกิ่งไม้กองไว้ที่ท้ายรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุเป็นระยะๆ ประมาณ 4 ถึง 5 กอง สำหรับเป็นที่สังเกตแก้ผู้ขับรถมาทางด้านหลังมีแสงไฟตรงจุดกลับรถอยู่ห่างจากท้ายรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุประมาณ 70 เมตร ส่องสว่างทำให้สามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุได้ ดังนั้น การที่จำเลยวางกิ่งไม้กองไว้ด้านท้ายรถเป็นระยะๆ และเปิดไฟหรี่ไฟกะพริบหน้ารถและท้ายรถไว้ เป็นการเพียงพอสำหรับผู้ขับรถมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยจอดไว้จะหยุดรถหรือหลบหลีกไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกันได้แล้ว และจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว หาเป็นการกระทำโดยประมาทไม่ การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยจอดไว้เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ได้เกิดจากการละเว้นการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3445/2535

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 80-6988 อุดรธานีมาถึงที่เกิดเหตุยางล้อหลังระเบิดจำเลยจึงนำรถเข้าจอดข้างทางในเวลาเดียวกัน นายไพบูลย์ นิยม ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนม-0273 ยโสธร มาถึงที่เกิดเหตุ ชนเข้ากับท้ายรถของจำเลยที่จอดไว้เป็นเหตุให้เด็กชายจีรศักดิ์ นิยม ถึงแก่ความตายกับเป็นเหตุให้นายถาวร โปริสา นายบุญยู้ โปริสา และนางรำไพ นิยม ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส คดีมีปัญหาว่าการที่จำเลยจอดรถไว้นั้นเป็นการกระทำโดยประมาทและเป็นเหตุให้นายไพบูลย์ขับรถยนต์มาชนหรือไม่ปัญหาดังกล่าวพยานโจทก์คือนายถาวร นายบุญยู้ เบิกความฟังได้ว่าจำเลยได้จอดรถไว้ชิดไหล่ทางด้านซ้ายล้อหน้าอยู่ที่ไหล่ทาง ส่วนล้อหลังด้านขวาอยู่บนถนน แต่ไม่ถึงกับขวางทาง แล้วจำเลยได้หากิ่งไม้มาวางเป็นสัญญาณไว้ด้วย และโดยเฉพาะพันตำรวจตรีชั้น จันทรโพธิ์พันธ์พนักงานสอบสวน เบิกความว่า ได้สอบสวนพยานอื่นที่อยู่ในรถโดยสารก็ให้การว่าจำเลยหากิ่งไม้มาวางไว้และเปิดสัญญาณไฟกระพริบไว้ด้วยซึ่งปรากฏว่าไฟในแบตเตอรี่หมดไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ สมเหตุผลว่ามีการเปิดไฟกระพริบเป็นสัญญาณไว้จริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ได้ความจากพยานโจทก์ว่าจำเลยได้หากิ่งไม้มาวางและเปิดสัญญาณไฟกระพริบไว้ ถือได้ว่าจำเลยใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว อนึ่ง นายไพบูลย์เบิกความขณะเกิดเหตุ รถบางคันเปิดไฟแล้ว บางคันยังไม่ได้เปิดแสดงว่าขณะเกิดเหตุยังถือไม่ได้ว่าเป็นเวลามือแล้วเหตุรถชนกันจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยจอดไว้ในลักษณะเช่นนั้น การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

กรณีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ขับขี่ไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้

เหตุสุดวิสัย หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและอยู่เหนือความสามารถของผู้กระทำที่จะคาดหมาย ป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงได้ แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม

หากอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระยะกระชั้นชิดจนผู้ขับขี่ไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทัน ศาลอาจวินิจฉัยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย มิใช่ผลจากความประมาทของผู้ขับขี่

คดีคนเดินข้ามถนนชะงักและถอยหลังกลับเข้ามาหน้ารถ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2537

จำเลยขับรถยนต์ไปด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงผู้ตายได้วิ่งไล่ตี ช. ข้ามถนนตัดหน้าช่องเดินรถที่จำเลยขับไปแล้ว แต่ได้มีรถยนต์อีกคันหนึ่งแล่นมา ผู้ตายจึงชะงักและถอยหลังเข้ามาทางช่องเดินรถของจำเลยโดยกะทันหัน และในระยะกระชั้นชิดทำให้จำเลยไม่สามารถหยุดรถหรือหลบไปทางอื่นได้ทันท่วงทีและในภาวะเช่นนั้นจำเลยไม่อาจคาดคิดได้ว่า จะมีคนวิ่งข้ามถนนตัดหน้าช่องเดินรถที่จำเลยขับไปแล้วกลับชะงัก และถอยหลังเข้ามาขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยขับไปอีก การที่จำเลยขับรถยนต์ชนผู้ตายจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจป้องกันได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย

คดีรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มขวางหน้ารถในระยะประมาณ 1 เมตร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2544

ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงรถโดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ แล้วรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับได้เสียหลักล้มลงรถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับจึงได้แล่นทับผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ การที่รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับแซงแล้วเสียหลักล้มลงอย่างกะทันหันหน้ารถยนต์โดยสารประจำทางที่จำเลยขับห่าง 1 เมตรเศษ เป็นระยะกระชั้นชิดจนเหลือวิสัยที่จำเลยจะหยุดรถได้ทัน กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยที่บุคคลในภาวะเช่นจำเลยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงมิใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย

คดีรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับรถตัดหน้าบริเวณทางลงเนิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2546

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืด รถจักรยานยนต์ที่ ส. ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เชื่อได้ว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถของตนในระยะกระชั้นชิด ทำให้ไม่สามารถบังคับรถยนต์ให้หยุดได้ทันท่วงทีการที่รถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ ส. และโจทก์ร่วม ที่นั่งซ้อนท้ายมาได้รับอันตรายสาหัส จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลย

หลักผลโดยตรงกับการต่อสู้คดีประมาท

ในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาฐานกระทำโดยประมาท หลังจากวินิจฉัยแล้วว่าผู้กระทำมีความประมาทหรือไม่ ศาลยังต้องนำ “หลักผลโดยตรง” หรือ “ทฤษฎีเงื่อนไข” มาพิจารณาต่อไปว่า ผลร้ายที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับการกระทำโดยประมาทของผู้กระทำหรือไม่

หลักในการพิจารณาโดยสรุป คือ

หากไม่มีการกระทำโดยประมาท ผลร้ายนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น

หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อปราศจากการกระทำโดยประมาทของผู้กระทำแล้ว ผลร้ายจะไม่เกิดขึ้น ย่อมถือได้ว่าผลร้ายดังกล่าวเป็น “ผลโดยตรง” จากความประมาทของผู้กระทำ ผู้กระทำจึงต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้น

คดีขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2531

จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกหินและทรายหนัก 13 ตัน ผ่านทางแยกทางร่วม สองข้างทางเป็นร้านค้า และบ้านคนอยู่อาศัย ทั้งมีเด็ก ๆ กำลังวิงเล่นอยู่ ด้วยความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มิได้ลดความเร็วลงเลย เป็นการขับรถโดยประมาท แม้เด็กชาย ส. ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถจำเลยในระยะ 40 เมตร แต่ถ้าจำเลยไม่ขับรถเร็ว เมื่อจำเลยเห็นผู้ตายวิ่งข้ามถนนในระยะ40 เมตร จำเลยย่อมหยุดรถได้ทัน การที่จำเลยขับรถชนผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลย

คดีสิบเวรละทิ้งหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7581/2561

การที่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 3 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาท แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วย ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3 และผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลง เพราะถ้าจำเลยที่ 3 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตายได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยที่ 3 อยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ความตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3

คดีผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมฉีดยาให้ผู้ป่วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2536

การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นแพทย์ และไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ได้ฉีดและให้ผู้ตายกินยาปฏิชีวนะประเภทเพนิซิลลิน โดยผู้ตายมีอาการหมดสติแทบจะทันใด หลังจากจำเลยให้กินยาและฉีดยา และถึงแก่ความตายหลังจากนั้น ประมาณ 3 ชั่วโมง โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายรับการฉีดยาจากสถานพยาบาลอื่นมาก่อนมีอาการเช่นนั้น ถือว่าความตายเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองให้กินยาและฉีดยาเพนิซิลลินจำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

กรณีที่แม้ผู้กระทำจะไม่ประมาท ผลร้ายก็ยังคงเกิดขึ้น

หากพิจารณาแล้วพบว่า แม้ผู้กระทำจะใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ ผลร้ายก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี ย่อมถือว่าผลร้ายนั้น ไม่ใช่ผลโดยตรง จากความประมาทของผู้กระทำ ผู้กระทำจึงไม่ต้องรับผิดในผลดังกล่าว

คดีรถคู่กรณีเสียหลักพุ่งข้ามช่องเดินรถในระยะกระชั้นชิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2553

แม้จำเลยจะขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูง แต่จำเลยขับรถในทางเดินรถของตนโดยถูกต้อง ส่วน ส. มิได้จอดรถเพื่อรถกลับรถในช่องกลับรถอย่างในภาวะปกติธรรมดา หากแต่เป็นเพราะรถที่ ส. ขับเกิดเสียการทรางตัวแล้วหมุนเข้าไปในทางเดินรถของจำเลยและขวางรถที่จำเลยขับในระยะกระชั้นชิด ในภาวะเช่นนั้นไม่ว่าจำเลยจะขับมาในลักษณะเช่นใดจำเลยย่อมไม่อาจจะหลบหลีกเพื่อมิให้ชนกับรถที่ ส. ขับได้ ดังนั้น การที่จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูงและไม่ขับให้อยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายจึงมิใช่เป็นผลโดยตรงที่ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกันจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

คดีบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตรา แต่เรือล่มเพราะพายุรุนแรงผิดธรรมดา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1073/2464

ในการดำเนินคดีฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ความสำคัญ 2 ประการ คือ

  1. จำเลยได้กระทำโดยประมาท
  2. ความประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยความตายนั้นต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย

คดีนี้ จำเลยรับผู้โดยสารเกินอัตราที่เจ้าพนักงานกำหนด ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาท ต่อมาเมื่อเรือออกเดินทาง ได้เกิดพายุและคลื่นขนาดใหญ่ผิดปกติพัดเรือจนล่ม เป็นเหตุให้ผู้โดยสารจมน้ำถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พายุที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงผิดธรรมดา ถึงแม้จำเลยจะรับผู้โดยสารตามอัตราที่กำหนดและมิได้บรรทุกเกินจำนวน เรือก็ยังคงต้องล่มและผู้โดยสารย่อมถึงแก่ความตายอยู่ดี

ดังนั้น ความตายของผู้โดยสารจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

คดีรถชนซ้ำซ้อน แต่ความตายเกิดจากการชนครั้งแรก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2538

รถยนต์คันที่ ส. ขับมีผู้ตายทั้งสองนั่งโดยสารมาด้วย ส.ขับรถชนท้ายรถบรรทุกห้องเย็นอย่างแรงแล้วจึงถูกรถจำเลยชนท้ายไม่รุนแรงนัก ก. และ ท. ที่นั่งโดยสารมากับรถจำเลยในที่นั่งตอนหน้าได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยการที่ผู้ตายทั้งสองซึ่งนั่งอยู่หน้ารถ ส. อยู่ห่างไกลจุดชนมากกว่า ก. และ ท. กลับได้รับอันตรายถึงแก่ความตายเช่นนี้ย่อมแสดงว่าความตายของผู้ตายทั้งสองมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยแต่น่าจะเป็นผลโดยตรงมาจากการที่ ส.ขับรถชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นมากกว่าจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา291แต่มีความผิดตามมาตรา390

หากคู่กรณีก็กระทำโดยประมาท ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร?

ในทางกฎหมายอาญา หากพิจารณาแล้วว่าการกระทำของเราเป็นการกระทำโดยประมาท กรณีที่คู่กรณีหรือผู้เสียหายมีส่วนประมาทด้วย ไม่ได้หมายความว่าเราจะพ้นจากความรับผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ

หลักกฎหมายอาญาถือว่า เมื่อบุคคลหลายฝ่ายต่างมีความประมาท จะต้องแยกพิจารณาความรับผิดของแต่ละฝ่ายเป็นรายบุคคล ความประมาทของฝ่ายหนึ่งไม่อาจนำมาหักล้างกับความประมาทของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แตกต่างจากความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งความประมาทของผู้เสียหายอาจถูกนำมาพิจารณาเพื่อลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223

สำหรับความรับผิดทางอาญา ศาลจะนำ “ทฤษฎีเงื่อนไข” หรือ “หลักผลโดยตรง” มาพิจารณา โดยตั้งคำถามว่า

หากผู้กระทำไม่ได้ประมาท และได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ผลร้ายนั้นจะยังคงเกิดขึ้นหรือไม่?

หากคำตอบคือ ถ้าผู้กระทำไม่ประมาท อุบัติเหตุหรือผลร้ายนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น แม้คู่กรณีจะมีส่วนประมาทด้วย หรืออาจมีความประมาทมากกว่าผู้กระทำ ผู้กระทำก็ยังคงต้องรับผิดทางอาญาในส่วนของตนเอง

ดังนั้น การที่คู่กรณีมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่เหตุให้ผู้กระทำพ้นผิดเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ความประมาทของผู้กระทำนั้นเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ผลร้ายเกิดขึ้นหรือไม่

ตัวอย่างกรณีที่แม้คู่กรณีจะมีส่วนประมาท จำเลยก็ยังต้องรับผิด

คดีจอดรถเสียล้ำช่องเดินรถในที่มืด โดยไม่ให้สัญญาณเตือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2555

การที่จำเลยจอดรถโดยส่วนของรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถด้านซ้ายเกือบครึ่งคันรถ  ควรที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเพื่อให้รถที่แล่นผ่านบริเวณนั้นเห็นได้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ การที่ผู้ตายขับรถมาตามทางแล้วเฉี่ยวชนท้ายรถคันที่จำเลยขับโดยท้ายรถของผู้ตายชนกับท้ายรถคันที่จำเลยขับ  แสดงให้เห็นว่าผู้ตายได้ห้ามล้อรถอย่างกะทันหันทำให้รถหมุน ย่อมบ่งแสดงว่าผู้ตายเห็นรถคันที่จำเลยขับมาจอดไว้ในระยะกระชั้นชิดหรือมิฉะนั้นอาจเกิดจากผู้ตายขับรถทับยางรถยนต์ที่จำเลยวางไว้  จึงตกใจห้ามล้ออย่างกะทันหัน เนื่องจากสียางรถยนต์กับสีพื้นถนนกลมกลืนกันทำให้ผู้ตายมองไม่เห็นเมื่อรถทับยางจึงตกใจแล้วจึงห้ามล้อ  เหตุเฉี่ยวชนกันจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่จอดรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถแล้วไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณให้ผู้ตายที่ขับตามหลังมาเห็น

คดีผู้เสียหายเมาสุรา แต่จำเลยขับรถโดยประมาทไปชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2550

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร ตามหลังรถยนต์กระบะไปตามถนน ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้ายิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวาเมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากบรรทุกของหนักเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูงทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 และ ป.อ. มาตรา 291 แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ก็หามีผลให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดและการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกาย ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น ก็ถือว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้

คดีขับรถสวนทางกันและต่างฝ่ายต่างล้ำเส้นกึ่งกลางถนน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553

ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของ ป. ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้

กรณีใดที่ผู้กระทำอาจพ้นจากความรับผิด แม้ตนจะมีพฤติการณ์ประมาทอยู่บ้าง

การที่คู่กรณีมีความประมาทมากกว่าจำเลยเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้จำเลยพ้นจากความรับผิดทางอาญา แต่จำเลยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ความประมาทของคู่กรณีเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนพฤติการณ์ที่เป็นความประมาทของจำเลยนั้น มิได้เป็นเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดผลร้าย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แม้จำเลยจะไม่ได้กระทำในลักษณะที่ถูกต้องครบถ้วน หรืออาจมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายบางประการ แต่หากต่อให้จำเลยไม่ได้กระทำเช่นนั้น อุบัติเหตุก็ยังคงเกิดขึ้นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลร้ายดังกล่าว

คดีคู่กรณีขับแซงตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2558

ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย จำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน ร. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถอีแต๋นที่ บ. เป็นผู้ขับ แต่ ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ ร. ขับชนกับรถจำเลย หาก ร. ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถของจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุว่า ร. ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่า ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็นผลโดยตรงจาก ร. ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของ ร. ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กาย ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

การฝ่าฝืนกฎหมายถือว่าเป็นความประมาทเสมอไปหรือไม่?

การที่ผู้กระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำจะต้องเป็นฝ่ายประมาทในทางอาญาเสมอไป

ในการวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นการกระทำโดยประมาท ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผู้กระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า ผู้กระทำได้ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตาม ภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ หรือไม่

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่า การฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือผลร้ายหรือไม่ หากแม้ผู้กระทำจะมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่การฝ่าฝืนดังกล่าวมิได้เป็นเหตุให้เกิดผลร้าย ผู้กระทำก็อาจไม่ต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทในผลนั้น

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่แสดงให้เห็นว่า การฝ่าฝืนกฎหมายไม่ได้ถือเป็นความประมาทเสมอไป มีดังนี้

คดีขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทด้วยเนื่องจากโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และขับรถด้วยความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็ถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาชนท้ายรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาท เพราะการกระทำโดยประมาทหรือไม่จะต้องพิจารณาว่า โจทก์กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และโจทก์อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ดังนั้นการที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงมิใช่การกระทำโดยประมาท และแม้โจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อพิจารณาบริเวณที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นที่จอดรถบรรทุกแล้ว จะเห็นได้ว่าถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง สองข้างทางเป็นไร่นาและสวนสลับกับต้นไม้ใหญ่ ถนนที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่าน การที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วดังกล่าวตามพฤติการณ์เช่นนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงในทางเดินรถที่มีคนพลุกพล่านดังที่อ้างมาในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกในบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้า หรือแสงสว่างอื่นในลักษณะกีดขวางทางเดินรถ และไม่จัดให้มีแสงสว่างจากโคมไฟฟ้าหรือแสงสว่างเพื่อให้ผู้ขับรถอื่นจะได้เห็นรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดได้โดยชัดแจ้ง จึงเป็นการยากที่โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามมาในช่องเดินรถดังกล่าวจะมองเห็น และขับหลบหลีกหรือห้ามล้อไม่ให้ชนกับรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 จอดอยู่ได้ทัน เหตุจึงมิได้เกิดจากความประมาทของโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีขับเรือโดยไม่เปิดโคมไฟในเวลากลางคืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1727/2503

เรือยนต์จำเลยแล่นทวนน้ำแอบฝั่งขวาของคลองโดยถูกต้องตามกฎหมาย เรือยนต์อีกลำหนึ่งแล่นตามน้ำสวนมาในเส้นทางเดินเรือของจำเลย บรรทุกคนโดยสารเกินอัตรามากแล้วเกิดชนกันในเวลาค่ำมืดในเส้นทางของเรือจำเลยโดยเรือจำเลยไม่สามารถหลบหลีกได้ หัวเรือจำเลยชนถูกผู้โดยสารในเรือที่แล่นมาผิดทางถึงตาย ดังนี้ถึงแม้เรือจำเลยไม่ได้จุดโคมไฟ จำเลยก็ไม่ผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท

คดีคนเดินเท้าข้ามถนนโดยฝ่าฝืนกฎหมายจราจร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550

แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้าม และผู้ตายข้ามถนนในช่องเดินรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า “ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม” การกระทำของผู้ตายดังกล่าวเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 147 มิใช่หมายความว่าถ้าผู้ตายฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามมาตรา 104 แล้วจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเสมอไป การพิจารณาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย

คดีวางเครื่องมือดักปลาในคลองสาธารณะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2541

จำเลยวางตาโต่งไว้ในคลองที่เกิดเหตุมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ปีแล้ว การวางตาโต่งดังกล่าวต้องผูกกับฐานไม้ขนาดใหญ่ที่ปักอยู่ในน้ำซึ่งสูงพ้นผิวน้ำประมาณ 10 เมตรซึ่งชาวบ้านที่ไปใช้ท่าน้ำสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนตาโต่งอยู่ห่างจากท่าน้ำที่ชาวบ้านและเด็กลงอาบน้ำและตักน้ำไปใช้ประมาณ 30 เมตร ชาวบ้านไปใช้ท่าน้ำดังกล่าวตลอดมาแต่ไม่เคยมีผู้ใดได้รับอันตรายจากตาโต่งดังกล่าวในการใช้น้ำและอาบน้ำตามปกติวิสัยมาก่อน เพราะในบริเวณท่าน้ำนั้นน้ำไหลไม่แรงสามารถลงอาบน้ำได้โดยปลอดภัย หากผู้ตายทั้งสองเล่นน้ำอยู่ในบริเวณท่าน้ำก็จะไม่ตกลงไปในตาโต่งถึงแก่ความตายเนื่องจากอยู่ห่างพอสมควร ผู้ตายทั้งสองก็ ทราบดีถึงการติดตั้งตาโต่งอันเกิดเหตุประกอบกับการตกตาโต่งของผู้ตายมิใช่ลงอาบน้ำหรือเล่นน้ำที่ท่าน้ำแล้วตกลงไปในตาโต่ง แต่เหตุเกิดเนื่องจากผู้ตายนั่งห่วงยางเล่นน้ำแล้วห่วงยางไหลไปกระทบกับเสาตาโต่งเป็นเหตุให้ผู้ตายตกลงไปในตาโต่งโดยผู้ตายปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งเป็นความประมาทของผู้ตายเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาโต่งที่จำเลยวางเพื่อดักปลามิใช่ทรัพย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้โดยสภาพ อีกทั้งการที่ผู้ตายตกลงไปในตาโต่งจนถึงแก่ความตายก็มิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลย แม้จำเลยมิได้ทำสัญญาณเครื่องหมายแสดงว่ามีการลงอวน ตาโต่งเครื่องมือทำประมงหรือทำสิ่งกีดกั้นป้องกันไว้ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

การฝ่าฝืนกฎหมายทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดีประมาทหรือไม่?

แม้การฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบจะไม่ถือเป็นความประมาทโดยอัตโนมัติ แต่ย่อมเป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัย และอาจทำให้ผู้กระทำเสียเปรียบในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะเมื่อบทบัญญัติที่ฝ่าฝืนนั้นมีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันอันตราย

ตัวอย่างเช่น กฎหมายห้ามฝ่าสัญญาณไฟแดง กฎหมายกำหนดอัตราความเร็ว หรือข้อกำหนดให้แสดงสัญญาณเตือนเมื่อจอดรถกีดขวางทาง บทบัญญัติเหล่านี้กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุโดยตรง การฝ่าฝืนจึงอาจแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่ภาวะ วิสัย และพฤติการณ์

อย่างไรก็ตาม ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่า การฝ่าฝืนดังกล่าวเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้อุบัติเหตุหรือผลร้ายเกิดขึ้นหรือไม่ หากแม้ผู้กระทำจะฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ผลร้ายเกิดจากเหตุอื่นซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือถึงไม่ฝ่าฝืน ผลนั้นก็ยังคงเกิดขึ้น ผู้กระทำอาจไม่ต้องรับผิดฐานกระทำโดยประมาทในผลร้ายนั้น

ในทางกลับกัน หากกฎหมายที่ฝ่าฝืนกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายประเภทเดียวกับที่เกิดขึ้น และหากผู้กระทำปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ผลร้ายย่อมไม่เกิดขึ้น การฝ่าฝืนนั้นก็มีน้ำหนักอย่างมากที่ทำให้ศาลวินิจฉัยว่าผู้กระทำประมาทและต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2536

เครื่องหมายจราจร “หยุด” ตามข้อกำหนดกรมตำรวจเรื่องสัญญาณจราจรฯ ข้อ 8(1) ที่ออกตามความในมาตรา 21 แห่ง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่าหมายความว่ารถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินทางเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้วจึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นเมื่อตรงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุในทางเดินรถของจำเลยที่ 1 มีเครื่องหมายจราจร”หยุด” ปักอยู่ข้างถนนแต่จำเลยที่ 1 ไม่หยุดรถยนต์เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยหรือหยุดรอให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาในทางขวางหน้าที่ไม่มีเครื่องหมายจราจร “หยุด” ผ่านไปก่อน เมื่อรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับชนกับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับตรงบริเวณสี่แยกดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาท พยานโจทก์อยู่ในวิสัยที่จะเบิกความระบุชื่อปรักปรำจำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวนหรือในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่พยานโจทก์เพียงเบิกความเป็นกลาง ๆ ว่าเห็นชาย 1 คนหญิง 1 คนลงจากรถยนต์คันเกิดเหตุหลบหนีไปย่อมบ่งชี้ให้เชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความด้วยความสัตย์จริงตามที่เห็นเหตุการณ์เมื่อนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุและจำเลยที่ 2 เคยมอบเงินจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ ศ. มาแล้ว มีเหตุให้เชื่อได้ว่าชายคนที่ลงจากรถยนต์คันเกิดเหตุคือจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2212/2532

จำเลยที่ 2 ขับรถมาตาม ถนนพหลโยธิน จากสามแยกเกษตรมุ่งหน้าไปทางลาดพร้าว เมื่อถึง สี่แยกพหลโยธินตัด กับ ถนนรัชดาภิเษก สัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดง จำเลยที่ 2 ได้ ขับรถเคลื่อนอย่างช้า ๆ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดง เข้าไปในสี่แยกจนเลยเส้นสีขาวที่กำหนดให้รถหยุดประมาณ 10 เมตรเกือบถึง กลางสี่แยก รถจำเลยที่ 2 จึงขวางทางรถจำเลยที่ 1 ซึ่ง แล่นมาด้วยความเร็วจาก ถนนรัชดาภิเษก ด้าน ถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าไปตาม ถนนรัชดาภิเษก เข้าไปในสี่แยก รถจำเลยที่ 1 ห้ามล้อและหักหลบเฉี่ยว ชนรถจำเลยที่ 2 แล้วเสียหลักไปทางขวาไปชนรถที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรใน ถนนรัชดาภิเษก ด้าน ที่มาจากลาดพร้าว และชนผู้เสียหาย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2ขับรถด้วย ความประมาทเป็นเหตุโดยตรงทำให้รถจำเลยที่ 1 เฉี่ยว ชนรถจำเลยที่ 2 และชนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2553

บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสามแยกติดตั้งสัญญาณจราจรไฟ และขณะเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟเป็นสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวารถทุกคันที่จะเลี้ยวขวาย่อมเคลื่อนที่แล่นเข้าสู่ทางร่วมทางแยกผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาไปได้ การที่จำเลยขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนมาก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเลี้ยวขวาแล่นผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาเท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากการกระทำของผู้ตายที่ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงแล่นเข้าชนรถโดยสารที่จำเลยเป็นผู้ขับโดยที่ไม่ว่าจำเลยหรือผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิดได้ จำเลยจึงไม่เป็นฝ่ายประมาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291

สรุป

การพิจารณาคดีประมาทต้องดูทั้งลักษณะการกระทำ ความระมัดระวังตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลร้ายที่เกิดขึ้น แม้คู่กรณีจะมีส่วนประมาทหรือมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ไม่ได้ทำให้ผู้กระทำพ้นผิดหรือมีความผิดโดยอัตโนมัติ แต่ศาลจะพิจารณาว่า ความประมาทของใครเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดผลร้ายนั้น

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น