คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

“หลักข้อสันนิษฐาน” (ป.วิ.พ ม.84/1) ข้อกฎหมายที่ทนายความต้องรู้ก่อนสู้คดี

บทนำ

          “หลักข้อสันนิษฐาน” คืออะไร? มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในทางปฏิบัติ หลักดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้อย่างไรในการทำงานของทนายความ โดยเฉพาะในการดำเนินคดีแพ่ง?

          คำถามเหล่านี้มิใช่เป็นเพียงคำถามทั่วไป หากแต่เป็นหัวใจสำคัญของการวางแนวทางต่อสู้คดีในทางปฏิบัติ เนื่องจากหลักข้อสันนิษฐานเกี่ยวพันโดยตรงกับ “ภาระการพิสูจน์” และทิศทางของการนำสืบพยาน อันเป็นกลไกสำคัญภายใต้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเฉพาะมาตรา 84/1 ซึ่งกำหนดกรอบในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์แห่งคดี

         ดังนั้น หลักข้อกฎหมายว่าด้วยข้อสันนิษฐานนับเป็นหลักสำคัญที่ต้องนำมาใช้เป็นประจำในการต่อสู้คดี การทำความเข้าใจหลักดังกล่าวอย่างถ่องแท้ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเตรียมคดีและการวางแนวทางต่อสู้ โดยเฉพาะในคดีแพ่ง

          บทความนี้จึงมุ่งอธิบายความหมาย ประเภท และหลักการปรับใช้ข้อสันนิษฐานในทางปฏิบัติ โดยเรียบเรียงในลักษณะที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นภาพเชื่อมโยงระหว่างหลักกฎหมายกับการทำงานจริงของทนายความอย่างเป็นระบบต่อไป

ข้อสันนิษฐานคืออะไร

          ข้อสันนิษฐานเป็นหลักกฎหมายพยานหลักฐานที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งกำหนดกรอบในการรับฟังข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยคดีของศาลไว้อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงประการหนึ่งขึ้น และข้อเท็จจริงนั้นเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด อันเรียกว่า “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ศาลย่อมสามารถอาศัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการพิจารณาต่อไปได้

          กฎหมายจึงวางหลักว่า ให้ถือว่า หรือให้เชื่อว่ามีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเรียกว่า “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน” โดยผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายเอง แม้ข้อเท็จจริงประการหลังจะยังมิได้มีพยานหลักฐานพิสูจน์โดยตรงก็ตาม

          ความสำคัญของหลักดังกล่าวอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่างข้อเท็จจริงสองชั้น คือ จากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไปสู่ข้อเท็จจริงที่กฎหมายให้รับฟังโดยอาศัยเหตุผล ความน่าจะเป็น หรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งนี้ ผลของข้อสันนิษฐานย่อมมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาระการพิสูจน์ของคู่ความ และอาจส่งผลต่อทิศทางการต่อสู้คดี โดยเฉพาะในคดีแพ่งที่เป็นระบบกล่าวหาซึ่งให้ความสำคัญกับการนำสืบพยานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างเช่น 

ข้อสันนิษฐานในกรณีผู้ครอบครองทรัพย์ 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369  

          บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลนั้นยึดถือเพื่อตน

ตัวอย่างที่สังคมเคยให้ความสนใจอย่างมาก คือกรณีคดีลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท ซึ่งมีข้อพิพาทว่าใครเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัล ในสถานการณ์เช่นนั้น หากปรากฏว่าบุคคลใดเป็นผู้ครอบครองสลากอยู่ในขณะเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงเรื่อง “การครอบครอง” ย่อมเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ทำให้กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ครอบครองเพื่อตน และมีฐานะเป็นเจ้าของ

ข้อสันนิษฐานในกรณีผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373

          ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

ตัวอย่างบุคคลที่มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลจะรับฟังไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานมาหักล้างได้ ดังนั้น หากมีผู้ใดอ้างสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว เช่น อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ หรืออ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงแต่ให้ผู้อื่นถือครองไว้แทน บุคคลนั้นย่อมมีภาระต้องนำสืบพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ให้ศาลเชื่อ มิฉะนั้น ศาลย่อมรับฟังตามข้อสันนิษฐานแห่งกฎหมายเป็นเบื้องต้น

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียก

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 124

          ถ้าคู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารไม่ยอมนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสาร หรือถ้าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทำให้เสียหาย ทำลาย ปิดบัง หรือทำด้วยประการอื่นใด ให้เอกสารนั้นไร้ประโยชน์โดยมุ่งหมายที่จะกีดกันไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่นำมาหรือยื่นเอกสารดังกล่าวข้างต้นนั้นได้ยอมรับแล้ว

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 128/1

          ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ให้ความยินยอมหรือกระทำการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมต่อการตรวจเก็บตัวอย่างส่วนประกอบของร่างกายตามวรรคสาม ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2542 มาตรา 142

          ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้น้ันยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้น้ันฝ่าฝืน มาตรา 43 (2)

วัตถุประสงค์ของกฎหมาย

1. ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐานเป็นข้อเท็จจริงที่กฎหมายเห็นว่าใกล้เคียงความจริงตามปกติธรรมดาที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลานำสืบพยานในประเด็นนั้นซ้ำอีก

          ในกรณีเช่นนั้น ควรถือว่าเหตุการณ์ย่อมเป็นไปตามปกติธรรมดาแห่งสภาพการณ์อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องมีการนำสืบพยานในประเด็นดังกล่าวซ้ำอีกดังนั้น คู่ความฝ่ายใดที่อ้างข้อเท็จจริงอันเป็นการเบี่ยงเบนไปจากภาวะปกติธรรมดา ย่อมมีภาระในการนำสืบข้อเท็จจริงนั้นให้ปรากฏส่วนฝ่ายที่อ้างข้อเท็จจริงอันเป็นไปตามปกติธรรมดา ไม่จำต้องนำสืบในประเด็นดังกล่าวอีกแนวทางเช่นนี้ย่อมทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว และหลีกเลี่ยงการนำสืบพยานซ้ำซ้อนในข้อเท็จจริงที่วิญญูชนพึงทราบโดยทั่วไป

ยกตัวอย่างเช่น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1371 

          ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดครอบครองทรัพย์สินเดียวกันสองคราว ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นได้ครอบครองติดต่อกันตลอดเวลา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 

          ในกรณีชำระดอกเบี้ย หรือชำระหนี้อย่างอื่นอันมีกำหนดชำระเป็นระยะเวลานั้น ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อระยะหนึ่งแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพื่อระยะก่อน ๆ นั้นด้วยแล้ว

          ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อการชำระต้นเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยแล้ว           

          ถ้าเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ได้เวนคืนแล้วไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว

2. เพื่อป้องกันความสงบเรียบร้อยของประชาชน

          บรรดาข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเอกสารราชการและเอกสารมหาชน อาทิ โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีผู้ถือหุ้น หรือบัญชีรายชื่อหุ้นส่วน กฎหมายย่อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเอกสารดังกล่าวได้จัดทำโดยชอบและมีข้อความถูกต้องตามที่ปรากฏในเอกสารนั้น
          ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่เอกสารราชการหรือเอกสารสำคัญตามกฎหมาย ดังนั้น ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นการโต้แย้งหรือแตกต่างไปจากข้อความที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ย่อมมีภาระในการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนั้น

ยกตัวอย่างเช่น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373

         ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024

          ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันก็ดี หรือในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันก็ดี ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วนก็ดี ในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทก็ดี ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือของผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใด ๆ นั้น ย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ในนั้นทุกประการ

ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127

          เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร

3. เพื่อความยุติธรรมในการนำสืบพยานหลักฐาน

          ในคดีบางประเภท การกำหนดให้โจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนทุกประการอาจเป็นเรื่องที่ยากเกินสมควร เนื่องจากข้อเท็จจริงบางประการอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะหรืออยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

          ด้วยเหตุนี้ การบัญญัติหรือรับรองข้อสันนิษฐานทางกฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมแก่คู่ความฝ่ายที่ไม่อาจเข้าถึงพยานหลักฐาน หรือไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้โดยลำพัง เช่น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับความรู้เฉพาะทางการแพทย์ หรือกระบวนการผลิตและส่วนผสมของสินค้า ซึ่งโดยสภาพย่อมอยู่ในความรู้และการควบคุมของผู้ประกอบการหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 

ยกตัวอย่างเช่น

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 29

          ประเด็นข้อพิพาทข้อใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ให้ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจนั้น

ข้อสันนิษฐาน

อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย

          หมายถึง ข้อสันนิษฐานที่บัญญัติรับรองไว้โดยชัดแจ้งในบทกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายสารบัญญัติ หรือกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ

          ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายอาจแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ซึ่งไม่อาจนำสืบหักล้างได้

  • ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด ซึ่งเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายตรงข้ามนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้

2. ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง

          หรือที่กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “ข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์” ข้อสันนิษฐานประเภทนี้มิได้มีบทบัญญัติกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง หากแต่เกิดจากการอนุมานตามหลักเหตุผล โดยใช้มาตรฐานของวิญญูชนทั่วไปเป็นเกณฑ์วินิจฉัย

          หลักดังกล่าวได้รับการรับรองไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งบัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย หรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นย่อมต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว

ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย

ลักษณะทั่วไปของข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย

          โดยหลักแล้ว การปรับใช้บทกฎหมายว่าด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย จำต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริง 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. ข้อเท็จจริงพื้นฐาน (Basic Fact)

          หมายถึง ข้อเท็จจริงเบื้องต้นซึ่งเป็นเงื่อนไขให้สามารถนำบทสันนิษฐานตามกฎหมายมาใช้บังคับได้ หากยังมิได้ข้อเท็จจริงพื้นฐานดังกล่าว ย่อมไม่อาจอาศัยข้อสันนิษฐานได้

          ข้อเท็จจริงพื้นฐานอาจได้มาจาก 3 ทาง คือ

  • ศาลรับรู้ได้เอง (ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์)

  • คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำสืบจนเป็นที่ยุติ

  • คู่ความอีกฝ่ายยอมรับโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย

          เมื่อข้อเท็จจริงพื้นฐานปรากฏครบถ้วนแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนของการใช้บทสันนิษฐาน

          (สามารถชมศึกษาประเด็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องใช้พยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)

2. ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสันนิษฐาน (Presumed Fact)

          หมายถึง ข้อเท็จจริงที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลรับฟังต่อไปโดยอาศัยข้อเท็จจริงพื้นฐานที่พิสูจน์แล้ว

          กล่าวคือ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงพื้นฐานครบตามเงื่อนไข บทกฎหมายย่อมกำหนดให้รับฟังข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง “โดยอัตโนมัติ” ตามที่กฎหมายสันนิษฐานไว้ ทั้งนี้ จะเป็นลักษณะเด็ดขาดหรือไม่เด็ดขาด ย่อมขึ้นอยู่กับประเภทของข้อสันนิษฐานนั้น

ยกตัวอย่างเช่น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536

          เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แล้วแต่กรณี

          ข้อเท็จจริงพื้นฐาน คือ เด็กเกิดขึ้นในขณะที่หญิงเป็นภรรยาของฝ่ายชาย หรือภายใน 310 วัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง

          ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน คือ เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายที่เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357

          ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน

          ข้อเท็จจริงพื้นฐาน คือ บุคคลสองคนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์ 

          ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน คือ บุคคลทั้งสองมีส่วนเท่ากัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 

          บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

          ข้อเท็จจริงพื้นฐาน คือ

          1. บุคคลครอบครองยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกล 

          2. มีความเสียหายอันเกิดขึ้นจากยานพาหนะนั้น 

          ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน คือ บุคคลที่ครอบครองยานพาหนะจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าว

ประเภทของข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย

ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

    1. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเด็ดขาด

    2. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายไม่เด็ดขาด

1. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเด็ดขาด

          ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเด็ดขาด (praesumptio juris et de jure หรือ irrebuttable presumption of law) หมายถึง ข้อสันนิษฐานที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำสืบหักล้างได้ กล่าวคือ เมื่อข้อเท็จจริงพื้นฐานเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐานย่อมต้องรับฟังเป็นเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ไม่อาจโต้แย้งหรือพิสูจน์ให้เป็นอย่างอื่นได้อีก

          ในกรณีนี้ โครงสร้างจะเป็นดังนี้

          เมื่อ “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ปรากฏครบถ้วน → “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน” ย่อมเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย และมีผลผูกพันโดยไม่อาจนำสืบหักล้างได้

          ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ประมูล สุวรรณศร ได้อธิบายว่า ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่มีลักษณะเด็ดขาดนั้น คู่ความไม่อาจสืบหักล้างได้ โดยบทกฎหมายมักใช้ถ้อยคำในลักษณะว่า “ให้ถือว่า…” ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายให้รับฟังข้อเท็จจริงนั้นโดยแน่นอน

          ในทางตีความ หากบทบัญญัติมิได้ใช้ถ้อยคำแสดงลักษณะเด็ดขาดอย่างชัดแจ้ง ศาลมักตีความไปในทางที่เป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ 

ยกตัวอย่างเช่น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 

          ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียก 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 124

          ถ้าคู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารไม่ยอมนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสาร หรือถ้าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทำให้เสียหาย ทำลาย ปิดบัง หรือทำด้วยประการอื่นใด ให้เอกสารนั้นไร้ประโยชน์โดยมุ่งหมายที่จะกีดกันไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่นำมาหรือยื่นเอกสารดังกล่าวข้างต้นนั้นได้ยอมรับแล้ว

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการจ้างเหมาแรงงาน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1

          ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว
          ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27

ทหารกองเกินซึ่งถูกเรียกต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกตามกำหนดหมายนั้น โดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษามาแสดงด้วย ถ้าไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ ให้ถือว่าทหารกองเกินนั้นหลีกเลี่ยงขัดขึนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2530

          กรณีมาแล้วไม่ยอมเข้ารับการตรวจเลือก หลบหนีหรือไม่ยอมเข้ากระบวนการรับการตรวจเลือกไม่ยอมจับฉลาก ถือว่ามีความผิดทันที

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17

          ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่าตายพร้อมกัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38

          ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 39 

          ถ้าภูมิลำเนาไม่ปรากฏ ให้ถือว่าถิ่นที่อยู่เป็นภูมิลำเนา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 40 

          บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 

          ถ้าบุคคลใดได้เลือกเอาถิ่นใด โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใด ให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้น

ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายไม่เด็ดขาด

          ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายไม่เด็ดขาด (praesumptio juris sed non de jure หรือ rebuttable presumption of law) หมายถึง ข้อสันนิษฐานที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ แต่เปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายตรงข้ามสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ กล่าวคือ เมื่อมี “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว ย่อมก่อให้เกิด “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน” โดยผลของกฎหมายในชั้นต้น อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐานดังกล่าวมิใช่ข้อยุติโดยเด็ดขาด หากคู่ความฝ่ายที่เสียประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นไม่ยอมรับ ย่อมมีสิทธินำสืบโต้แย้งหรือหักล้างได้ โดยภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายที่ประสงค์จะล้มล้างข้อสันนิษฐานนั้น

            โครงสร้างของข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาดจึงเป็นลักษณะนี้

           พิสูจน์ “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ได้ → เกิด “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน” → คู่ความฝ่ายตรงข้ามมีสิทธินำสืบหักล้างซึ่งแตกต่างจากข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ที่เมื่อครบองค์ประกอบแล้ว ย่อมไม่อาจนำสืบเป็นอย่างอื่นได้อีก

          (สามารถชมศึกษาประเด็นเรื่องภาระพิสูจน์ – หน้าที่นำสืบเพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)

ยกตัวอย่างเช่น

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2542 มาตรา 142

          ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้น้ันยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้น้ันฝ่าฝืน มาตรา 43 (2)

ข้อสันนิษฐานกรณีไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 128/1

          ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ให้ความยินยอมหรือกระทำการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมต่อการตรวจเก็บตัวอย่างส่วนประกอบของร่างกายตามวรรคสาม ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการลงหุ้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1027 

ในเมื่อมีกรณีเป็นข้อสงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสิ่งซึ่งนำมาลงหุ้นด้วยกันนั้นมีค่าเท่ากัน

ข้อสันนิษฐานว่ากำแพงรั้วเป็นของเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างร่วมกัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1344

รั้ว กำแพง รั้วต้นไม้ คู ซึ่งหมายเขตที่ดินนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเป็นเจ้าของรวมกัน

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ

ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127

          เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผู้อยู่ในวงพนัน

พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478  มาตรา 6 

ผู้ใดอยู่ในวงการเล่นอันขัดต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือขัดต่อข้อความในกฎกระทรวง หรือใบอนุญาตซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเล่นด้วย เว้นแต่ผู้ซึ่งเพียงแต่ดูการเล่นในงานรื่นเริงสาธารณะ หรือในงานนักขัตตฤกษ์ หรือในที่สาธารณสถาน

การใช้ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการต่อสู้คดี

          การอ้างอิงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการดำเนินคดี จำต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน (Basic Fact)” กับ “ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสันนิษฐาน (Presumed Fact)” หากแยกสองส่วนนี้ไม่ออก การวางแนวทางนำสืบย่อมคลาดเคลื่อน และอาจเสียประโยชน์ในคดีได้

1. ต้องวิเคราะห์ก่อนว่า “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” คืออะไร

          พิจารณาว่าบทกฎหมายที่ต้องการอ้างอิง กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นใดไว้เป็นฐานของข้อสันนิษฐาน เช่น

  • การครอบครองทรัพย์สิน

  • การควบคุมหรือครอบครองยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกล

  • การมีชื่อปรากฏในทะเบียนหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์

  • การชำระดอกเบี้ยงวดหลัง

          สิ่งเหล่านี้คือ “เงื่อนไขตั้งต้น” หากยังพิสูจน์ไม่ได้ ก็ยังไม่อาจใช้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานได้

2. หากประสงค์จะอาศัยข้อสันนิษฐาน ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงพื้นฐานให้ครบถ้วน

          ตัวอย่างเช่น

  • หากต้องการอาศัยข้อสันนิษฐานว่า “ผู้ครอบครองเป็นเจ้าของ” ย่อมต้องนำสืบให้ได้เสียก่อนว่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้นจริง

  • หากต้องการอาศัยข้อสันนิษฐานว่า “การชำระดอกเบี้ยงวดหลังแสดงว่ามีการชำระงวดก่อนแล้ว” ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการชำระดอกเบี้ยงวดหลังโดยถูกต้อง

  • หากต้องการอาศัยข้อสันนิษฐานจากการไม่ยอมให้ตรวจ DNA ต้องนำสืบให้ได้ว่า

1. การตรวจสามารถกระทำได้ตามกระบวนการกฎหมาย

2. ศาลมีคำสั่งให้ตรวจ

3. คู่ความฝ่ายนั้นปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

  • หากต้องการอาศัยข้อสันนิษฐานจากการไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียก ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า

1. มีการออกและส่งหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. คู่ความฝ่ายนั้นครอบครองหรือมีเอกสารอยู่จริง

3. ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร

          (สามารถชมศึกษาประเด็นเรื่อง การตรวจพิสูจน์ DNA เพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)

3. หากต้องการโต้แย้งฝ่ายที่อาศัยข้อสันนิษฐาน ต้องทำลาย “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ไม่ให้ครบองค์ประกอบ

          หากไม่ประสงค์ให้ฝ่ายตรงข้ามได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน วิธีแรกที่สำคัญที่สุด คือ การนำสืบหรือถามค้านเพื่อทำลายน้ำหนักของ “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน (Basic Fact)” ไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์ตามบทกฎหมาย

          ตัวอย่างเช่น

  • หากฝ่ายตรงข้ามอ้างว่าหลักฐานแห่งหนี้ได้เวนคืนแล้ว อันก่อให้เกิดผลตามข้อสันนิษฐาน เราอาจนำสืบหักล้างว่า มิใช่การเวนคืนโดยสมัครใจ หากแต่เป็นการนำไปโดยพลการหรือสูญหาย

  • หากอีกฝ่ายอ้างว่าเราครอบครอง “ยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกล” เราอาจนำสืบว่า วัตถุดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นยานพาหนะตามความหมายของกฎหมาย

  • หากอีกฝ่ายอาศัยข้อสันนิษฐานจากการไม่ยอมตรวจ DNA ต้องโต้แย้งว่า
    • ศาลยังมิได้มีคำสั่งให้ตรวจ
    • หรือแม้มีคำสั่ง แต่การตรวจไม่อาจกระทำได้ในทางเทคนิค
  • หากอีกฝ่ายจะเอาประโยชน์จากการไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียก ต้องโต้แย้งว่า
    • หมายเรียกมิได้ส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย
    • หรือเราไม่ได้ครอบครองเอกสารดังกล่าวจริง

หลักคิดสำคัญ คือ ถ้าทำลาย Basic Fact ได้ → ข้อสันนิษฐานย่อมไม่เกิด

4. หากทำลายข้อเท็จจริงพื้นฐานไม่ได้ ต้องหักล้าง “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน”

          ในกรณีที่ข้อสันนิษฐานนั้นเป็น ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด แม้จะไม่สามารถทำลายข้อเท็จจริงพื้นฐานได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้คดีในประเด็นนั้นโดยอัตโนมัติ คู่ความยังมีสิทธินำสืบหักล้าง “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน (Presumed Fact)” ได้ อย่างไรก็ดี การนำสืบในชั้นนี้ต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะล้มข้อสันนิษฐานให้ได้ กล่าวคือ

  • ต้องนำสืบอย่างละเอียด

  • มีเหตุผลรองรับชัดเจน

  • มีพยานหลักฐานที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ

  • ทำให้น้ำหนักของข้อสันนิษฐานลดลงจนศาลไม่อาจรับฟังเป็นข้อยุติได้

          กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาระการพิสูจน์ได้ “ย้ายกลับ” มายังฝ่ายที่ต้องการล้มข้อสันนิษฐาน

          (สามารถชมศึกษาประเด็นเรื่อง สืบพยานแค่ไหนถึงจะชนะคดี เพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)

    ข้อสังเกต : หากเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความไม่อาจนำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่สันนิษฐานได้เลย แนวทางการต่อสู้จึงเหลือเพียงการทำลาย “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์ของบทกฎหมายเท่านั้น

ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง

          ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงมีรากฐานมาจากหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางสากลว่า “things speak for themselves” อันมีความหมายโดยนัยว่า สรรพสิ่งย่อมแสดงข้อเท็จจริงด้วยตัวของมันเอง หลักดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่า โดยปกติธรรมดาแล้ว เหตุการณ์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามธรรมชาติและสภาพปกติของมัน ดังนั้น หากคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างว่า ข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามปกติธรรมชาติที่ควรจะเป็น ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่ฝ่ายนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายที่อ้าง “ความผิดปกติ” ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์

ลักษณะสำคัญของข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง

  1. มิได้มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดองค์ประกอบไว้อย่างชัดเจน

  2. ไม่มี “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน (Basic Fact)” ที่กฎหมายวางเงื่อนไขตายตัว

  3. เกิดจากการอนุมานตามหลักเหตุผลและประสบการณ์ทั่วไปของวิญญูชน

  4. ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลในแต่ละรูปคดี

          จึงอาจกล่าวได้ว่า ข้อสันนิษฐานประเภทนี้ตั้งอยู่บนการใช้เหตุผลมากกว่าผลโดยตรงของบทบัญญัติกฎหมาย ซึ่งศาลจะพิจารณาว่า ตามสภาพปกติธรรมดาแห่งเหตุการณ์แล้ว ข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นควรจะเป็นเช่นไร และหากมีฝ่ายใดอ้างแตกต่างไปจากความเป็นปกตินั้น ฝ่ายดังกล่าวต้องรับภาระพิสูจน์ให้ศาลเชื่อ

ยกตัวอย่างเช่น

1. กรณีผู้เป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร ก็ควรจะเป็นเจ้าของเงินในบัญชี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2532

          เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการโอนเงินจำนวนหนึ่งจากธนาคารในเมือง ฮ่องกง มาเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยในธนาคารผู้คัดค้าน ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นอย่างอื่น ในเบื้องต้นต้องฟังว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของจำเลยผู้เป็นเจ้าของบัญชี เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลยแต่เป็นของผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยส่งมาชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านแทนจำเลย ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามข้ออ้างของตน

2. กรณีไฟไหม้บ้านต้นเพลิงย่อมสันนิษฐานว่ามีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2559

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 โดยกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

3. กรณีการทำพินัยกรรม: ข้อสันนิษฐานตามสภาพปกติธรรมดาแห่งเจตนาผู้ตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2560

          โจทก์เป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองจึงเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยนั้น ตามสภาพปกติธรรมดาของสังคมไทยย่อมต้องการให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่บุตรหลาน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้สืบสันดานซึ่งหมายถึงบุตรหลานเป็นทายาทลำดับที่ 1 โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะผู้สืบสันดาน ส่วนจำเลยจะไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยยังให้การว่า ขณะผู้ตายทำพินัยกรรมผู้ตายยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่โรงพยาบาล พ. การทำพินัยกรรมจึงอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ต้องพิสูจน์เพียงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 คือโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกก่อนผู้ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และพินัยกรรมที่อ้างว่าผู้ตายทำขึ้นที่โรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่เรือนจำรวมทั้งแพทย์และพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นกรณีผิดปกติวิสัย ดังนี้ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม

4. กรณีการถมที่ดินก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ข้างเคียง สันนิษฐานถึงความบกพร่องในการดำเนินการ

          สามารถปรับใช้กับกรณีการก่อสร้างอาคารได้เช่นกัน กล่าวคือ หากอาคารได้ออกแบบและก่อสร้างโดยถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยสภาพปกติธรรมดาย่อมไม่ควรพังทลายลงเพียงเพราะเหตุแผ่นดินไหวในระดับเล็กน้อย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2065/2563

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเดือนตุลาคม 2554 น้ำท่วมในโครงการและท่วมเข้ามาในบ้านโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองปรับปรุงระดับพื้นดินต่ำเป็นแอ่งกระทะไม่เรียบเสมอกัน ระดับพื้นบ้านชั้นล่างของโจทก์ไม่ได้มีระดับสูงกว่าถนนหน้าโครงการ 0.60 เมตร ตามที่ได้ยื่นขออนุญาตจัดสรร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า บ้านโจทก์ไม่ได้เกิดความเสียหายจากการก่อสร้าง โครงสร้างโดยรวมของบ้านยังมั่นคงแข็งแรงและย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามสิ่งแวดล้อม กาลเวลาและการใช้งานตามสมควร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดจากช่วงเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรง ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองในเบื้องต้นย่อมเข้าใจว่า หากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการถมที่ดินให้มีความสูงไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการจัดสรรที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินแล้ว เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมโจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย หรือหากได้รับความเสียหายก็จะเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการถมที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า สภาพทางธรณีวิทยาของที่ดินของพื้นที่ก่อสร้างในขณะทำการก่อสร้างจะมีอยู่อย่างไร จะก่อให้เกิดการทรุดตัวในปริมาณสูงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ทำการปรับถมดินไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะหน้าโครงการแล้วหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามความในมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง

5. ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงกรณีผู้ครอบครองทรัพย์เกิดไฟไหม้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่4238/2564

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทของโจทก์ไฟไหม้คอนโซลหน้ารถได้รับความเสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติของเหตุการณ์เป็นคุณต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยนำสืบประกอบรายงานการตรวจหาร่องรอยหลักฐานในคดีเพลิงไหม้ ภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพถ่าย ได้ว่าแม้ขณะเกิดเหตุไฟไหม้ รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่เหตุที่ไฟไหม้คอนโซลเกิดจากตัวรถยนต์พิพาทเอง เหตุไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้รถยนต์พิพาทต่อโจทก์

วิธีใช้หลักข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดี

          ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงมิได้ตั้งอยู่บนบทบัญญัติกฎหมายโดยตรง หากแต่ตั้งอยู่บน “ความเป็นปกติธรรมดาของเหตุการณ์” ดังนั้น วิธีใช้ในทางคดีจึงต้องอาศัยการวางกรอบเหตุผลอย่างเป็นระบบ

1. นำสืบให้ศาลเห็นว่า “เหตุการณ์ตามปกติควรเป็นเช่นไร”

          ต้องแสดงให้เห็นว่า ตามธรรมดาแห่งสภาพการณ์ เหตุการณ์ในเรื่องนั้นควรดำเนินไปอย่างไร และข้อเท็จจริงที่ฝ่ายเรากล่าวอ้างสอดคล้องกับความเป็นปกติดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น

  • บิดามารดาย่อมมีความรักและปรารถนาดีต่อบุตร

  • เวลากลางคืนย่อมมีทัศนวิสัยจำกัดกว่ากลางวัน

  • วัตถุที่เปราะบางย่อมแตกหักเมื่อถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรง

          สาระสำคัญคือ ทำให้ศาล “เห็นภาพความปกติ” ก่อน แล้วจึงเชื่อมโยงว่า ข้อเท็จจริงของเราอยู่ในกรอบความปกตินั้น

2. แสดงให้เห็นว่า ข้ออ้างของฝ่ายตรงข้าม “ผิดปกติธรรมดา”

          อีกแนวทางหนึ่งคือ การชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างนั้น ขัดต่อสภาพปกติแห่งเหตุการณ์ เช่น

  • หากก่อสร้างอาคารตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยปกติอาคารย่อมไม่พังทลายจากเหตุเล็กน้อย

  • หากผู้ตายมีความสัมพันธ์ปกติกับบุตร การยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุคคลภายนอกโดยไม่ให้บุตรเลย อาจเป็นพฤติการณ์ผิดปกติที่ต้องอธิบาย

  • หากอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืน ทั้งที่อยู่ในระยะไกล ย่อมเป็นข้ออ้างที่ขัดต่อประสบการณ์ทั่วไป

          เมื่อทำให้ศาลเห็นว่าเรื่องราวของอีกฝ่าย “ผิดธรรมดา” ภาระในการอธิบายหรือพิสูจน์ย่อมหนักขึ้นแก่ฝ่ายนั้น

          การใช้ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงต้องตั้งอยู่บนมาตรฐานของ “วิญญูชนทั่วไป” มิใช่มุมมองหรือความรู้สึกส่วนตัวของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลจะพิจารณาว่า ตามเหตุผลโดยทั่วไป เหตุการณ์ลักษณะนั้นควรจะเป็นเช่นไร

ข้อแตกต่างระหว่างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายกับข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง

1. ที่มา

  • ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายที่วางหลักไว้โดยชัดแจ้ง

  • ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง เกิดจากการใช้เหตุผลอนุมานข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามตรรกะ

2. ข้อเท็จจริงพื้นฐาน

  • ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ต้องมี “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อน จึงจะเกิดผลสันนิษฐาน

  • ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องมีข้อเท็จจริงพื้นฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว อาศัยเพียงการวิเคราะห์ตามเหตุผลทั่วไป

3. การหักล้าง

  • ข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริง หักล้างได้เสมอ ไม่มีลักษณะเด็ดขาด

  • ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย มีทั้งประเภทที่หักล้างได้ และประเภทที่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดไม่อาจโต้แย้งได้

          โดยสรุป ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมีฐานจากตัวบทชัดเจน ส่วนข้อสันนิษฐานตามข้อเท็จจริงมีฐานจากเหตุผลและความเป็นปกติธรรมดาของเหตุการณ์

สรุป

          การเข้าใจหลักข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้คดี เพราะช่วยให้สามารถวางแนวทางข้อต่อสู้ได้อย่างเป็นระบบ รู้ว่าจะต้องทำลาย “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” หรือหักล้าง “ข้อเท็จจริงที่สันนิษฐาน” ในจุดใด อีกทั้งยังช่วยปิดช่องว่างทางคดี และใช้ประโยชน์จากภาระการพิสูจน์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

          ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ในการเตรียมคดีและดำเนินคดี ควรให้ความสำคัญกับหลักเรื่องข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย และนำไปปรับใช้อย่างรอบคอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการดำเนินคดี

          (สามารถชมศึกษาเรื่อง “หลักข้อสันนิษฐาน” (ปวิพ ม.84/1) เพิ่มเติมได้ : https://www.youtube.com/watch?v=R9AjpfhzNXc)





 





 

Express your opinion about this article

comments