คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

แค่มองก็ผิดจริงหรือ ? เจาะลึกกฎหมายคุกคามทางเพศ แบบเข้าใจง่าย

บทนำ

          ในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะในที่ทำงาน สถานศึกษา หรือแม้แต่บนโลกออนไลน์ หลายคนอาจเคยพบเจอกับพฤติกรรมบางอย่างที่ “ดูเหมือนไม่ได้แตะต้องร่างกาย” แต่กลับทำให้รู้สึกอึดอัด อับอาย หรือไม่ปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งอาจเป็นเพียงคำพูดล่วงเกิน การส่งข้อความเชิงเพศ การจ้องมอง ติดตาม รังควาน หรือการกระทำซ้ำ ๆ จนผู้ถูกกระทำไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

          คำถามสำคัญคือ…

พฤติกรรมเหล่านี้ “เอาผิดทางกฎหมายได้หรือไม่?

หรือถ้าไม่มีการสัมผัสร่างกายเลย จะถือว่าไม่ผิด?

          ที่ผ่านมา การคุกคามทางเพศจำนวนมากไม่เข้าข่ายความผิดฐานอนาจารตามกฎหมายเดิม ทำให้การดำเนินคดีมีข้อจำกัด และบทลงโทษบางกรณีก็ไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของพฤติการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการคุกคามผ่านสื่อออนไลน์หรือการใช้อำนาจเหนือกว่าในความสัมพันธ์

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีการแก้ไขกฎหมายครั้งสำคัญ โดยเพิ่มความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/1 เพื่อให้การคุ้มครองผู้เสียหายมีความชัดเจนและทันต่อรูปแบบการกระทำที่เปลี่ยนไป

          บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า “คุกคามทางเพศ” ตามกฎหมายใหม่หมายถึงอะไร มีองค์ประกอบอย่างไร โทษเป็นอย่างไร และกรณีใดที่สามารถดำเนินคดีได้

ที่มาและวัตถุประสงค์ของกฎหมายคุกคามทางเพศ 

          ในปัจจุบัน ปรากฏว่า การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมไทย และมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน สถานศึกษา พื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่ในโลกออนไลน์ พฤติการณ์ดังกล่าวหลายกรณีมิได้มีการสัมผัสเนื้อตัวร่างกายโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นความผิดฐานอนาจารตามกฎหมายอาญาเดิมได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการกระทำทางกาย แต่การคุกคามทางเพศในลักษณะดังกล่าวกลับสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อนรำคาญ ความอับอาย ความหวาดกลัว ตลอดจนการถูกเหยียดหยาม ซึ่งล้วนกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยในทางเพศ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกระทำซ้ำหลายครั้ง หรือการใช้ช่องทางผ่านระบบคอมพิวเตอร์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการอาศัยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น ผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เพื่อกดดันหรือรังควานผู้เสียหาย เป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาในยุคปัจจุบัน

          ที่ผ่านมา แม้จะสามารถนำบทบัญญัติทั่วไป เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 มาใช้บังคับได้ในบางกรณี แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านขอบเขตความผิดและอัตราโทษที่เบาเกินสมควร จึงไม่เพียงพอที่จะรองรับการคุ้มครองผู้เสียหายหรือยับยั้งพฤติการณ์คุกคามที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

          ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหายอย่างเหมาะสม ตลอดจนให้อำนาจศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองความปลอดภัย จึงมีความจำเป็นต้องตรากฎหมายว่าด้วยความผิดฐานคุกคามทางเพศขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน

การกระทำแบบไหนเป็นความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ”

          ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ได้มีการบัญญัติความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถเอาผิดต่อพฤติการณ์ที่มีลักษณะล่วงละเมิดทางเพศ แม้จะไม่มีการสัมผัสร่างกายโดยตรงก็ตาม คำถามสำคัญ คือ การกระทำลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นความผิดฐานคุกคามทางเพศ?

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (19)

          “คุกคามทางเพศ” หมายความว่า กระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดง อากัปกิริยาหรือท่าทาง การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ รวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผล ให้เข้าใจความหมายได้ ต่อผู้อื่น อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ

1. รูปแบบการกระทำที่เข้าข่าย “คุกคามทางเพศ”

          ตามคำนิยามในประมวลกฎหมายอาญา การคุกคามทางเพศอาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเพียงการกระทำทางกายเท่านั้น โดยอาจเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น

    • การคุกคามทางเพศด้วยการกระทำทางกายหรือกายภาพ

    • การคุกคามทางเพศด้วยวาจา หรือการส่งเสียงในลักษณะล่วงเกิน

    • การแสดงอากัปกิริยา ท่าทาง หรือการกระทำที่สื่อความหมายเชิงเพศ

    • การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตาม หรือการรังควาน

    • การใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์โทรคมนาคมในการคุกคาม

    • การกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์

    • หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีลักษณะล่วงละเมิดในทางเพศ

          จะเห็นได้ว่า กฎหมายครอบคลุมทั้งการกระทำต่อหน้าและการคุกคามผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากในปัจจุบัน

2. ต้องเป็นการกระทำ “ต่อผู้อื่น” โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นรับรู้

          องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานคุกคามทางเพศ คือ การกระทำดังกล่าวต้องเป็นการกระทำ “ต่อผู้อื่น” ไม่ใช่เพียงความคิดส่วนตัว หรือการกระทำที่ไม่ได้มุ่งหมายให้บุคคลอื่นรู้เห็น กล่าวคือ ต้องเป็นพฤติการณ์ที่ผู้กระทำมีเจตนาสื่อสารหรือแสดงออกไปยังบุคคลอื่นในลักษณะล่วงละเมิด

3. ต้องมีลักษณะ “ส่อไปในทางเพศ” และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกกระทำ

          การกระทำดังกล่าวต้องมีลักษณะส่อไปในทางเพศ และเป็นการกระทำที่ “น่าจะทำให้” ผู้ถูกกระทำเกิดความรู้สึกเดือดร้อนรำคาญ อับอาย หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศ เช่น

    • เดือดร้อนรำคาญ

    • อับอาย

    • ถูกเหยียดหยาม

    • หวาดกลัว

    • หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในทางเพศ

          ดังที่นิยามไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (19) ซึ่งเน้นคุ้มครองผู้เสียหายจากพฤติการณ์ที่ล่วงละเมิดทางเพศ แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกายโดยตรงก็ตาม

มาตรฐานความรู้สึก ใช้หลักเกณฑ์ของความคิดวิญญูชนทั่วไป

          ถ้อยคำว่า “โดยประการที่น่าจะทำให้” ในความผิดฐานคุกคามทางเพศ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมของการกระทำ ไม่ใช่ต้องรอให้ผลกระทบเกิดขึ้นจริงเสมอไป

          โดยหลักแล้ว ศาลจะใช้มาตรฐานของ “วิญญูชนทั่วไป” หรือความคิดของบุคคลธรรมดาในสถานการณ์เดียวกันเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่า การกระทำนั้นมีลักษณะที่ย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อน อับอาย หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศได้หรือไม่

          แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ว่า ข้อความลักษณะ “น่าจะเกิดความเสียหาย” เป็นเพียงพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างคำพิพากษาต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2540 

          โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา264 นั้น ไม่ใช่การกระทำโดยแท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษจึงไม่เกี่ยวกับเจตนาแต่เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายได้แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริงก็เป็นองค์ประกอบความผิดที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5612/2567 

          การกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และความเสียหายที่น่าจะเกิดนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความเสียหายอื่นใดอันกฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง หรือสามารถพิจารณาเห็นได้จากความคิดเห็นของวิญญูชนทั่วไปก็ได้ 

อาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ได้อธิบายว่า มาตรฐานความรู้สึกใช้หลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปหรือวิญญูชน ถือว่าเป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ

          ดังนั้น ความผิดฐานคุกคามทางเพศเป็นความผิดที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ผลกระทบเกิดขึ้นจริง เพียงแต่การกระทำนั้นมีลักษณะ “น่าจะ” ก่อให้เกิดความเดือดร้อน อับอาย หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศ ก็อาจถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว การพิจารณาเจตนาของผู้กระทำยังใช้หลักเจตนาเล็งเห็นผล กล่าวคือ ผู้กระทำย่อมคาดหมายได้ตามปกติว่าการกระทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ ทั้งนี้ ความผิดฐานคุกคามทางเพศมิได้จำกัดอยู่เฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง โดยผู้ถูกกระทำและผู้กระทำอาจเป็นเพศใดก็ได้ รวมถึงเพศทางเลือก สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

โทษและเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานคุกคามทางเพศ

          ความผิดฐานคุกคามทางเพศถูกบัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/1 ซึ่งกำหนดโทษแตกต่างกันตามลักษณะและความร้ายแรงของพฤติการณ์ ดังนี้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/1

          ผู้ใดคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องหรือกระทำซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง และเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการกระทำในที่สาธารณสถาน ต่อหน้าธารกำนัล หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรานี้ เป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน สิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          ความผิดตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม เป็นความผิดอันยอมความได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248/2

         ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 284/1 เป็นการกระทำโดยอาศัยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ อันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) กรณีทั่วไป

          หากเป็นการคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น และการกระทำนั้น ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดฐานอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2) กรณีกระทำต่อเนื่องหรือกระทำซ้ำ

          หากเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่อง หรือกระทำซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(3) กรณีเกิดขึ้นในที่สาธารณะหรือในระบบออนไลน์สาธารณะ

          หากการคุกคามเกิดขึ้นในที่สาธารณสถาน ต่อหน้าธารกำนัล หรือในระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(4) กรณีกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

          หากผู้ถูกกระทำเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(5) กรณีอาศัยอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำ (มาตรา 284/2)

          หากการกระทำเกิดขึ้นโดยผู้กระทำอาศัยความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

         ทั้งนี้ ความผิดตามมาตรา 284/1 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม เป็นความผิดอันยอมความได้

เมื่อใดที่ “คุกคามทางเพศ” จะกลายเป็น “อนาจาร”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 

          ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

         มาตรา 284/1 กำหนดไว้ชัดว่า การคุกคามทางเพศเป็นความผิดในกรณีที่ ยังไม่เป็นความผิดฐานอนาจาร กล่าวคือ หากพฤติการณ์รุนแรงถึงขั้นล่วงละเมิดทางกาย หรือมีการบังคับขู่เข็ญ อาจเข้าข่ายความผิดฐานอนาจารแทน

ความแตกต่างระหว่างการคุกคามทางเพศกับความผิดฐานอนาจาร

          การคุกคามทางเพศ ตามมาตรา 284/1 เป็นพฤติการณ์ล่วงละเมิดเชิงเพศที่ทำให้ผู้ถูกกระทำเดือดร้อน อับอาย หรือไม่ปลอดภัย แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกาย แต่อนาจาร ตามมาตรา 278 เป็นการกระทำที่รุนแรงกว่านั้น โดยมักเกี่ยวข้องกับการบังคับ ขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือกระทำต่อร่างกายในลักษณะล่วงละเมิด ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ข้อต่อสู้ที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ในคดีคุกคามทางเพศ

          ในการพิจารณาคดีความผิดฐานคุกคามทางเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/1 จำเลยอาจยกข้อต่อสู้ได้หลายประการ โดยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี เช่น

(1) การกระทำไม่มีลักษณะ “ส่อไปในทางเพศ”

         หากพฤติการณ์ไม่ปรากฏว่าเป็นการแสดงออกในลักษณะทางเพศ การกระทำนั้นอาจไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดฐานคุกคามทางเพศ

(2) พฤติการณ์ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบตามกฎหมาย

         จำเลยอาจโต้แย้งว่า การกระทำดังกล่าวโดยมาตรฐานวิญญูชนทั่วไป ไม่น่าจะทำให้ ผู้ถูกกระทำเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศ

(3) ขาดเจตนา หรือไม่อยู่ในลักษณะเจตนาเล็งเห็นผล

         ความผิดฐานนี้ยังต้องอาศัยเจตนา หากจำเลยไม่มีเจตนาจะคุกคาม หรือไม่อาจเล็งเห็นผลตามปกติ ก็อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้

(4) ประเด็นเรื่องผู้เสียหายโดยนิตินัย

          ในบางกรณี จำเลยอาจต่อสู้ว่าบุคคลผู้ร้องทุกข์หรือผู้กล่าวหา ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามที่กฎหมายคุ้มครองในความผิดฐานนี้

(5) ความยินยอมของผู้ถูกกระทำ

          หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีความยินยอมโดยชอบ ไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือการใช้อำนาจเหนือกว่า ก็อาจเป็นประเด็นประกอบการพิจารณาได้ 

(6) ขาดอายุความ หรือไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนด

          ความผิดตามมาตรา 284/1 วรรคหนึ่งถึงวรรคสามเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงต้องมีการร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลา หากพ้นกำหนดแล้ว คดีอาจขาดอายุความหรือไม่อาจดำเนินคดีได้

(7) มีการยอมความกันโดยชอบแล้ว

          หากคู่กรณีได้มีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การดำเนินคดีในความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไป

มาตรการคุ้มครองเพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหาย 

          นอกจากการกำหนดความผิดและบทลงโทษแล้ว กฎหมายใหม่ยังเพิ่ม “มาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย” เพื่อป้องกันการคุกคามซ้ำหรือการรังควานต่อเนื่อง โดยให้อำนาจศาลออกคำสั่งคุ้มครองได้โดยเฉพาะ ดังนี้

(1) คำสั่งห้ามจำเลยกระทำการคุกคามซ้ำ 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/3

          ในคดีคุกคามทางเพศ ถ้าความปรากฏแก่ศาลเอง หรือตามข้อเสนอของพนักงานอัยการ โจทก์ ผู้เสียหาย หรือเจ้าพนักงาน ว่าจำเลยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะคุกคามทางเพศ หรือรบกวนการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าศาลจะลงโทษจำเลยหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจสั่งห้ามจำเลยนั้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามเงื่อนไขและภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ไม่เกินสองปี

          กล่าวคือ ในคดีคุกคามทางเพศ หากศาลเห็นเอง หรือมีข้อเสนอจากพนักงานอัยการ โจทก์ ผู้เสียหาย หรือเจ้าพนักงานว่า จำเลยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะคุกคามทางเพศ หรือรบกวนการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ศาลอาจมีคำสั่ง “ห้ามจำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด” ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนดได้ แม้ศาลจะลงโทษจำเลยหรือไม่ก็ตาม โดยระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี มาตรานี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายถูกคุกคามซ้ำระหว่างหรือหลังการดำเนินคดี

(2) คำสั่งให้ลบหรือระงับข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/4

          ในการกระทำความผิดฐานคุกคามทางเพศตามมาตรา 284/1 วรรคสาม ที่เป็นการนำข้อมูลอันมีลักษณะลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ หากได้ความตามทางไต่สวนของศาลตามคำร้องของผู้เสียหายหรือเจ้าพนักงานแล้ว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้นำเข้าข้อมูลนั้นระงับการทำให้แพร่หลายและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดและหากจำเป็นอาจสั่งให้ผู้ควบคุมหรือผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ระงับการทำให้แพร่หลายและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรืออาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลก็ได้ แล้วรายงานให้ศาลทราบภายในสิบห้าวัน

          ผู้นำเข้าข้อมูล ผู้ควบคุมหรือผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          กล่าวคือ กรณีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้นำเข้าข้อมูล “ระงับการเผยแพร่และนำข้อมูลออกจากระบบ” ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากจำเป็น ศาลยังอาจสั่งให้ผู้ให้บริการหรือผู้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ดำเนินการลบข้อมูล หรือให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดำเนินการแทนได้ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สรุป

          กฎหมายความผิดฐานคุกคามทางเพศที่บัญญัติขึ้นมาใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นว่า การล่วงละเมิดในลักษณะส่อไปในทางเพศ แม้ไม่มีการสัมผัสร่างกาย ก็อาจเป็นความผิดทางอาญาได้ และยังมีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายที่เข้มข้นมากขึ้น

          ดังนั้น บุคคลทั่วไปควรใช้ความระมัดระวังในการแสดงออกหรือการสื่อสารที่อาจเข้าข่ายการคุกคามทางเพศ ขณะเดียวกัน หากประสงค์จะดำเนินคดี ก็จำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดและเจตนาของผู้กระทำให้ชัดเจน และในกรณีที่ถูกกล่าวหา ย่อมต้องอาศัยข้อต่อสู้ตามหลักกฎหมายและพฤติการณ์แห่งคดีอย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน

          ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ViL_d_GBkLA

 



Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น