การต่อสู้คดีโดยอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นประเด็นที่พบได้บ่อยทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นคดีกู้ยืมเงิน ค้ำประกัน จำนอง ขายฝาก หรือแม้แต่คดีฉ้อโกงและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเช็ค ซึ่งประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่การกล่าวอ้างว่ามีการคิดดอกเบี้ยเกินเท่านั้น แต่คือการทำให้ศาล “เชื่อ” จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมของคดีว่า การเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตจริง จนส่งผลต่อความสมบูรณ์ของมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้
ดังนั้น ประเด็นการพิสูจน์จึงมีความละเอียดอ่อน ทั้งในแง่การตั้งประเด็นข้อพิพาท การถามค้านพยานฝ่ายตรงข้าม การนำสืบพยานเอกสารและพยานบุคคล ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงให้เห็นภาพเดียวกันอย่างเป็นระบบ ว่ามีการแฝงหรืออำพรางการเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของดอกเบี้ยโดยตรง ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขอื่นใดก็ตาม
ในบทความนี้ผมจะพาไปดูแนวทางการต่อสู้คดีในประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การเตรียมพยานหลักฐาน เทคนิคการถามค้าน ไปจนถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการดำเนินคดี และเพิ่มน้ำหนักให้ข้ออ้างของฝ่ายตนมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
แนวทางในการนำสืบและถามค้านการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
ในทางปฏิบัติ คดีส่วนใหญ่มักไม่ได้มี “คำตอบสำเร็จรูป” ว่ามีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะฝ่ายเจ้าหนี้ย่อมยืนยันว่าตนคิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตรากฎหมาย หรือบางครั้งถึงขั้นปฏิเสธว่าไม่ได้คิดดอกเบี้ยเลย ขณะที่ฝ่ายลูกหนี้ก็ยืนยันในทางตรงกันข้าม เมื่อข้อเท็จจริงขัดแย้งกันเช่นนี้ ศาลจึงต้องวินิจฉัยจากน้ำหนักพยานหลักฐานและความสมเหตุสมผลของพฤติการณ์โดยรวมของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ ดังนั้น ฝ่ายที่อ้างว่ามีการเรียกดอกเบี้ยเกิน จึงต้อง “สร้างภาพข้อเท็จจริง” ให้ศาลเห็นอย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือผ่านการถามค้านและการนำสืบพยานหลักฐาน
การนำสืบและถามค้านให้เห็นว่า “ได้รับเงินต้นไม่ครบ”
โดยต้องพยายามทำให้เห็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างจำนวนเงินตามสัญญากับจำนวนเงินที่ได้รับจริง เช่น เปรียบเทียบหลักฐานการถอนเงินของเจ้าหนี้กับหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของลูกหนี้ในวันทำสัญญา ตรวจสอบแคชเชียร์เช็ค หรือไล่เรียงธุรกรรมทางการเงินให้ตรงกัน หากพบว่ามีการหักเงินบางส่วนไว้ล่วงหน้า ก็ต้องเชื่อมโยงให้ศาลเห็นว่าเงินส่วนนั้นคือ “ดอกเบี้ยที่ถูกหักล่วงหน้า” ไม่ใช่เงินต้นจริง รวมถึงใช้พยานแวดล้อม เช่น แชทไลน์ การพูดคุยก่อนกู้ยืม พยานบุคคล หรือแม้แต่พฤติการณ์การประกาศปล่อยกู้ มาประกอบให้เห็นภาพเดียวกันว่าในทางปฏิบัติมีการหักดอกเบี้ยตั้งแต่ต้น ซึ่งถือเป็นการคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าและอาจเข้าลักษณะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดได้
การนำสืบและถามค้านให้เห็นว่า “มีการชำระดอกเบี้ยเกินอัตรา”
โดยต้องทำให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าถูกเรียกดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด แล้วนำหลักฐานการชำระเงินจริง เช่น สลิปโอนเงิน แคชเชียร์เช็ค หรือรายการเดินบัญชีของทั้งสองฝ่ายมา “จับชนกัน” เพื่อแยกให้ได้ว่ายอดใดเป็นเงินต้น และยอดใดเป็นดอกเบี้ย จากนั้นจึงคำนวณย้อนกลับให้ศาลเห็นว่าเมื่อเทียบกับเงินต้นและระยะเวลาแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังสามารถใช้แชทหรือการเจรจาก่อนทำสัญญา พยานบุคคล หรือแม้แต่ข้อมูลของลูกหนี้รายอื่นที่เคยทำธุรกรรมลักษณะเดียวกัน มาสนับสนุนว่ามีรูปแบบการเรียกดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของการต่อสู้ประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่พยานหลักฐานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือการเชื่อมโยงพยานทุกชิ้นให้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเหตุผล จนทำให้ศาลเห็นภาพรวมว่า แม้รูปแบบภายนอกจะดูเหมือนการให้กู้ยืมตามปกติ แต่ในความเป็นจริงมีการแฝงหรืออำพรางการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่จริง
ตัวอย่าง
กู้ยืมเงิน 1 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยต้องส่งดอกเบี้ยเดือนละ 30,000 บาท
หากในคดีมีทั้งแชทไลน์ที่พูดคุยเรื่องการส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือน และมี Statement บัญชีธนาคารที่แสดงให้เห็นว่ามีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวจริง โดยยอดเงินที่โอนสอดคล้องกับจำนวนดอกเบี้ยที่อ้าง ก็จะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก เพราะทำให้เห็นความเชื่อมโยงกันของ “ข้อตกลง” และ “การปฏิบัติจริง” อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ในทางต่อสู้คดีมักพบว่าเจ้าหนี้จะพยายามบ่ายเบี่ยงว่า เงินที่โอนเข้ามานั้นไม่เกี่ยวกับสัญญากู้ฉบับนี้ แต่เป็นการชำระหนี้อย่างอื่น เช่น หนี้อีกสัญญาหนึ่ง หรือค่าใช้จ่ายประเภทอื่น
ประเด็นนี้จึงต้องถามค้านให้ชัดเจนว่า หนี้อื่นที่อ้างถึงคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อใด มีหลักฐานรองรับหรือไม่ และมีพฤติการณ์ใดแสดงถึงการมีอยู่ของหนี้ดังกล่าวจริงหรือไม่ หากอีกฝ่ายไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ ข้ออ้างดังกล่าวก็ย่อมมีน้ำหนักน้อย
ท้ายที่สุด หากสามารถทำให้ศาลเห็นว่า มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ย มีการชำระเงินจริง และจำนวนเงินที่ชำระสอดคล้องกันอย่างมีเหตุผล ก็จะช่วยยืนยันได้ว่าเงินที่โอนไปนั้นเป็นดอกเบี้ยตามสัญญากู้ และเมื่อนำมาคำนวณแล้วเป็นอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้ข้ออ้างของฝ่ายจำเลยได้
นำสืบถึงความสมเหตุสมผลในการทำนิติกรรม
อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญ คือ “ความสมเหตุสมผลของพฤติการณ์” ในการทำนิติกรรมกู้ยืมเงิน ว่าเป็นไปตามปกติวิสัยหรือไม่ เพราะแม้เอกสารจะดูถูกต้อง แต่หากพฤติการณ์แวดล้อมผิดธรรมดา ก็อาจทำให้ศาลไม่เชื่อข้ออ้างของฝ่ายเจ้าหนี้ได้
การนำสืบในส่วนนี้จึงควรไล่ให้เห็นภาพรวมของความสัมพันธ์และเหตุผลในการทำสัญญา เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ รู้จักกันมาก่อนหรือไม่ สาเหตุที่ตัดสินใจให้กู้ยืมเงิน มีหลักประกันหรือไม่ อาชีพหรือฐานะของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร ตลอดจนวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเงินนั้นคืออะไร
หากข้อเท็จจริงปรากฏในลักษณะที่ขัดกับเหตุผลทั่วไป ก็จะช่วยให้ศาลตั้งข้อสงสัยต่อคำอ้างของฝ่ายเจ้าหนี้ได้ เช่น กรณีที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับให้กู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่คิดดอกเบี้ย ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติ หรือกรณีที่หนี้เดิมยังไม่ชำระทั้งต้นและดอกเบี้ย แต่กลับมีการให้กู้เงินก้อนใหม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงอาจเป็นเพียงการ “ทบยอด” โดยนำดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายไปรวมเป็นเงินต้น นอกจากนี้ ยังพบได้ในกรณีที่มีการให้ลูกหนี้ออกเช็คเฉพาะยอดเงินต้น โดยไม่ระบุดอกเบี้ย ทั้งที่ในความเป็นจริงยอดเงินดังกล่าวได้รวมดอกเบี้ยไว้แล้ว ซึ่งหากคำนวณแยกออกมาก็จะพบว่าเป็นดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ประเด็นเหล่านี้ หากสามารถนำสืบและเชื่อมโยงให้เห็นเป็นภาพเดียวกันได้ ก็จะช่วยให้ศาลมองเห็นข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนิติกรรม และเพิ่มน้ำหนักให้ข้ออ้างว่ามีการ “เรียกดอกเบี้ย” เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดได้
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2565
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หรือร้อยละ 36 ต่อปี หักวันแรกเป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าระยะเวลา 1 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท แล้วส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วมเพียง 640,000 บาท อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทำเป็นสัญญาขายฝากแต่การที่จำเลยที่ 1 หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ลักษณะของการขายฝาก การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ต่อดอกเบี้ย การขายฝากจึงเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน ในข้อนี้ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นไว้ใช้เอง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือ 300,000 บาทเศษ ใช้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินจึงตกลงทำสัญญาขายฝากตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ หลังจากจดทะเบียนขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่านอกจากต้องหักหนี้ไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษแล้ว ยังมีค่าดำเนินการ ค่าภาษีเกี่ยวกับที่ดิน และหักดอกเบี้ยอีกประมาณ 360,000 บาท โจทก์ร่วมคงได้รับเงินเพียง 300,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ร่วมมาขอกู้ยืมเงินไปลงทุนค้าขาย จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้กู้ยืมเงินได้แต่ต้องมีหลักประกันและทำเป็นขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินรวมประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงรับซื้อฝากในราคา 950,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี ไถ่ถอนในราคา 1,000,000 บาท โจทก์ร่วมตกลง จำเลยที่ 1 มอบเงิน 350,000 บาท ให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ในการไถ่ถอนจำนอง โดยชำระค่าไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษ เหลือเงินสดอีก 10,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์ร่วมไปก่อน ส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปถอนเงินจากธนาคารนำมามอบให้โจทก์ร่วมแล้ว รวมเป็นเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปทั้งสิ้น 950,000 บาท
เห็นว่า ในส่วนของเงินที่ใช้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองนั้น โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เบิกความรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบเงินให้โจทก์ร่วมนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองประมาณ 300,000 บาทเศษ คงมีปัญหาโต้แย้งกันเฉพาะเงินในส่วนที่เหลือ ซึ่งโจทก์ร่วมอ้างว่าได้รับเพียง 300,000 บาทเศษ โดยโจทก์ร่วมได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติ ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามอบให้โจทก์ร่วม 600,000 บาท โดยโจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ และมีจำเลยที่ 2 เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนไปถอนเงินจากธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า จำนวน 200,000 บาท เมื่อเวลา 17.09 นาฬิกา และจำนวน 475,000 บาท เมื่อเวลา 17.11 นาฬิกา รวม 675,000 บาท แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท
ศาลฎีกาพิจารณารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ปรากฏว่าหลังจากได้รับเงินมาโจทก์ร่วมนำฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติในวันนั้นเลยตั้งแต่เวลา 16.15 ถึง 16.22 นาฬิกา รวม 4 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท โดยในวันดังกล่าวไม่มีรายการฝากเงินจำนวนอื่นเข้าบัญชีอีก แต่ตามสำเนาบันทึกรายการธุรกรรมประจำวัน จำเลยที่ 2 เพิ่งจะทำรายการถอนเงินในวันเดียวกันเมื่อเวลา 17.09 และ 17.11 นาฬิกา เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่โจทก์ร่วมตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ แม้โจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ให้จำเลยที่ 1 ระบุว่า ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสอง 950,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว แต่ปรากฏจากบันทึกที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองและมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบคดี ข้อ 4 และข้อ 5 ว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อฝากไว้ในราคา 1,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี โดยหักดอกเบี้ย 150,000 บาท ไว้ก่อน วันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายฝากจำเลยที่ 1 มีเงินไป 850,000 บาท หลังจากชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้มอบเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ร่วมไป แสดงว่าจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้นไม่ถึง 950,000 บาท ขัดกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบ บ่งชี้ว่าหลักฐานการรับเงินเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมเขียนขึ้นไม่ตรงกับจำนวนเงินที่ได้รับไปจริง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 หักค่าดอกเบี้ยที่คิดไว้ล่วงหน้ารวมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงินทั้งสิ้น 360,000 บาท แม้โจทก์จะนำสืบได้ไม่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีจำนวนเท่าใด แต่ก็ไม่น่าจะมีจำนวนที่มากนัก จึงเชื่อว่าเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 หักไว้มีจำนวนมากกว่า 150,000 บาท อันเกิดจากการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ การที่โจทก์ร่วมมาติดต่อเพื่อขอกู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้ทำเป็นสัญญาขายฝากโดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยจากราคาขายฝากในระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี แล้วหักเงินไว้ล่วงหน้า อันเป็นลักษณะของการเรียกค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน แทนที่จะกำหนดสินไถ่ให้สูงกว่าราคาขายฝาก อันเป็นลักษณะของการคิดผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝาก ส่อชัดว่าจำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนาจะผูกนิติสัมพันธ์ตามสัญญาขายฝากดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมยินยอมทำสัญญาขายฝากก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินกู้ในลักษณะที่จำยอมต้องกระทำตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 มิใช่ว่าโจทก์ร่วมเปลี่ยนเจตนาในการทำนิติกรรมจากกู้ยืมเงินมาเป็นการขายฝากโดยสมัครใจ สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองจึงทำขึ้นเพื่ออำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีที่ดินเป็นหลักประกัน แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินโดยทำเป็นสัญญาขายฝากอำพรางการให้กู้ยืมเงินดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และโจทก์ร่วมสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้
ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่โดยที่มาตรา 4 (1) ของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 บัญญัติให้การให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม เพียงแต่แก้ไขโทษใหม่ กรณีจึงมิใช่เป็นการยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมไปเสียทีเดียว ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังด้วย แต่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังมีระวางโทษสูงกว่าที่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) กำหนดไว้ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 กรณีจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลรับฟังว่าไม่มีการส่งมอบเงินครบตามสัญญา โดยพิจารณาจากรายการเดินบัญชีของทั้งฝ่ายผู้ให้กู้และผู้กู้ที่สอดคล้องกันว่า มีการจ่ายเงินจริงไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญากล่าวคือ แม้ระบุว่ากู้ 1 ล้านบาท แต่ได้รับจริงเพียงประมาณ 640,000 บาท ส่วนที่เหลือถูกหักเป็นค่าต่างๆ รวมถึงดอกเบี้ยล่วงหน้า อีกทั้งแม้จะมีการทำใบรับเงินว่าได้รับครบถ้วนแล้ว ศาลก็ไม่รับฟัง เนื่องจากขัดกับพยานหลักฐานทางการเงินที่ปรากฏ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2532/2565
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลสมบูรณ์ ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ภาระการพิสูจน์ว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินจึงตกแก่โจทก์ทั้งสอง เนื่องจากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 แทน มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 450,000 บาท ผู้ขายฝากได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายฝาก และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้อฝากเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แม้ข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้
โดยโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 นางสาวฉลวย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท โดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันการกู้ยืม จำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 2 พาโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินเข้าบัญชีนางสาวฉลวย รวมสองครั้งเป็นเงิน 286,669 บาท โดยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนเป็นเงิน 21,000 บาท ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ 38,331 บาท ซึ่งเหลือเงินใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีของนางสาวฉลวย และภายหลังโจทก์ทั้งสองได้โอนเงินผ่านบัญชีนางสาวฉลวยเพื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2561 ให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งละ 10,500 บาท แต่เดือนมกราคม 2562 ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จะเห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินของจำเลยที่ 1 ที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นการโอนเงินวันเดียวกันกับวันที่ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยดังกล่าวแล้ว เมื่อคำนวณตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 350,000 บาท หักดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเป็นเงิน 10,500 บาท ไว้ล่วงหน้า 2 เดือน เป็นเงิน 21,000 บาท กับค่าธรรมเนียมการขายฝากเป็นเงิน 38,331 บาท แล้วจะเหลือเงิน 290,669 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยรวมเป็นเงิน 286,669 บาท
นอกจากนี้ยังปรากฏว่า นางสาวฉลวยได้โอนเงินจากบัญชีนางสาวฉลวยเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2561 เดือนละ 10,500 บาท เท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือนจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนภายหลังจากพ้นระยะจากที่มีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างตัวเองเบิกความโต้แย้งให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างไม่ถูกต้องหรือไม่ อย่างใด หรือเงินที่มีการโอนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองผ่านบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวย จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้โอนเงิน หรือเป็นเงินอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมหรือการขายฝากคดีนี้ ทำให้เชื่อว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเกิดจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมีผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กันเพราะการขายฝากที่ดินพิพาทสามารถชำระเงินสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝากได้ในคราวเดียวหรือนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ในคราวเดียวกันไม่จำต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีว่าที่ร้อยตรีธนาชัย ทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยให้โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงิน การจดทะเบียนขายฝากเป็นตามเจตนาที่แท้จริงก็ตาม แต่พยานจำเลยปากดังกล่าวก็เบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ทั้งสองยอมรับว่า ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญาขายฝาก ทำให้คำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีธนาชัยจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้
แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีนายไชยรัฐ เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้องว่าเป็นการจดทะเบียนขายฝากที่แท้จริงและตรงตามเจตนาของคู่สัญญา นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นโมฆะก็ตาม แต่พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปากนี้เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ย่อมไม่อาจทราบที่มาแห่งมูลหนี้หรือเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่ามีเจตนาที่แท้จริงเป็นเช่นใด การเบิกความรับรองของพยานจำเลยปากนี้จึงเป็นเพียงเบิกความไปตามเอกสารเท่านั้น ส่วนข้อความด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่มีข้อความว่า ขอรับรองว่า การทำสัญญานี้เป็นการขายฝากจริงไม่ใช่การกู้ยืมแต่อย่างใด โดยมีลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสองลงชื่อไว้ นั้น โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า หากไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็จะไม่ได้เงิน ข้อความดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นการทำสัญญาขายฝากกัน หรือเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเจตนากู้ยืมแต่ต้นแต่มาเปลี่ยนเจตนาทำสัญญาขายฝากภายหลัง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงและน่าเชื่อถือสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 350,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทต่อกัน นิติกรรมขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติกรรมการขายฝากไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลเชื่อว่ามีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจริง เนื่องจากพยานหลักฐานทั้งเรื่องการโอนเงินค่าดอกเบี้ยระหว่างคู่ความ ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้กู้นำสืบและหลักฐานการรับเงินต้นที่ไม่ครบตามสัญญาเพราะถูกหักดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่ามีการคิดดอกเบี้ยเกินจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 2,000,000 บาท ภายหลังทำสัญญาจำเลยฝากเงินเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อชำระหนี้ต้นเงินครั้งละ 5,000 บาท รวม 40 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ในการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น จำเลยตกลงจะชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 1.3 ต่อเดือน คิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ยเดือนละ 26,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านโป่ง ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด จำเลยจึงยอมชำระดอกเบี้ยในต้นเงิน 26,000 บาท อีกร้อยละ 1.3 คิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ยอีกเดือนละ 400 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2547 จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 26,000 บาท เรื่อยมา และผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยอีกในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระต้นเงิน ในวันที่ 21 มีนาคม 2551 จำเลยจึงชำระต้นเงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท และต่อมาจำเลยผ่อนชำระต้นเงินให้โจทก์อีกเดือนละ 5,000 บาท รวม 40 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยจึงยังค้างชำระต้นเงินอีก 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า ในการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้นไม่มีการตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ย แต่มีข้อตกลงว่า จำเลยจะต้องชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยนั้นจำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน โดยในช่วงแรกจำเลยชำระดอกเบี้ยเดือนละ 4,000 บาท จำเลยจึงนำเงิน 24,000 บาท โอนเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเป็นเดือนละ 6,400 บาท 8,600 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์รวม 35 ครั้ง จำเลยไม่เคยตกลงว่าจะชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 1.3 ต่อเดือน นอกจากต้นเงินเดือนละ 20,000 บาท แล้วจำเลยยังได้ชำระต้นเงินให้แก่โจทก์อีกหลายครั้งรวมเป็นเงิน 956,580 บาท และเมื่อรวมกับที่จำเลยโอนต้นเงินเดือนละ 5,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์รวม 40 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นต้นเงินที่จำเลยชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 1,856,580 บาท จำเลยยังค้างชำระต้นเงินโจทก์เพียง 143,420 บาท
เมื่อพิจารณาถึงสถานะของโจทก์นอกจากจะให้จำเลยกู้ยืมเงินแล้ว โจทก์ยังให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินอีก เงินค่าดอกเบี้ยจึงนับว่าเป็นสาระสำคัญที่โจทก์นำเงินออกมาให้ผู้อื่นกู้ยืม ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยไม่มีการตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยจึงไม่น่าเป็นไปได้ แต่ในข้อนี้กลับได้ความจากจำเลยเบิกความต่อศาลว่า นางทัศนีย์บอกกับจำเลยว่า โจทก์มีการคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ให้กู้ยืม แต่ไม่ได้บอกอัตราดอกเบี้ยไว้ จำเลยต้องไปพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์เอง และเมื่อจำเลยไปกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้ว โจทก์บอกกับจำเลยว่าโจทก์นำเงินจากบุคคลอื่นมาให้จำเลยกู้ยืม ดังนั้น จำเลยจึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้แก่โจทก์บางส่วน ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่านอกจากโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่ให้จำเลยกู้ยืมแล้วโจทก์ยังคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลยเพิ่มอีก ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ที่ชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือน หรืออัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายซึ่งกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งก็คือร้อยละ 1.25 ต่อเดือนแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงเดือนละ 4,000 บาท 6,400 บาท 8,600 บาท และ 6,000 บาท ซึ่งเมื่อคิดคำนวณจากยอดต้นเงิน 2,000,000 บาท แล้ว ก็จะเป็นเงินค่าดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.2 ถึง 0.3 เท่านั้น แต่หากนำเงินค่าดอกเบี้ยร้อยละ 1.3 มาคิดคำนวณจากยอดต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท แล้ว ก็จะคิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 26,000 บาท ซึ่งความข้อนี้จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หากคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.3 ต่อเดือน จากเงินต้น 2,000,000 บาท จะคิดเป็นดอกเบี้ย 26,000 บาท หากคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 2,200,000 บาท จะคิดเป็นดอกเบี้ย 28,600 บาท และหากคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.3 ต่อเดือน จากเงินต้น 1,900,000 บาท จะคิดเป็นดอกเบี้ย 24,700 บาท
ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยรวมค่าใช้จ่ายร้อยละ 1.3 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 15.6 ต่อปี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์นั้นคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะ เท่ากับสัญญากู้ยืมมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัดและไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด ดังนั้น การที่จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เดือนละ 24,000 บาท 26,400 บาท 28,600 บาท และ 26,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 660,000 บาท กับที่จำเลยโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์อีก 6 ครั้ง รวมเป็นเงิน 956,580 บาท และตามที่คู่ความรับกันว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินแก่โจทก์แล้ว เดือนละ 5,000 บาท รวม 40 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์แล้วทั้งสิ้น 1,816,580 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระเป็นส่วนของต้นเงินทั้งหมด จำเลยคงค้างชำระต้นเงินอยู่เพียง 183,420 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลเชื่อว่าเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจริง เนื่องจากพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้กู้ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้ แต่กลับอ้างว่าให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยซึ่งขัดกับเหตุผลทั่วไป อีกทั้งจำนวนดอกเบี้ยที่คำนวณได้สอดคล้องกับที่ฝ่ายผู้กู้นำสืบและตรงกับยอดที่มีการชำระจริงจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อว่ามีการเรียกดอกเบี้ยเกินจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2551
เห็นว่า จำนวนเงินที่สั่งจ่ายตามเช็คเอกสารหมาย ล.4 มีจำนวนเพียง 111,250 บาท ซึ่งต่ำกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยในสัญญากู้แต่ละสัญญาหากสัญญากู้ฉบับแรกยังไม่มีการชำระหนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยอมให้จำเลยกู้เงินอีกโดยยอมให้ใช้เช็คฉบับเดิมเป็นหลักประกัน ทั้งเมื่อพิจารณาวันที่ทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 ตรงกับวันครบกำหนดชำระตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และวันที่ทำสัญญากู้ฉบับที่ 3 หนี้เงินกู้เดิมตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังไม่มีการชำระหนี้ ทั้งเช็คเอกสารหมาย ล.4 มีการลงวันที่สั่งจ่ายครั้งแรกวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และมีการขีดฆ่าและแก้ไขวันที่สั่งจ่ายจากวันที่ดังกล่าวเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีการนำเช็คไปเรียกเก็บแล้ว แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วจึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยอมให้กู้เงินรายใหม่โดยรับเช็คฉบับเดิมไว้เป็นประกันอีก ประกอบกับโจทก์มีนางราตรี มาเบิกความเป็นพยานยืนยันสนับสนุนเพียงปากเดียวว่า มีการส่งมอบเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ในวันทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น ส่วนการกู้เงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 คงมีตัวโจทก์เบิกความกล่าวอ้างลอยๆ เพียงปากเดียวว่ามีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลย พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ รับฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 100,000 บาท ไม่ใช่ 300,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลรับฟังว่ามีการทำสัญญากู้ยืมหลายฉบับ ฉบับละ 100,000 บาทก็จริงแต่พิจารณาพฤติการณ์แล้วเห็นว่าเป็นการทำสัญญาฉบับใหม่เพื่อประกันหนี้เดิม ไม่ใช่การกู้ยืมเงินใหม่ จึงเชื่อว่าความจริงมีการกู้ยืมเพียง 100,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งศาลไม่เชื่อว่าหากหนี้เดิมยังไม่ชำระและไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย จะมีการปล่อยกู้เพิ่มในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5008 – 5010/2549
จำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า เช็คตามฟ้องทั้ง 7 ฉบับ ได้รวมดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อนี้ได้ความจากตัวโจทก์ว่าโจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้ด้วย คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน สำหรับสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ที่ทำกับจำเลยนั้น ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 450,000 บาท เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 กำหนดชำระเงินกู้ยืมคืนภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2539 โดยโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินได้หักดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 27,000 บาท ได้มอบเงินสดแก่จำเลย 450,000 บาท แล้วจำเลยคืนเงินค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์ 27,000 บาท จำเลยคงได้รับเงินไปจากโจทก์ในวันนั้น 423,000 บาท
ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเท่ากับร้อยละ 24 ต่อปี เกินกว่าอัตราตามกฎหมายย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) เมื่อไม่ปรากฏว่าการสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับตามฟ้องแยกเป็นการชำระเงินต้นเท่าใด ชำระดอกเบี้ยเท่าใด จึงถือว่าเช็คตามฟ้องทั้ง 7 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์ได้รวมดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเอาไว้ด้วยทุกฉบับ แม้ธนาคารตามเช็คจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 7 ฉบับ จำเลยก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
สรุปจากคำพิพากษานี้ เพราะได้ความชัดเจนจากคำเบิกความของโจทก์เองในชั้นถามค้านว่า มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นพยานสำคัญที่ศาลรับฟังได้โดยตรง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2545
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพออกเงินให้กู้ จำเลยกู้เงินโจทก์โดยทำสัญญากู้ลงวันที่ 2 กันยายน 2538 เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุจำนวนเงินที่กู้ 300,000 บาท ทั้งมีการระบุในสัญญากู้อีกว่า จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้วในวันที่ลงในสัญญากู้และจำเลยจะชำระเงินที่กู้คืนให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2538 กับจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว สืบเนื่องจากการกู้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000บาท ให้แก่โจทก์ เช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีปิดแล้ว โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีอยู่จริงแต่เพียงบางส่วน คือจำนวนที่ 200,000 บาท ส่วนจำนวนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่เกิดจากการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่จำเลยของโจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงวินิจฉัยว่า การออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยจึงเป็นการออกเพื่อชำระหนี้ ทั้งที่มีอยู่และไม่มีอยู่จริงที่ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 มีอยู่จริงและบังคับได้เต็มจำนวนในปัญหาว่าหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ชำระ เป็นหนี้ที่สมบูรณ์เต็มจำนวนหรือไม่นี้ ฝ่ายโจทก์มีพยานมาเบิกความ 2 ปาก คือตัวโจทก์และนายสิทธิโชติ ลิ่มพาณิชย์
โดยโจทก์เบิกความยืนยันข้อความตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พร้อมทั้งกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวว่าก่อนครบกำหนดตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้ติดต่อให้โจทก์ไปรับเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 แต่เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 จำเลยกลับโทรศัพท์ขอเลื่อนการนำเช็คไปขึ้นเงินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 และ นายสิทธิโชติเบิกความว่า นายสิทธิโชติเป็นพี่เขยโจทก์และเป็นผู้พิมพ์ รวมทั้งลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 การกู้ยืมเงินของจำเลย จำเลยกู้ยืมจำนวน 300,000 บาท และจำเลยรับเงินสดจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความว่า การกู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ความจริงจำเลยกู้เพียง 200,000 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน ในการรับเงินที่กู้จำเลยรับเพียง 180,000 บาท เนื่องจากโจทก์หักเป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้20,000 บาท การทำสัญญากู้จำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และนางสาวปาริตา วิจิตรสภาพ ลงชื่อเป็นพยานโดยข้อความอื่นมิได้กรอก ในวันทำสัญญาจำเลยจ่ายเช็คเอกสารหมาย ล.1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ไว้ เมื่อเช็คเอกสารหมาย ล.1 ถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยชำระแต่ดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกู้จำเลยไม่มีชำระโจทก์จึงขอให้จำเลยเปลี่ยนเช็คให้ใหม่ จำเลยออกเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์
เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินคือวันที่ 2 กันยายน 2538 จำเลยก็ยังไม่มีเงินชำระให้แก่โจทก์อีก จำเลยจึงชำระแต่ดอกเบี้ยและออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ แม้เมื่อธนาคารปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 แล้ว โจทก์ก็ได้ขอให้จำเลยออกเช็คให้แก่โจทก์อีกตามต้นขั้วเช็คพิพาทเอกสารหมาย ล.5 ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของโจทก์และนายสิทธิโชติมีข้อที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายประการ เช่น ในข้อที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์และนายสิทธิโชติยืนยันว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญากู้คืออัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อคำนึงว่าโจทก์จำเลยไม่รู้จักกันมาก่อน การมาขอกู้เงินโจทก์ของจำเลยมีนายหน้าของจำเลยมาหาโจทก์ อีกทั้งเป็นการกู้ที่ไร้หลักทรัพย์เป็นประกัน ซึ่งมีอัตราเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนสูงไม่น่าเป็นไปได้ที่โจทก์จะยอมให้จำเลยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ประกอบกับคำเบิกความของโจทก์มีข้อพิรุธเกี่ยวกับเช็คเอกสารหมาย ล.1ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นเช็คฉบับแรกที่จำเลยออกให้แก่โจทก์โดยจำเลยออกให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 เมื่อเช็คฉบับนี้ถึงกำหนดใช้เงินจำเลยไม่มีเงินจ่ายจึงออกเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 ส่วนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นเช็คฉบับที่ 3ซึ่งจำเลยออกให้เพื่อเปลี่ยนเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4 ในการเบิกความซักถามทนายโจทก์ โจทก์เบิกความยืนยันสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่กล่าวถึงเช็คเอกสารหมาย ล.1 และเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.4เท่ากับโจทก์ยืนยันว่า การกู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ไม่มีการออกเช็คชำระหนี้ให้ล่วงหน้า ครั้นเมื่อเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านโจทก์ก็ตอบว่า เช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่ทนายจำเลยให้ดู จะเป็นเช็คที่โจทก์ได้รับมาก่อนเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2หรือไม่ โจทก์จำไม่ได้ แต่ก็ยอมรับว่าลายมือชื่อหลังเช็คดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของโจทก์ เท่ากับยอมรับว่าเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ไม่ใช้เช็คฉบับแรกที่โจทก์รับจากจำเลย ซึ่งไม่ลงรอยกับคำเบิกความตอนแรกของโจทก์เอง
คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นเช็คฉบับที่ 3 ที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญายืมเอกสารหมาย จ.1 และหนี้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 มีมูลหนี้ที่มีอยู่จริงเพียง 200,000 บาท ส่วนจำนวนอีก 100,000 บาท เป็นหนี้ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน ซึ่งเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วยโดยตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้แยกบรรยายว่าจำนวนเงินต้นเท่าใด และส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเท่าใด จำนวนเงินกู้ดังกล่าวจึงไม่อาจแยกเงินต้นและดอกเบี้ยออกจากกันได้ เมื่อปรากฏว่าจำนวนดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับมิได้ การที่จำเลยออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุจำนวนเงินถึง 300,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งมีอยู่เพียง 200,000 บาทดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ พฤติการณ์ไม่สมเหตุสมผล กล่าวคือ คู่สัญญาไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและไม่มีหลักประกัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้งคำเบิกความยังขัดแย้งกันในเรื่องการชำระหนี้ ทำให้ข้ออ้างของฝ่ายเจ้าหนี้ไม่น่าเชื่อถือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2544
พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนายวิฑูรย์ ชมจันทร์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2534จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท จากโจทก์โดยยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินกู้ยืมคืนภายในวันที่ 23 ธันวาคม2535 ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 เกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแต่จำเลยตกลงด้วยวาจาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2ต่อเดือน จำเลยออกเช็คชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวแก่โจทก์ตลอดมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2539 จึงไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ที่จำเลยฎีกาว่า นายวิฑูรย์มิได้รู้เห็นในการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อเท็จจริงในส่วนที่โจทก์กับจำเลยตกลงให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นายวิฑูรย์ย่อมไม่ทราบถึงการชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย คำเบิกความของนายวิฑูรย์ที่ว่าจำเลยออกเช็คชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จึงไม่น่ารับฟังนั้น เห็นว่า นายวิฑูรย์เป็นบุตรโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้จึงอยู่ในฐานะที่จะทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์ว่าเป็นการชำระหนี้ใด แม้จะฟังว่านายวิฑูรย์ได้รับคำบอกเล่าจากโจทก์แต่การเป็นพยานบอกเล่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามเด็ดขาดมิให้รับฟังเสียทีเดียวหากพยานบอกเล่าเบิกความถึงข้อเท็จจริงอย่างมีเหตุผล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้
คดีนี้จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์เป็นงวด งวดละ 30,000 บาท รวม 55 งวดตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1เมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือนจากต้นเงิน 1,500,000 บาทตามที่นายวิฑูรย์เบิกความจะได้ดอกเบี้ยเดือนละ 30,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามเช็คแต่ละฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายชำระให้แก่โจทก์ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าในการกู้ยืมเงินโจทก์มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 80 งวด งวดละ30,000 บาท จำเลยได้ผ่อนชำระไปแล้ว 55 งวด เป็นเงิน 1,650,000 บาทคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่อีก 617,714 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1และตารางการชำระหนี้เอกสารหมาย ล.6 ก็ปรากฏว่าตารางการชำระหนี้ตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้รู้เห็นด้วย หากมีการตกลงผ่อนชำระดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็น่าจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 เพราะเป็นข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญของการกู้ยืมเงินแต่ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ระบุแต่เพียงว่าผู้กู้จะนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ให้กู้ภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2535 แม้จะมีการแก้ไขวันเดือนปีที่จะนำเงินมาชำระคืน จากวันที่ 23 มิถุนายน 2535 เป็นวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ก็เป็นเรื่องแก้ไขเพื่อให้ตรงกับวันที่ระบุไว้ในเช็คค้ำประกันฉบับใหม่ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์แทนเช็คค้ำประกันฉบับเดิมซึ่งถึงกำหนดชำระเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแต่อย่างใดและการที่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่โจทก์นำสืบว่าได้มีการตกลงด้วยวาจาให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยออกเช็คชำระให้แก่โจทก์เป็นการชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันด้วยวาจา และจำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ยืมกับยังค้างดอกเบี้ยอยู่อีก จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมนั้น เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่โจทก์ฟ้อง ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ดังที่จำเลยฎีกา
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,500,000 บาท เช็คตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยสั่งจ่ายฉบับละ 30,000 บาท เป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นโมฆะศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฟังว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ควรนำดอกเบี้ยที่ได้ชำระแล้วหักต้นเงินที่กู้ยืมเมื่อคำนวณยอดเงินที่จำเลยชำระแล้ว 55 งวด เป็นเงิน 1,620,000 บาท (ที่ถูก 1,650,000 บาท) โจทก์จึงได้รับชำระต้นเงินครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืน จะให้นำไปหักกับต้นเงินดังที่จำเลยฎีกาหาได้ไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ จำนวนเงินตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้า เมื่อนำมาคำนวณแล้วสอดคล้องกับดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่าเป็นการรวมดอกเบี้ยเกินไว้ในยอดเงินดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2543
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แม้จะฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 มอบให้ผู้เสียหายเป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จำนวนเงินอันเป็นมูลหนี้ในเช็คพิพาทดังกล่าวได้รวมดอกเบี้ยเข้าไว้ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่คิดดอกเบี้ยต่อกัน ทั้งไม่น่าเชื่อด้วยว่าเมื่อตกลงให้กู้ยืมเงินแล้วผู้เสียหายจะให้จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้ล่วงหน้าแต่เฉพาะต้นเงินกู้ โดยไม่รวมจำนวนเงินดอกเบี้ยที่จำเลยตกลงจะชำระแก่ผู้เสียหายเข้าไปด้วย ดังนั้น ข้อที่ผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า จำเลยออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 75,000 บาท ชำระหนี้ต้นเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่อาจรับฟังได้
ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้และจำเลยได้ออกเช็คพิพาทชำระหนี้รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยด้วยกัน ดังที่จำเลยอ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า จำนวนเงินในเช็คพิพาทได้รวมดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เข้าไว้ด้วย สอดคล้องกับนางสาวนงลักษณ์ ปวงจันทร์หอม พยานจำเลยซึ่งรับราชการครูและรู้จักผู้เสียหายเบิกความว่า เคยกู้ยืมเงินผู้เสียหายโดยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน พยานหลักฐานจำเลยจึงประกอบด้วยเหตุผลและมีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำนวนเงินในเช็คพิพาทได้รวมดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนเข้าไว้ด้วย ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 การที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย ถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระทำผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดเกินอัตราตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทก็จะถือว่าผู้เสียหายเป็นผู้ทรงโดยชอบและเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ไม่ได้ ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ตามมาตรา 3(1) การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยไม่ชอบและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามมาตรา 120, 121 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ไม่สมเหตุสมผล กล่าวคือ คู่สัญญาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับให้กู้เงินจำนวนมากโดยไม่คิดดอกเบี้ย อีกทั้งการให้ตีเช็คล่วงหน้าเฉพาะต้นเงินโดยไม่รวมดอกเบี้ยก็ไม่น่าเชื่อถือ จึงรับฟังว่าเช็คดังกล่าวเป็นยอดที่รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไว้แล้ว และเป็นดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6118/2531
ปัญหาวินิจฉัยมีว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องนำมาแลกเงินสดไปจากโจทก์หรือออกเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้แก่โจทก์ โจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2527 จำเลยได้นำเช็ค 3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.4, จ.6และ จ.8 มาแลกเงินสดไปจากโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2527 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 90,000 บาท มีนางสาวสุภาพ ศรียุกตศุทร เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 หากต้นเดือนพฤษภาคม 2527 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์อีก 60,000 บาท แม้จำเลยจะออกเช็คสั่งจ่ายเงินล่วงหน้าฉบับละ20,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4, จ.6 และ จ.8 ให้โจทก์ยึดถือไว้ก็ตาม เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญากู้เอกสารหมาย ล.8และ ล.10 เป็นเงินรวม 330,000 บาท และยังไม่ชำระเหตุใดโจทก์จึงไม่ให้จำเลยทำสัญญากู้และมีผู้ค้ำประกันตามที่เคยปฏิบัติมาจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ออกเช็คให้โจทก์รวม 10 ฉบับ เพื่อเป็นการค้ำประกันดอกเบี้ยที่ค้างชำระและชำระดอกเบี้ยที่จะต้องชำระล่วงหน้าตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.16 เช็คเอกสารหมาย จ.4, จ.6 และจ.8 จำเลยออกเช็คเพื่อค้ำประกันการชำระดอกเบี้ยเงินกู้แก่โจทก์ตามคำเบิกความของโจทก์ หลังจากจำเลยได้ทำสัญญากู้ตามเอกสารหมาย ล.8 แล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่อย่างใดเชื่อว่า จำเลยได้ออกเช็คเอกสารหมาย จ.4, จ.6 และ จ.8 เพื่อชำระค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โจทก์จำเลยรับกันว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เอกสารหมาย ล.8 และ ล.10รวมเป็น 330,000 บาท ตามสัญญาคิดดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาทต่อเดือนหรือร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อคิดดอกเบี้ยในต้นเงิน 330,000 บาทเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 4,125 บาท จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แม้ตามสัญญากู้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ตามกฎหมายก็ตาม
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยย่อมนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ยได้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์หาได้รับฟังข้อเท็จจริงโดยผิดกฎหมายแต่ประการใดไม่ และฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คตามฟ้องชำระค่าดอกเบี้ยเงินกู้แก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยใช้เงินตามเช็คไม่ได้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
สรุปจากคำพิพากษานี้ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ไม่สมเหตุสมผล กล่าวคือ หนี้เดิมยังไม่ชำระ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการให้กู้เงินเพิ่มเติม จึงน่าเชื่อว่าการทำสัญญาฉบับหลังเป็นเพียงการนำดอกเบี้ยมาแปลงเป็นสัญญาใหม่เท่านั้น
สรุป
การต่อสู้คดีดอกเบี้ยเกิน ไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำในสัญญา แต่อยู่ที่ “ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง” ว่ามีการรับเงินเท่าใด ชำระเงินอย่างไร และพฤติการณ์โดยรวมสมเหตุสมผลหรือไม่ หากสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานทั้งเรื่องการได้รับเงินไม่ครบ การชำระดอกเบี้ยจริง และพฤติการณ์ที่ผิดปกติให้สอดคล้องกันได้ศาลย่อมมีแนวโน้มรับฟังว่าเป็นการอำพรางนิติกรรมเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และส่งผลให้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ไม่อาจบังคับได้ในส่วนนั้น
51/29-51-30 หมู่ 4 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

