คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

ถูกแจ้งความข้อหาข่มขืน ทั้งที่เป็นการสมยอม? แนวทางและขั้นตอนการต่อสู้คดีอย่างละเอียด

          หากถูกแจ้งความโดยกล่าวหาว่าข่มขืน ทั้งที่ความจริงเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ถือว่าเป็นคดีอาญาที่มีความร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างมาก หลายคนอาจไม่ทราบว่าจะต้องรับมืออย่างไร ต้องเตรียมหลักฐานอะไร และควรดำเนินการต่อสู้คดีในทิศทางใด

          บทความนี้จะมาเจาะลึกขั้นตอนและแนวทางการต่อสู้คดีข่มขืนในกรณีที่จำเลยยืนยันว่าเป็นการสมยอม โดยเรียบเรียงจากประสบการณ์ในการดำเนินคดีจริงร่วมกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาลักษณะนี้ครับ

บทนำ

          คดีข่มขืนเป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูง และโดยสภาพของคดีมักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ลับ รู้เห็นกันเพียงสองฝ่ายคือผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา ทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นไปได้ยาก และศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานแวดล้อมเป็นสำคัญ ซึ่งในทางปฏิบัติ พบว่าการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาข่มขืนนั้น ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงเสมอไป บางกรณีมีการแจ้งความโดยมีเหตุจูงใจหรือเหตุแอบแฝงอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง และหลาย ๆ คดีที่ผ่านมา แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้กระทำความผิดจริง แต่กลับต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา และบางรายถึงขั้นถูกศาลพิพากษาลงโทษ เนื่องจากขาดการเตรียมตัวและแนวทางการต่อสู้คดีที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีลักษณะนี้ ศาลมักจะให้ความสำคัญกับคำให้การของผู้เสียหายอยู่แล้ว

          ผมจึงจะนำเสนอแนวคิดและแนวทางในการเตรียมการต่อสู้คดีข่มขืนในกรณีที่จำเลยยืนยันว่าเป็นการสมยอม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและปกป้องสิทธิของตนเองตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปครับ

ข่มขืนหรือยอม?

มาตรฐานทางกฎหมายและการตีความคำว่าความยินยอม” (Consent)

          ตามกฎหมายไทย ยังไม่มีบทบัญญัติที่ให้นิยามคำว่า “ความยินยอม” หรือ “การสมยอม” ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีลักษณะเช่นใดจึงจะถือว่าเป็นความยินยอมโดยชอบ ศาลจึงต้องพิจารณาวินิจฉัยเป็นรายกรณี โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมของแต่ละคดีเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ในทางวิชาการกฎหมายไทยได้มีการอธิบายแนวคิดเรื่อง “ความยินยอม” ตามหลัก Volenti non fit injuria ซึ่งหมายถึง ผู้ใดยินยอมรับความเสี่ยงหรือผลจากการกระทำใดแล้ว ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำนั้นได้ ประกอบกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางหลักไว้ในหลายคดี ทำให้สามารถจำแนกลักษณะของความยินยอมในคดีข่มขืนออกเป็นแนวทางพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

  1. มีการแสดงเจตนายินยอมให้กระทำการได้โดยชัดแจ้ง
  2. ไม่ปรากฏการขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่อยู่ในภาวะและมีโอกาสสามารถขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงได้
  3. มีพฤติการณ์นิ่งเฉย ไม่ปฏิเสธ ในบริบทและสภาพแวดล้อมที่อาจถือได้ว่าเป็นการสมัครใจยินยอมโดยปริยาย

          ดังนั้น หากประสงค์จะต่อสู้ว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมกัน ย่อมจำเป็นต้องมุ่งไปที่การพิสูจน์ให้ข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามประการดังกล่าวข้างต้น

ประเด็นที่ต้องเก็บหลักฐานหรือถามพยานเพื่อค้นหาความจริง

          การพิสูจน์ว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำโดยความยินยอมหรือไม่นั้น ในทางปฏิบัติไม่อาจทำได้ด้วยการซักถามผู้เสียหายโดยตรงว่าได้ให้ความยินยอมหรือไม่ เนื่องจากโดยสภาพของคดี ผู้เสียหายย่อมไม่ยอมรับว่าตนได้ยินยอมอย่างแน่นอน

          ดังนั้น การต่อสู้คดีในประเด็นนี้จึงต้องอาศัยการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคำให้การผู้เสียหาย และการพิจารณาขัดแย้งของคำให้การกับพฤติการณ์แวดล้อมในคดี โดยการนำสืบพยานและการถามค้านจะต้องมุ่งไปที่พฤติการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งศาลสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยได้ว่าเป็นการยินยอมหรือไม่ ทั้งนี้ พฤติการณ์แวดล้อม อาจพิจารณาได้จากหลายประเด็น ดังนี้

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีก่อนเกิดเหตุ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การยอมมีเพศสัมพันธ์
  2. ประวัติความประพฤติของผู้เสียหาย
  3. ลักษณะทางกายภาพและสภาพจิตใจของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ
  4. วิธีการเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ
  5. ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงโอกาสในการหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
  6. พฤติการณ์โดยละเอียดในขณะเกิดเหตุ
  7. พฤติกรรมและการแสดงออกของผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุโดยละเอียด
  8. แรงจูงใจหรือเหตุอันอาจนำไปสู่การแจ้งความร้องทุกข์
  9. พยานวัตถุและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

เหตุแวดล้อมที่จะต้องถามพยานเพื่อค้นหาความจริง

1. สาเหตุที่ยินยอมมีเพศสัมพันธ์

          ประเด็นเรื่องสาเหตุที่ผู้เสียหายยินยอมมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัยว่า การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยความยินยอมหรือไม่ ดังนั้น การซักถามและการถามค้านในประเด็นนี้จึงต้องทำอย่างละเอียด

  • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีก่อนเกิดเหตุ เช่น เคยคบหาดูใจกันมาก่อน หรือมีความสนิทสนมชอบพอกันหรือไม่
  • การดื่มสุราหรือของมึนเมาในขณะเกิดเหตุ ว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาพมึนเมาหรือไม่ และมีผลต่อพฤติการณ์อย่างไร
  • สถานการณ์และบรรยากาศในขณะนั้น ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามสภาพแวดล้อมหรือพฤติการณ์ที่พาไปหรือไม่
  • ข้อเท็จจริงว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อนหรือไม่
  • สถานะทางสังคมของทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจมีผลต่อพฤติการณ์ การตัดสินใจ หรือแรงจูงใจในการกระทำหรือการกล่าวอ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6276/2547

          ผู้เสียหายเคยเป็นคู่รักกัน วันเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายไปเที่ยวและจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย พฤติการณ์ส่อแสดงว่าผู้เสียหายยินยอมไปกับจำเลยและร่วมประเวณีกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเรา ผู้เสียหายโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นทั้งมิใช่การพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4465/2530

          ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายเคยได้เสียกับจำเลยด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายมาก่อนแล้ว และการที่ผู้เสียหายไม่ยอมกับบ้านพร้อมนาง ร. โดยให้ นาง ร. กลับบ้านไปก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปกับจำเลยนั้น แสดงว่าผู้เสียหายมีอุบายที่จะกลับบ้านพร้อมจำเลยมากกว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ใช้มีดจี้คอผู้เสียหายพาไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่เกิดจากความสมัครใจยินยอมของผู้เสียหายให้จำเลยกระทำชำเราเอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7346/2557

          จำเลยนำสืบถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ทั้งรับว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจริง เพียงแต่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายให้ความยินยอม ซึ่งข้ออ้างของจำเลยนี้ได้ความจากทางนำสืบจำเลยว่า จำเลยไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน เพิ่งจะรู้จักกับผู้เสียหายก่อนเวลาเกิดเหตุเพียงครู่เดียว และการที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าไปในห้องเกิดเหตุพบผู้เสียหายออกมาจากห้องน้ำ จำเลยได้พูดคุยกับผู้เสียหายเพียง 1 ถึง 2 นาที ผู้เสียหายก็ยินยอมร่วมประเวณีด้วยนั้น นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ขัดต่อเหตุผลที่หญิงสาวซึ่งเพิ่งจะได้รู้จักกับชายหนุ่มจะยินยอมร่วมประเวณีด้วยเพียงการที่ได้พูดคุยกัน 1 ถึง 2 นาทีเท่านั้น จำเลยยกข้อกล่าวอ้างขึ้นต่อสู้อย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานอื่นใดสนับสนุน ทั้งข้ออ้างก็ผิดปกติวิสัยและขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2546

          ผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน เพียงเห็นหน้ากันไม่นานนักจึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอม ซึ่งหากผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราดังที่จำเลยฎีกา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องชี้ยืนยันให้ร้อยตำรวจเอกยมหิน จับกุมจำเลยทันที และยังให้การด้วยว่าที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนีถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถกระทำได้

2. ประวัติความประพฤติของผู้เสียหาย

          โดยทั่วไป ศาลมักให้ความเชื่อถือคำให้การของผู้เสียหายที่เป็นหญิงซึ่งปรากฏว่าไม่มีประวัติเสื่อมเสียหรือพฤติการณ์ที่น่าสงสัยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดังนั้น ในการต่อสู้คดีลักษณะนี้ ฝ่ายจำเลยจึงจำเป็นต้องซักถามหรือถามค้านเพื่อทดสอบและทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายในประเด็นดังกล่าว

          ประเด็นที่อาจนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • ประวัติการศึกษา
  • ประวัติการทำงาน
  • ความประพฤติทางเพศ
  • พฤติการณ์ว่าผู้เสียหายมีการยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เพิ่งรู้จักเป็นเรื่องปกติหรือไม่
  • ข้อมูลที่ปรากฏจากสื่อสังคมออนไลน์หรือช่องทางอื่น ๆ ซึ่งอาจสะท้อนถึงพฤติการณ์หรือไลฟ์สไตล์

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 226/4 บัญญัติไว้ว่า

          ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ห้ามมิให้จำเลยนำสืบด้วยพยานหลักฐานหรือถามค้านด้วยคำถามอันเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับบุคคลอื่นนอกจากจำเลย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลตามคำขอ

          ศาลจะอนุญาตตามคำขอในวรรคหนึ่ง เฉพาะในกรณีที่ศาลเห็นว่าจะก่อให้เกิดความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2528

          พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยทั้งสองมาคุยด้วยบนบ้านในลักษณะเปลือยกายล่อนจ้อนทั้งสองคน และยังยอมให้จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีด้วยโดยสมัครใจต่อตาจำเลยที่ 2 ทั้งที่มีแสงไฟจากตะเกียงส่องสว่างอยู่เห็นได้ชัดเจนเช่นนั้ นแสดงว่าผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองมิได้มีความอับอายในเรื่องการประกอบกิจทางเพศระหว่างกันแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้เห็นว่าผู้เสียหายมีความสมัครใจที่จะแสวงความสุขจากการมั่วโลกีย์กับจำเลยทั้งสองโดยเปิดเผยโดยปราศจากความอับอายซึ่งกันและกัน ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์สันนิษฐานว่าเมื่อผู้เสียหายยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโดยสมัครใจคนหนึ่งแล้ว คงจะไม่ยอมให้จำเลยที่ 2 กระทำชำเราอีกคนหนึ่งนั้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย กรณีน่าเชื่อว่าเป็นเรื่องผู้เสียหายสมัครใจแสวงสุขในเชิงโลกีย์วิสัยร่วมกับจำเลยทั้งสองโดยสมัครใจจนมิได้นึกถึงความอับอายซึ่งกันและกันดังที่จำเลยนำสืบ แต่เมื่อความปรากฏแก่นายยิ้มน้องชายผู้เสียหายและนายยิ้มไปแจ้งความตำรวจสายตรวจแล้ว เรื่องจึงต้องบานปลายกลายเป็นเรื่องร้องทุกข์ไปถึงสถานีตำรวจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1077/2529

          ตามคำเบิกความของนางน้ำตาล นายมรกต และบิดาผู้เสียหายดังกล่าวแล้ว พฤติการณ์ของผู้เสียหายที่แสดงให้ปรากฏต่อบุคคลต่าง ๆ นั้น น่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงที่มีความประพฤติไม่ดี เคยอยู่ที่ซ่องโสเภณีของนายชมนาดด้วยความสมัครใจ และในวันเกิดเหตุได้ยินยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมประเวณีเพื่อสินจ้างหากผู้เสียหายถูกจำเลยทั้งสามข่มขืนบังคับใจแล้ว คงจะไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นอนกอดต่อหน้านายมรกตซึ่งไปพบที่ห้างนา และก็จะต้องบอกนายมรกตให้ทราบและให้ช่วยเหลือในการที่ถูกจำเลยทั้งสามข่มขืนกระทำชำเราด้วย

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6510/2544

          เห็นว่า ผู้เสียหายเคยเป็นลูกศิษย์ของจำเลยมาก่อน ย่อมมีความเคารพยำเกรงตามวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว เมื่อไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีสาเหตุอันใดที่ผู้เสียหายจะแกล้งกล่าวหาปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ อีกทั้งการนำเรื่องนี้มาเปิดเผย หากไม่เป็นความจริงมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงยิ่งขึ้น จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่ได้ประสบมา

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2541

          ผู้เสียหายเป็นเด็กสาววัยรุ่นขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ และไม่มีประสบการณ์ในเรื่องเพศสัมพันธ์มาก่อน หากไม่เป็นความจริงคงไม่กล้านำเอาเรื่องที่น่าอับอายมาเล่าให้ผู้อื่นฟังและได้ความว่าผู้เสียหายเป็นคนมีสติปัญญาไม่ดีแต่พูดจารู้เรื่อง ไม่น่าจะมีความคิดบิดเบือนความจริงหรือแต่งเรื่องขึ้นมาเองเพื่อกล่าวหาจำเลยให้ได้รับโทษเป็นแน่

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2539

          หากไม่เป็นความจริงแล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กสาวย่อมละอายต่อการถูกข่มขืนคงไม่กล้าให้การต่อพนักงานสอบสวนเช่นนั้นเมื่อนำบันทึกคำให้การดังกล่าวมาประกอบคำเบิกความของสิบตำรวจโท ค. กับร้อยตำรวจเอก ส. ว่าชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพแล้วเชื่อว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง

3. ลักษณะกายภาพและสภาพจิตใจของผู้เสียหายและจำเลย

          ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพและสภาพจิตใจของผู้เสียหาย แม้จะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ชี้ขาดคดีโดยตรง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำมาซักถามหรือถามค้านไว้โดยละเอียด เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงต่อเนื่องไปยังประเด็นอื่น ๆ ในคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เหตุผลหรือพฤติการณ์แห่งการยินยอมมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนเหตุผลหรือแรงจูงใจในการเข้าแจ้งความร้องทุกข์

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • ลักษณะทางกายภาพ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง และสภาพร่างกายโดยทั่วไป
  • ความผิดปกติทางร่างกายอื่น ๆ ที่อาจมีนัยสำคัญ เช่น สายตา เล็บที่ยาวผิดปกติ
  • สภาพสติสัมปชัญญะในขณะเกิดเหตุ เช่น อยู่ในอาการมึนเมาสุรา ง่วงซึม หวาดกลัว หรือตกใจ
  • สภาพอารมณ์ในช่วงเวลาก่อนหรือขณะเกิดเหตุ เช่น อยู่ในภาวะเสียใจ สับสน หรือมีอารมณ์สนุกสนาน
  • โรคประจำตัว ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

4. เหตุการณ์การเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ

          ประเด็นเกี่ยวกับการเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการหลบหนี การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ตลอดจนการรับรู้หรือความคาดหมายของผู้เสียหายว่าการเดินทางมาพบจำเลยอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ดังนั้น จึงควรนำมาซักถามหรือถามค้านให้ได้รายละเอียดอย่างครบถ้วน

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • สาเหตุและวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาพบจำเลย
  • ลักษณะการแต่งกายของผู้เสียหายในวันที่เดินทางมาพบจำเลย
  • พฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ เช่น เดินทางไปสถานที่ใดมาก่อน มีการไปเที่ยวหรือไปในที่สาธารณะใดบ้าง
  • วิธีการเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ
  • เส้นทางการเดินทางเป็นอย่างไร
  • เหตุผลหรือพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้เสียหายเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2536

          จำเลยเป็นคนขับรถยนต์ของจำเลยเอง เครื่องมือที่ใช้สำหรับบังคับให้รถยนต์แล่นไปได้หรือไม่ หรือไปในทิศทางใดล้วนอยู่ตรงที่นั่งของคนขับรถทั้งสิ้นหากจำเลยไม่ยินยอมแล้วไม่มีทางที่โจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปจะสอดเท้าหรือเอื้อมมือเข้ามาบังคับรถให้ไปตามใจโจทก์ร่วมได้โดยจำเลยอาจเหยียบห้ามล้อให้รถหยุดแล้วถอดกุญแจสำหรับติดเครื่องยนต์ออกเสีย แล้วลงจากรถไปพร้อมทั้งตะโกนเรียกให้คนช่วยก็ย่อมทำได้ แต่จำเลยหาได้ทำไม่นอกจากนี้ยังได้ความตามคำเบิกความของนายสุธี พาดี พนักงานของโรงแรมปิกนิกว่า ห้องพักของโรงแรมปิกนิกที่เกิดเหตุเป็นห้องพักชนิดที่มีม่านรูดปิดบังเมื่อรถยนต์เข้าไปจอดที่หน้าห้องแล้วและต้องมีพนักงานของโรงแรมเป็นคนมาเปิดและปิดม่านตลอดจนเปิดห้องพักให้อีกด้วย หากจำเลยไม่ยินยอมลงจากรถและไม่ยอมเข้าไปในห้องด้วย แล้วร้องบอกพนักงานของโรงแรมโจทก์ร่วมก็ไม่มีทางพาจำเลยเข้าไปในห้องได้ สำหรับเหตุการณ์สำคัญตอนที่โจทก์ร่วมจะร่วมประเวณีกับจำเลยนั้นลำพังโจทก์ร่วมอยู่กับจำเลยสองต่อสอง โจทก์ร่วมไม่ได้ใช้กำลังทำร้ายหรือใช้อาวุธขู่เข็ญจนจำเลยไม่สามารถขัดขืนได้แล้วไม่มีทางที่โจทก์ร่วมจะร่วมประเวณีกับจำเลยได้ คำเบิกความของจำเลยทุกขั้นตอนล้วนแต่ขัดต่อเหตุผลทั้งสิ้น นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุธี พาดี มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้ทำหน้าที่บริกรอยู่ที่โรงแรมปิกนิก เมื่อรถยนต์ของจำเลยแล่นเข้ามาในโรงแรมพยานเป็นคนส่องไฟฉายนำทางให้ไปจอดที่ห้องหมายเลข 8 จากนั้นจึงปิดม่านแล้วเข้าไปเปิดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศและเปิดประตูให้แขกเข้าไปพักในห้องต่อมาอีกประมาณ 30 นาที พยานได้ยินเสียงรถยนต์ติดเครื่องยนต์จึงไปเปิดม่านให้ถอยรถออก ไม่ปรากฏว่าจำเลยร้องขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ร่วมข่มขืนกระทำชำเราจำเลย รูปคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยกับโจทก์ร่วมร่วมประเวณีกันโดยสมัครใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2530

          เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานโรงเรียนของจำเลย จนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปเรียนหนังสือและไปด้วยกันกับจำเลย เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านนายจำปา ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ขัดขืน และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความรับว่า ขณะเกิดเหตุบ้านข้าง ๆ มีคนอยู่ หากร้องขอให้คนช่วย คนข้างบ้านก็จะได้ยิน แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็มิได้กระทำเช่นนั้น เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมร่วมประเวณีกับจำเลยโดยสมัครใจ

5. สถานที่เกิดเหตุ

          ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการหลบหนี หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นของผู้เสียหาย การซักถามหรือถามค้านในประเด็นนี้จึงต้องกระทำอย่างละเอียด

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • ความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะสถานที่เกิดเหตุกับเส้นทางและวิธีการเดินทางของผู้เสียหาย
  • ลักษณะของจุดเกิดเหตุโดยละเอียด เช่น ทางเข้า ทางออก ห้องน้ำ หรือพื้นที่ใกล้เคียง
  • การเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดเหตุ
  • ความเป็นไปได้ว่าหากมีการร้องขอความช่วยเหลือ จะมีผู้อื่นได้ยินหรือไม่
  • มีโอกาสที่ผู้เสียหายจะสามารถหลบหนีด้วยตนเองได้หรือไม่
  • สภาพแวดล้อมโดยรอบว่ามีผู้คนพลุกพล่านมากน้อยเพียงใด
  • การมีกล้องวงจรปิดหรือพยานบุคคลที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19960/2555

          เมื่อพิจารณาภาพถ่ายประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายได้ความว่า ห้องที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับม้าหินที่พวกของจำเลยนั่งอยู่ โดยนาย ก. และเด็กหญิง จ. ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหายก็อยู่บริเวณนั้น แต่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องให้ใครช่วยนับว่าเป็นพิรุธ ส่วนที่ผู้เสียหายอ้างว่าไม่กล้าร้องเพราะจำเลยดื่มสุราและมีพวกรออยู่ข้างนอกอีกหลายคนนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า ก่อนที่จำเลยจะผลักผู้เสียหายลงบนที่นอน จำเลยไม่ได้พูดอะไรและทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ข่มขู่อย่างไรให้ผู้เสียหายต้องกลัวไม่กล้าร้อง ทั้งพวกของจำเลยที่นั่งอยู่นั้นก็มี 1 คน ที่ผู้เสียหายรู้จัก เมื่อการถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้หญิงอย่างมากนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ฉะนั้นข้ออ้างของผู้เสียหายที่ไม่ร้องให้ใครช่วยจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ประกอบกับการตรวจร่างกายผู้เสียหายของนายแพทย์ ท. ที่ไม่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7841/2552

          ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าตนไม่ยินยอมให้ร่วมประเวณี แต่เมื่อคำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้เสียหายที่ 1 กับกลุ่มของจำเลยทั้งสามที่เดินไปก็เกิดเหตุโดยไม่มีการบังคับข่มขู่ สภาพเต้นท์ที่เกิดเหตุได้ความว่าไม่ใหญ่โตมาก นอนได้ไม่เกิน 2 ถึง 3 คน สูงระดับหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 ขณะมีการร่วมประเวณีคงอยู่ภายในเต้นท์เพียง 2 คน ส่วนอีก 2 คน ไม่อยู่ด้วยและไม่ปรากฏว่ามีการใช้อาวุธ ดังนั้น ที่ไม่มีการต่อสู้หรือร้องขอความช่วยเหลือโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุอะไรที่มาขัดขวางผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้กระทำการดังกล่าวได้ จึงยังมีข้อสงสัยว่าจะมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พยานโจทก์คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4426/2548

           ปัญหาต่อไปว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุครั้งแรกแล้ว ผู้เสียหายยังคงไปที่บ้านเกิดเหตุและถูกจำเลยล่วงเกินทางเพศซ้ำอีก 2 ครั้งโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนเต็มที่อย่างไรบ้างแม้จนตั้งครรภ์หลายเดือนแล้ว ก็ยังปิดบังเหตุที่เกิดไม่บอกให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวทราบ คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีข้อพิรุธน่าเชื่อว่าด้วยวัยเพียง 17 ปีเศษของผู้เสียหาย ผู้เสียหายอาจเห็นว่าเคยเสียตัวกับจำเลยแล้วจึงมิได้ดิ้นรนต่อสู้เท่าที่ควร พฤติการณ์แห่งคดีใน 2 ครั้งหลังนี้จึงมีความสงสัยตามควรว่าผู้เสียหายอาจยินยอมหรือสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยก็ได้ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2533

          ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาค่ำคืน บริเวณที่เกิดเหตุมืดเป็นป่าละเมาะเปลี่ยว จำเลยกับพวกอาจซุกซ่อนอาวุธติดตัวมาผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงย่อมมีความตกใจกลัวเป็นธรรมดาว่าจะถูกจำเลยกับพวกทำร้ายได้หากขัดขืน จึงไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือในสภาพเช่นนั้นผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยกับพวกได้

6. พฤติการณ์ขณะกระทำชำเราโดยละเอียด

          ประเด็นพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุด และมักเป็นประเด็นชี้ขาดผลแพ้ชนะคดี เนื่องจากในหลายกรณี แม้จะไม่มีพฤติการณ์แวดล้อมอื่นมาประกอบอย่างชัดเจน แต่หากในการซักถามหรือถามค้านปรากฏรายละเอียดของการกระทำที่ไม่สอดคล้องกัน หรือคำให้การของผู้เสียหายมีลักษณะขัดแย้งกับเหตุผล ความน่าจะเป็น พยานวัตถุ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือขัดแย้งกับพยานบุคคลอื่น ก็อาจทำให้ศาลเห็นพิรุธและลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือของคำให้การได้

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • สถานการณ์ก่อนเริ่มลงมือกระทำ ว่าทั้งสองฝ่ายทำกิจกรรมหรือมีพฤติการณ์ใดร่วมกันมาก่อน
  • การพูดคุยหรือการแสดงเจตนาก่อนมีเพศสัมพันธ์ ว่ามีการขอ อนุญาต ปฏิเสธ หรือแสดงออกอย่างไร
  • การเล้าโลมหรือพฤติการณ์ก่อนมีเพศสัมพันธ์
  • ลักษณะการถอดเสื้อผ้า ว่าเป็นไปโดยสมัครใจหรือมีการบังคับ
  • ลักษณะพฤติการณ์ในขณะที่เริ่มลงมือกระทำ
  • การมีหรือใช้อาวุธใดในการกระทำหรือไม่
  • วิธีการข่มขู่ที่อ้างว่ามีการใช้ และลักษณะของการข่มขู่นั้น
  • การใช้กำลังประทุษร้าย ว่าใช้ลักษณะใด ระดับใด และต่อเนื่องเพียงใด
  • ระยะเวลาในการต่อสู้หรือขัดขืน ก่อนจะเริ่มมีการสอดใส่
  • ท่าทางและพฤติการณ์ของผู้เสียหายในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ระยะเวลาที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์
  • พฤติการณ์ภายหลังมีเพศสัมพันธ์ เช่น การนอนพักร่วมกัน การแยกย้าย การหลบหนี หรือการรีบแจ้งเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4671/2554

          การกระทำชำเราระหว่างจำเลยและผู้เสียหายในคดีนี้ #เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับรู้ของบุคคลเพียง 2 คน เท่านั้น คือ จำเลยและผู้เสียหาย ไม่มีบุคคลอื่นรู้เห็น การรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ไม่ใช่การร่วมเพศกันโดยสมัครใจ จึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง #โดยต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริง ทั้งก่อนกระทำ ขณะกระทำและหลังกระทำประกอบกัน นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงซึ่งเป็นเรื่องหลักการโดยทั่วไป ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นหญิงสาว อายุ 26 ปี มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าจำเลยซึ่งเป็นชายหนุ่มอายุเพียง 20 ปี #ขณะที่ผู้เสียหายไปพบจำเลยตามที่จำเลยนัด นั้น #ผู้เสียหายสวมชุดนอนเสื้อยกทรง กางเกงชั้นในและกางเกงขาสั้นผ้ายืดยาวเลยเข่า และพบกันที่สนามบาสเกตบอลซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่โดยรอบในยามวิกาล เวลา 20 นาฬิกา #อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดลึกซึ้ง ของผู้เสียหายกับจำเลย #เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับลักษณะที่ผู้เสียหายอ้างว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย #ซึ่งปรากฏว่าผู้เสียหายนอนหงายหลังพิงเบาะรถจักรยานยนต์ ศีรษะหันไปทางท้ายรถ เท้าสองข้างงอเหยียบข้างรถซึ่งจอดอยู่ข้างอาคารโดยยกขาตั้งคู่ขึ้น #อันเป็นลักษณะท่าทางพิเศษยากแก่การที่จะข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายว่าก่อนกระทำชำเราจำเลยใช้นิ้วมือแหย่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แสดงให้เห็นถึงการเล้าโลมอารมณ์ทางเพศของผู้เสียหายให้พร้อมการร่วมเพศ ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายนอนอยู่บนเบาะก็จอดอยู่ข้างอาคาร มีตัวอาคารบังเพียงด้านเดียว อีก 3 ด้านเปิดโล่งอยู่ #ไม่น่าเชื่อว่าการกระทำชำเราของจำเลยจะเป็นการข่มขืนผู้เสียหาย สถานที่เกิดเหตุอยู่ใกล้บ้านของผู้เสียหายโดยอยู่ห่างกันเพียง 30 เมตร หากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง#หลังเกิดเหตุผู้เสียหายน่าที่จะรีบไปร้องทุกข์ ต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยไม่ชักช้า ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่ไปแจ้งความทันที เพราะกลัวญาติของจำเลยซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้เจรจาประนีประนอมกัน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะในที่สุดผู้เสียหายก็ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุนาน 1 เดือนเศษอยู่ดี โดยไม่มีปัญหาเรื่องความกลัวอิทธิพลในท้องถิ่น ส่วนบันทึกข้อความลงวันที่ 16 ตุลาคม 2547 ก็ปรากฏข้อความแต่เพียงว่าผู้เสียหายถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ (ข่มขืน) ญาติของจำเลยแสดงความรับผิดชอบโดยจ่ายเงินจำนวน 16,400 บาทเป็นค่าทำขวัญให้แก่ผู้เสียหาย ผู้ลงนามว่าเป็นผู้กระทำความผิดคือนาย ว. ซึ่งเป็นพี่เขยของจำเลยโดยระบุว่าลงนามแทนจำเลยผู้กระทำความผิด หาใช่จำเลยเป็นผู้ลงนามยอมรับว่ากระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายไม่ #ส่วนบันทึกข้อความตามเอกสารก็ระบุแต่เพียงว่านาง ก. จ่ายเงินค่าทำขวัญจำนวน 16,400 บาทให้แก่ผู้เสียหายในกรณีที่จำเลยทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง หาใช่จำเลยเป็นผู้จ่ายไม่ #กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ #จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7  พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น #พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2543

          ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 3 ปลดกระดุมเสื้อและถอดกางเกงในผู้เสียหาย เสื้อผ้าที่ผู้เสียหายสวมในคืนเกิดเหตุตามภาพถ่ายหมาย จ.2 เป็นชุดเสื้อกระโปรงติดกัน มีกระดุมด้านหน้าประมาณกว่า 10 เม็ด ผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ 3 สองต่อสอง หากผู้เสียหายขัดขืนแล้วจำเลยที่ 3 ย่อมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ หรือถ้าทำได้ก็ลำบาก และเชื่อว่าในเหตุการณ์เช่นนั้น จำเลยที่ 3 คงไม่ยอมเสียเวลาปลดกระดุมน่าจะดึงกระชากออกมากกว่า นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่าระหว่างนั้นจำเลยที่ 3 พูดขอร่วมประเวณีกับผู้เสียหายด้วย ผิดวิสัยของผู้ที่จะข่มขืนกระทำชำเราจะพูดขอร้องฝ่ายหญิง พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 3 กระทำชำเรา

7. พฤติการณ์ภายหลังเกิดเหตุ

          พฤติกรรมของผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุ ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ศาลมักหยิบยกมาประกอบการวินิจฉัยคดี โดยทั่วไป หากมีการเข้าแจ้งความร้องทุกข์โดยเร็ว ย่อมมีน้ำหนักมากกว่ากรณีที่มีการแจ้งความล่าช้า อย่างไรก็ตาม หากมีการแจ้งความภายหลังระยะเวลาหนึ่ง ศาลย่อมพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นและพฤติการณ์ประกอบอื่น ๆ ว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาว่าก่อนการแจ้งความนั้น มีการเรียกร้องเงิน ค่าเสียหาย หรือมีการเจรจาต่อรองให้จำเลยกระทำการใด แล้วไม่เป็นไปตามที่ร้องขอหรือไม่

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • ระยะเวลาที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความหลังจากเกิดเหตุ
  • บุคคลที่ผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังภายหลังเกิดเหตุ
  • การติดต่อสื่อสารกับจำเลยภายหลังเกิดเหตุ เช่น การส่งข้อความหรือการสนทนาในลักษณะใด
  • การเรียกร้องเงิน ค่าเสียหาย หรือการเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชอบในลักษณะใดก่อนการแจ้งความ
  • ความสอดคล้องหรือแตกต่างของข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายเล่าให้บุคคลแต่ละคนฟัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238/2527

            พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่คงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ระหว่างไปทำงานที่โรงสีข้าวสหกรณ์ธัญญะกิจ ถูกจำเลยเข้าไปในห้องพักข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งต่างวันและเวลากันถึง 2 ครั้ง ผู้เสียหายก็มิได้เอะอะหรือแพร่งพราย เรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดทราบ แม้แต่มารดาของตนซึ่งไปเป็นลูกจ้างทำงานแห่งเดียวกัน การถูกข่มขืนครั้งแรกแม้มารดาของผู้เสียหายจะยังไม่ได้ไปทำงานและพักอยู่ด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อมารดาของผู้เสียหายไปได้งานทำและพักอยู่ที่แห่งเดียวกันแล้ว ต่อมาจึงถูกจำเลยข่มขืนเป็นครั้งที่สอง ผู้เสียหายก็มิได้แพร่งพราย เพิ่งจะไปบอกเล่าให้มารดาฟังหลังจากออกจากงานกลับถึงบ้านแล้วอีกหลายวัน จนได้มีการสอบถามจำเลยบังคับให้รับผู้เสียหายเลี้ยงดูเป็นภรรยา เมื่อจำเลยไม่ยอมรับที่จะให้เลิกกับภรรยาเดิมจึงทำให้เกิดเรื่องเป็นคดีกันขึ้น ฝ่ายจำเลยเองก็ยอมรับว่าได้มีการได้เสียกับผู้เสียหายจริง แต่เกิดด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย นางสมพร ดอกแก้ว พยานโจทก์ซึ่งอยู่ห้องแถวติด ๆ กับห้องผู้เสียหาย และนายประเสริฐ สุขเกิด ผู้ใหญ่บ้านและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโรงสีสหกรณ์ธัญญะกิจ พยานจำเลย เบิกความต้องกันว่า สังเกตเห็นความสัมพันธ์ของผู้เสียหายกับจำเลยแล้วต่างเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมเป็นไปในลักษณะของคนรักกัน ก่อนที่ผู้เสียหายจะนำความไปแจ้งกล่าวหาจำเลยก็ได้ความชัดว่าบิดามารดาของผู้เสียหายไปสอบถามเป็นทำนองบังคับให้จำเลยยอมรับผู้เสียหายเป็นภรรยา เมื่อจำเลยไม่ยอมทำตามจึงได้มีการกล่าวหาดำเนินคดีแก่จำเลยขึ้น อันเป็นข้อพิรุธชวนสงสัยในพฤติการณ์ของเหตุแห่งการแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นอย่างยิ่ง พยานหลักฐานโจทก์เป็นที่สงสัยไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2555

          หลังจากวันเกิดเหตุที่เด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมเบิกความอ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา โจทก์ร่วมมิได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแต่ประการใด ตรงกันข้าม ส. ภริยาจำเลยกลับแจ้งความต่อผู้ใหญ่บ้านต้องการให้ปรับไหมโจทก์ร่วมและมารดา อ้างว่าโจทก์ร่วมไปจับอวัยวะเพศจำเลย โจทก์ร่วมและมารดาจึงแจ้งความกลับหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมจึงเป็นคำเบิกความและคำให้การที่เกิดจากเงื่อนไขว่าหากภริยาจำเลยไม่เอาเรื่องโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมกับมารดาก็จะไม่เอาเรื่องจำเลย และเพราะเหตุภริยาจำเลยกล่าวหาโจทก์ร่วมกับมารดา โจทก์ร่วมกับมารดาจึงจำเป็นต้องใช้คดีนี้เป็นการแก้เกี้ยว คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ใช้เพื่อต่อรองมิให้ตนกับมารดาถูกดำเนินคดีดังกล่าว จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ และมีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้ตนเองกับมารดาพ้นผิด คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจเป็นการมิชอบ ย่อมรับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104/2533

          ทันใดที่ผู้เสียหายกลับมาเมื่อวันที่ 16กรกฎาคม 2529 ผู้เสียหายไม่ได้บอกผู้ใดเลยว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายบังคับขู่เข็ญพาผู้เสียหายไปแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่กลับบอกนางกล้วยไม้เจ้าของร้านดารณีที่ผู้เสียหายไปเรียนเสริมสวยอยู่ด้วยว่า ผู้เสียหายไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อนและต่อนางสาวกระดังงาพี่สาวผู้เสียหายซึ่งผู้เสียหายพักด้วย ผู้เสียหายก็บอกเช่นนั้น ที่ผู้เสียหายแจ้งให้นางสาวกระดังงาทราบในวันรุ่งขึ้นว่าฉุดผู้เสียหายขึ้นรถแท๊กซี่ไปก็ดีแจ้งให้นางชงโคทราบในวันที่ 21กรกฎาคม 2529 ว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลังจากฉุดไปแล้วก็ดี เหล่านี้เห็นว่าไม่มีน้ำหนัก เพราะเป็นคำบอกเล่าภายหลังที่ผู้เสียหายมีโอกาสใคร่ครวญไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทั้งผู้เสียหายมิได้แจ้งเรื่องนี้ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อไปแจ้งความในครั้งแรก คำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานเดี่ยวที่ว่าจำเลยใช้กำลังฉุดขึ้นรถแท๊กซี่แล้วชกต่อยตบตีผู้เสียหาย ทั้งขณะที่อยู่ในรถและที่บ้านก่อนข่มขืนกระทำชำเรานั้น จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่พอฟังว่าจำเลยบังคับขู่เข็ญพาผู้เสียหายไปและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

8. แรงจูงใจที่ผู้เสียหายมาแจ้งความ

          โดยสภาพทั่วไป การเข้าแจ้งความในคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องที่สร้างความอับอายและใช้เวลา จึงมิใช่สิ่งที่บุคคลจะกระทำโดยปราศจากเหตุจูงใจใด ๆ ดังนั้น ในการต่อสู้คดี ฝ่ายจำเลยจึงจำเป็นต้องนำสืบเพื่อค้นหาข้อสันนิษฐานหรือเหตุจูงใจที่อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้เสียหายจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์

          ประเด็นที่อาจนำมาพิจารณาเป็นข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจ ได้แก่

  • ภายหลังมีเพศสัมพันธ์ ผู้เสียหายได้ร้องขอให้มีการคบหาดูใจกันต่อไป แต่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง
  • ผู้เสียหายมาทราบภายหลังว่าจำเลยมีภริยาหรือคู่สมรสอยู่แล้ว
  • มีพฤติการณ์ในการเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งตอบแทนอื่นในลักษณะเป็นการต่อรอง แต่ไม่บรรลุผล
  • ผู้เสียหายถูกบิดามารดาหรือผู้ปกครองทราบเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ จึงให้เหตุผลต่อบุคคลในครอบครัวว่าเป็นการถูกบังคับ เพื่อเอาตัวรอด
  • ผู้เสียหายมีคู่สมรสหรือคู่ครอง และถูกจับได้ว่ามีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
  • สภาพจิตใจภายหลังเกิดเหตุ เช่น ความรู้สึกผิด ความเครียด ภาวะซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจเข้าแจ้งความ
  • ครอบครัวของผู้เสียหายมีการเรียกร้องให้มีการสู่ขอ แต่งงาน หรือเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238/2527

          ความสัมพันธ์ของผู้เสียหายกับจำเลยเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมในลักษณะของคนที่รักกัน ระหว่างไปทำงานที่โรงสีข้าว จำเลยเข้าไปในห้องพักข่มขืนกระทำชำเราต่างวันและเวลากันถึง 2 ครั้ง ผู้เสียหายก็มิได้เอะอะหรือแพร่งพรายให้ผู้ใดทราบ แม้แต่มารดาของตนซึ่งไปทำงานแห่งเดียวกันเพิ่งบอกเมื่อออกจากงานและกลับถึงบ้านแล้วหลายวัน บิดามารดาผู้เสียหายเรียกจำเลยไปสอบถามทำนองบังคับให้ยอมรับผู้เสียหายเป็นภรรยา เมื่อจำเลยไม่ยอมทำตาม จึงกล่าวหาดำเนินคดีแก่จำเลยดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้

9. พยานหลักฐานตามหลักนิติวิทยาศาสตร์

          พยานวัตถุและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ประกอบการต่อสู้คดี โดยเฉพาะในคดีที่ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่อาศัยคำให้การของผู้เสียหายเป็นหลัก ตามกระบวนการพิจารณา แพทย์ซึ่งทำการตรวจร่างกายผู้เสียหายมักเป็นพยานที่มาเบิกความภายหลังผู้เสียหายและพยานบุคคลอื่น ดังนั้น ฝ่ายจำเลยจึงต้องให้ความสำคัญกับการซักถามหรือถามค้านทั้งผู้เสียหายและแพทย์อย่างละเอียด หากผู้เสียหายให้การอันไม่ตรงกับข้อเท็จจริง คำให้การนั้นมักจะขัดแย้งกับหลักการทางการแพทย์หรือนิติวิทยาศาสตร์ การซักถามแพทย์จึงต้องมุ่งไปที่หลักการทางการแพทย์ เพื่อเปรียบเทียบกับคำให้การของผู้เสียหายและชี้ให้ศาลเห็นถึงความไม่สอดคล้องกัน

          ประเด็นที่ควรนำมาซักถามหรือถามค้าน ได้แก่

  • ลักษณะบาดแผลและความเป็นไปได้ในการเกิดบาดแผล ทั้งบริเวณอวัยวะเพศและส่วนอื่นของร่างกาย โดยเปรียบเทียบกับคำให้การของผู้เสียหาย
  • ขั้นตอนการตรวจร่างกายและการซักประวัติของแพทย์นิติเวช
  • แพทย์ต้องตรวจบริเวณร่างกายที่มีการอ้างว่าถูกทำร้ายทุกครั้ง
  • การขอหมายเรียกเวชระเบียนการตรวจร่างกายฉบับสมบูรณ์มาแสดงต่อศาล
  • การเก็บรักษาเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่อ้างว่ามีการต่อสู้ขัดขืน
  • การเก็บพยานวัตถุหรือร่องรอยการต่อสู้ในที่เกิดเหตุ
  • การตรวจร่างกายของจำเลย เพื่อเปรียบเทียบกับพฤติการณ์การต่อสู้ที่ถูกกล่าวอ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2533

          ผู้เสียหายเบิกความด้วยว่าเมื่อวันที่1 พฤศจิกายน 2530 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งหนึ่งโดยจำเลยจับมือทั้งสองของผู้เสียหายและเหวี่ยงบังคับกดลงกับพื้นผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน แต่จำเลยยิ่งออกแรงมาก ทุกครั้งที่เหวี่ยงผู้เสียหายก็กระเด็น ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนและต่อสู้นานประมาณ15 นาที จำเลยจึงกดทับตัวผู้เสียหายให้นอนหงายและข่มขืนผู้เสียหายผู้เสียหายรู้สึกเจ็บไปหมด ผู้เสียหายดิ้นและกลัวตาย รู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศและพบว่ามีเลือดไหลออกมามากจนเปรอะเปื้อนพื้นกระดานจำเลยเอาน้ำจากห้องน้ำมาล้างเลือดที่เปรอะเปื้อนพื้นกระดานส่วนผู้เสียหายลุกไม่ไหว จนกระทั่งรุ่งเช้าผู้เสียหายลุกขึ้นยังเดินเซจะเข้าห้องน้ำจนจำเลยต้องช่วยประคอง แต่นายแพทย์สุเทพแสงดารา พยานโจทก์เบิกความว่าได้ตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายเมื่อวันที่5 พฤศจิกายน 2530 หลังผู้เสียหายถูกข่มขืนเพียง 5 วัน เมื่อตรวจภายในอวัยวะเพศผู้เสียหายไม่พบรอยฉีกขาดหรือฟกช้ำตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ก็ระบุว่าไม่พบรอยฉีกขาดใด ๆจึงน่าสงสัยว่าที่ผู้เสียหายเบิกความว่ามีเลือดไหลออกมานั้นจะไม่เป็นความจริง

หมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2533

          การพิสูจน์ว่าจำเลยข่มขืนผู้เสียหายหรือไม่ พยานที่ชี้ชัดที่สุดก็คือการตรวจร่างกายผู้เสียหายภายหลังเกิดเหตุว่ามีร่องรอยของการข่มขืนหรือไม่ เช่น อาจมีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้รอยฟกช้ำที่ถูกจำเลยทำร้าย หรือร่องรอยไปปรากฏที่ตัวจำเลยเช่นรอยขีดข่วนจากเล็บมือของผู้เสียหาย แต่อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมประกอบด้วยเสมอ โดยเฉพาะการที่ผู้เสียหายยินยอมไปกับจำเลยตั้งแต่แรกหรือไม่ เพราะหากผู้เสียหายไม่ยอมแต่แรกแล้วถ้าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมง่ายที่จะฟังว่าจำเลยข่มขืนผู้เสียหาย แต่กรณีที่ผู้เสียหายยินยอมไปกับจำเลยแต่แรกนั้นไม่แน่เสมอไปที่จะยอมร่วมประเวณีกับจำเลยด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2558

          เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย ปรากฏว่ากางเกงชั้นใน เสื้อชั้นใน และกระโปรงของโจทก์ร่วมฉีกขาดสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ร้อยตำรวจเอกนนท์ชัยและรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งกระทำตอนเย็นของวันเกิดเหตุว่า พยานได้สอบประวัติของโจทก์ร่วมโดยผ่านล่าม โจทก์ร่วมได้ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราภายในห้องพัก 2 ครั้ง ตามรายงานตรวจพิสูจน์ของแพทย์ยังปรากฏว่า ตามร่างกายของโจทก์ร่วมมีบาดแผลถลอกที่สะบักซ้ายจำนวนสองแผล ที่ต้นแขนสองแผล ที่ปลายแขนซ้าย ที่หลังมือซ้าย ที่บ่าซ้าย มีบาดแผลฟกช้ำที่ปลายแขนขวา ที่เข่าทั้งสองข้าง ที่ต้นขาซ้ายและข้อเท้าขวา การที่โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ไม่น่า จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19960/2555

          ประกอบกับการตรวจร่างกายผู้เสียหายของนายแพทย์ ท. ที่ไม่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ทำให้เชื่อว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2560

          พลตำรวจตรี พ. แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเบิกความว่า ตามปกติการมีเพศสัมพันธ์ไม่จำต้องมีบาดแผลที่อวัยวะเพศ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะละมุนละม่อมโดยสมัครใจยินยอมของผู้เสียหาย มิได้กระทำในลักษณะข่มขืนหรือกระทำอย่างรุนแรง จึงไม่ปรากฏบาดแผลที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายดังที่พลตำรวจตรี พ. พยานโจทก์เบิกความ

ขั้นตอนการสู้คดีและเตรียมตัวเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา

1. ตั้งสติและรวบรวมข้อมูล

          เมื่อทราบว่าตนเองอาจตกเป็นผู้ต้องหา สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ และหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น การตอบโต้ข้อความทางแชท การไปให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวน หรือการยินยอมจ่ายเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ เนื่องจากการกระทำเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้ และควรรีบติดต่อทนายความเพื่อเตรียมรับมือกับคดีโดยเร็ว ทนายความจะทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยอาศัยแนวทางการวิเคราะห์คดีตามที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาเองก็ควรตั้งสติและพยายามรวบรวมรายละเอียดเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะหากปล่อยเวลาผ่านไปนาน รายละเอียดบางประการอาจเลือนหายหรือคลาดเคลื่อนได้

2. รีบเก็บพยานหลักฐาน

การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพยานหลักฐานบางประเภท หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจสูญหาย ถูกลบ หรือไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

          พยานหลักฐานที่ควรเตรียม ได้แก่

  1. หลักฐานการสนทนาระหว่างคู่กรณีผ่านสื่อออนไลน์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ
  2. ภาพหรือคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในช่วงวันและเวลาที่เกี่ยวข้อง โดยไล่ตั้งแต่เริ่มพบกันจนถึงหลังเกิดเหตุ
  3. พยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์หรือเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเหตุการณ์ จนถึงภายหลังเกิดเหตุ
  4. หลักฐานจากสื่อสังคมออนไลน์ของผู้เสียหาย ควรจัดเก็บตั้งแต่ระยะแรกก่อนมีการลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล
  5. เวชระเบียนการตรวจร่างกายผู้เสียหายในรายละเอียดทั้งหมด
  6. คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน
  7. คำให้การหรือการแสดงความเห็นของผู้เสียหายผ่านสื่อ หรือการไปร้องเรียนต่อหน่วยงานหรือสถานที่ต่าง ๆ
  8. เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี ตามกระบวนการกฎหมาย

          เมื่อมีการเตรียมข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล โดยสามารถศึกษาแนวทางและขั้นตอนการต่อสู้คดีอาญาได้จากคลิปนี้ (https://www.youtube.com/watch?v=ty-VnsW2rwk)

บทสรุป

          คดีข่มขืนเป็นคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง การต่อสู้คดีในกรณีที่ยืนยันว่าเป็นการยินยอม จำเป็นต้องอาศัยการซักถามและพยานหลักฐานจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด หากคำให้การของผู้เสียหายขัดแย้งกับเหตุผลหรือพยานหลักฐานอื่น ศาลอาจลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาควรตั้งสติ ปรึกษาทนายความ และรีบรวบรวมพยานหลักฐานโดยเร็วเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองครับ

          ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ajS6vyYB100 

Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น