คู่มือปฏิบัติงานของทนายความ

การขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาในคดี : “สิทธิ” ที่ต้องแลกด้วย “เสี่ยงคุก”

บทนำ

          ในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ผลแพ้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ความพร้อมของคู่ความหรือพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้น แต่ยังมี “องค์ประกอบสำคัญ” อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี เพราะผู้พิพากษาเป็นผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อเท็จจริง รับฟังพยานหลักฐาน และตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทในท้ายที่สุด

          ดังนั้นจึงเกิดคำถามสำคัญว่า…

ถ้าคู่ความไม่มั่นใจในผู้พิพากษาที่กำลังพิจารณาคดีอยู่

สามารถ “ขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา” ได้หรือไม่?

           บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจแบบชัดเจน ทั้งในด้านกฎหมาย ขั้นตอน และความเสี่ยงที่ควรระวัง

เหตุเฉพาะที่จะขอคัดค้านหรือตั้งรังเกียจได้

          ตามกฎหมาย คู่ความสามารถคัดค้านผู้พิพากษาได้ แต่ต้องมี “เหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน” ไม่ใช่เพียงเพราะความรู้สึกไม่พอใจหรือไม่มั่นใจโดยไม่มีมูล

          โดยเหตุคัดค้านผู้พิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 มีทั้งหมด 7 กรณี ดังนี้

  1. ถ้ามีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น

  2. ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

  3. ถ้าเป็นผู้ที่ถูกอ้างเป็นพยาน หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวข้องกับคดี

  4. ถ้าเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือทนายความของคู่ความฝ่ายใด

  5. ถ้าเคยนั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่น หรือเป็นอนุญาโตตุลาการ

  6. ถ้ามีคดีพิพาทอื่นระหว่างผู้พิพากษานั้นเอง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมาของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่งกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

  7. ถ้าเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11

          เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้นอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้

          (1) ถ้าผู้พิพากษานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น

          (2) ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือว่าเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น

          (3) ถ้าเป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับคดีนั้น

          (4) ถ้าได้เป็นหรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนหรือได้เป็นทนายความของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว

          (5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาลอื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว

          (6) ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาซึ่งผู้พิพากษานั้นเอง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมาของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่ง พิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่ความฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง

          (7) ถ้าผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 27

          ผู้พิพากษาในศาลใดซึ่งชำระคดีอาญา จะถูกตั้งรังเกียจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งบัญญัติไว้ในเรื่องนั้นก็ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2538

          ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คนหนึ่งที่พิพากษาคดีนี้เคยพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่20555/2529ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์กับผู้ร้องสอดพิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกการที่ผู้พิพากษาคนนั้นพิพากษาคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์จึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา11(5)นั้นเห็นว่าคดีดังกล่าวโจทก์กับผู้ร้องสอดพิพาทกันเกี่ยวกับเรื่องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแต่คดีนี้โจทก์กับผู้ร้องสอดพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกคดีทั้งสองเรื่องเพียงแต่เกี่ยวข้องกันมิใช่คดีเดียวกันโจทก์จะยกขึ้นมาเป็นเหตุคัดค้านผู้พิพากษาที่พิพากษาคดีนี้ในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา11(5)หาได้ไม่ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”

เหตุอย่างอื่นที่อาจจะทำให้เสียความยุติธรรมซึ่งเป็นเหตุทั่วไป

          นอกจากเหตุคัดค้านผู้พิพากษาแบบเฉพาะตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 แล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถคัดค้านผู้พิพากษาได้ในกรณีที่มี “เหตุทั่วไป” ซึ่งอาจกระทบต่อความยุติธรรมของคดี โดยเหตุประเภทนี้บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 12 และสามารถนำมาใช้ในคดีอาญาได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 27

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 12

          เมื่อศาลใดมีผู้พิพากษาแต่เพียงคนเดียว ผู้พิพากษานั้นอาจถูกคัดค้านด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตราก่อนนั้นได้ หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป

          กล่าวอีกอย่างคือ เหตุทั่วไปเป็นเหตุที่ไม่อยู่ใน 7 ข้อของมาตรา 11 แต่หากผู้พิพากษานั่งพิจารณาต่อไปแล้วอาจทำให้เกิดความคลางแคลงใจในความเป็นกลาง ก็สามารถใช้เป็นเหตุคัดค้านได้

          เหตุทั่วไปตามมาตรา 12 ตามคำอธิบายประมวลจริยธรรมตุลาการ มีลักษณะกว้างและขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี เช่น

  • ผู้พิพากษาเป็นเพื่อนสนิทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

  • ผู้พิพากษาเคยมีปัญหาข้อพิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน

  • ผู้พิพากษาเคยเป็นคู่หมั้นหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดกับคู่ความ

  • ผู้พิพากษาเคารพนับถือคู่ความฝ่ายหนึ่งเสมือนญาติ

  • หรือมีเหตุอื่นใดที่อาจทำให้เกิดความไม่เหมาะสมหรือความสงสัยในความเป็นกลาง

          ซึ่งทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เหตุโดยตรงตามมาตรา 11 แต่เพียงพอที่จะทำให้คู่ความเกิดความไม่มั่นใจในความยุติธรรมของกระบวนพิจารณาได้

การขอถอนตัวของผู้พิพากษา

นอกจากการคัดค้านผู้พิพากษาโดยคู่ความแล้ว กฎหมายยังวางหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การถอนตัวของผู้พิพากษาเอง ในกรณีที่มีเหตุอันอาจทำให้ถูกคัดค้านได้ เพื่อรักษาความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของกระบวนพิจารณา กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้พิพากษาสามารถขอถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีได้โดยสมัครใจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13

          ถ้ามีเหตุที่จะคัดค้านได้อย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาคนใดที่นั่งในศาล

          (1) ผู้พิพากษานั้นเองจะยื่นคำบอกกล่าวต่อศาลแสดงเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้าน แล้วขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีนั้นก็ได้

ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 14

          ผู้พิพากษาพึงถอนตัวจากการพิจารณาและพิพากษาคดี เมื่อมีเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้านได้ตามกฎหมาย หรือเมื่อมีเหตุประการอื่นที่เกี่ยวกับตัวผู้พิพากษาอันอาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเสียความยุติธรรม และจักต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการจูงใจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้นในภายหลังในประการที่อาจทำให้เสียความยุติธรรมได้

ตามคำอธิบาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ได้อธิบายหลักปฏิบัติในเรื่องการถอนตัวของผู้พิพากษาไว้โดยสรุปว่า

    • โดยปกติแล้ว หากผู้พิพากษาทราบว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ผู้พิพากษาพึงถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีนั้น แม้จะยังไม่มีฝ่ายใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาก็ตาม

    • ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา หากเหตุที่ยกขึ้นมีมูลหรือมีน้ำหนักเพียงพอ ผู้พิพากษามักจะขอถอนตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความคลางแคลงใจในความเป็นกลางของศาล

    • อย่างไรก็ตาม หากคำร้องคัดค้านนั้นไม่มีมูล ไม่มีเหตุอันสมควร หรือเป็นการยื่นเพื่อประวิงคดี กลั่นแกล้ง หรือกระทำโดยไม่สุจริต ผู้พิพากษาย่อมไม่ถอนตัว และจะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการไต่สวนคำร้องตามขั้นตอนต่อไป

หน้าที่หลังการถอนตัวของผู้พิพากษา

Duty of Non-Interference – ห้ามก้าวก่าย

          เมื่อผู้พิพากษาตัดสินใจ ถอนตัวออกจากการพิจารณาคดี เพราะตนเองทราบเหตุที่อาจถูกคัดค้าน และเห็นว่ามีมูลตามกฎหมาย หลักจริยธรรมตุลาการก็ยังกำหนดหน้าที่ของผู้พิพากษาไว้ชัดเจนภายหลังการถอนตัว

          ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 14 กำหนดไว้ชัดว่า หลังจากถอนตัวแล้ว ผู้พิพากษาย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอีกประการหนึ่ง คือ หน้าที่ในการไม่ก้าวก่าย หรือที่เรียกว่า Duty of Non-Interference

สิ่งที่ผู้พิพากษาไม่ควรกระทำหลังถอนตัว

1. ห้ามจูงใจหรือโน้มน้าว

          ผู้พิพากษาที่ถอนตัวแล้วต้องไม่กระทำการใดๆ ซึ่งเป็นการชี้นำ โน้มน้าว หรือจูงใจผู้พิพากษาท่านอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาที่จะมารับสำนวนแทน หรือผู้ที่ยังอยู่ในการพิจารณา ก่อนหรือระหว่างการพิจารณา

2. ห้ามแสดงความคิดเห็นต่อคดี

          การแทรกแซงด้วยคำพูด ท่าที หรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจส่งผลต่อการไต่สวน หรือชี้นำให้คู่ความหรือผู้พิพากษารับคดีไปในทิศทางที่ไม่เป็นกลาง

3. รักษาความยุติธรรมของกระบวนการ

          หลักนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาคดีจะไม่ถูกกระทบจากอิทธิพลภายนอก และผู้พิพากษาที่ถอนตัวยังคงต้องรักษาคุณธรรมแห่งตุลาการ

          ประมวลจริยธรรมตุลาการและการดำเนินการทางวินัย : https://anyflip.com/pryuw/xgea/basic

วิธีการและขั้นตอนการยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาหรือตั้งรังเกียจ

          เมื่อคู่ความเห็นว่ามีเหตุอันอาจทำให้ผู้พิพากษาไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ กฎหมายเปิดช่องให้สามารถยื่นคำร้อง คัดค้านผู้พิพากษา หรือ ตั้งรังเกียจ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยขั้นตอนสำคัญปรากฏใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13 และมาตรา 14 และใช้กับคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 27

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13

          ถ้ามีเหตุที่จะคัดค้านได้อย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาคนใดที่นั่งในศาล

          (1) ผู้พิพากษานั้นเองจะยื่นคำบอกกล่าวต่อศาลแสดงเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้าน แล้วขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีนั้นก็ได้

          (2) คู่ความที่เกี่ยวข้องอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล แต่ถ้าตนได้ทราบเหตุที่พึงคัดค้านได้ก่อนวันสืบพยาน ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้านเสียก่อนวันสืบพยานนั้น หรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านได้ในระหว่างพิจารณา ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้านไม่ช้ากว่าวันนัดสืบพยานครั้งต่อไป แต่ต้องก่อนเริ่มสืบพยานเช่นว่านั้น

          เมื่อได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ศาลงดกระบวนพิจารณาทั้งปวงไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีคำชี้ขาดในเรื่องที่คัดค้านนั้นแล้ว แต่ความข้อนี้มิให้ใช้แก่กระบวนพิจารณาซึ่งจะต้องดำเนินโดยมิชักช้า อนึ่ง กระบวนพิจารณาทั้งหลายที่ได้ดำเนินไปก่อนได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี และกระบวนพิจารณาทั้งหลายในคดีที่จะต้องดำเนินโดยมิชักช้า แม้ถึงว่าจะได้ดำเนินไปภายหลังที่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี เหล่านี้ย่อมสมบูรณ์ไม่เสียไป เพราะเหตุที่ศาลมีคำสั่งยอมฟังคำคัดค้าน เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดไว้ในคำสั่งเป็นอย่างอื่น

          ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาคนเดียว และผู้พิพากษาคนนั้นถูกคัดค้าน หรือถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาทั้งหมดถูกคัดค้าน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตามลำดับเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน

          ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาที่มิได้ถูกคัดค้านรวมทั้งข้าหลวงยุติธรรม ถ้าได้นั่งพิจารณาด้วยมีจำนวนครบที่จะเป็นองค์คณะและมีเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ ให้ศาลเช่นว่านั้นเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน แต่ในกรณีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวจะชี้ขาดคำคัดค้าน ห้ามมิให้ผู้พิพากษาคนนั้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน โดยผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งหรือข้าหลวงยุติธรรมมิได้เห็นพ้องด้วย

          ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาที่มิได้ถูกคัดค้าน แม้จะนับรวมข้าหลวงยุติธรรมเข้าด้วย ยังมีจำนวนไม่ครบที่จะเป็นองค์คณะและมีเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ หรือถ้าผู้พิพากษาคนเดียวไม่สามารถมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้านเสียด้วยความเห็นพ้องของผู้พิพากษาอีกคนหนึ่ง หรือข้าหลวงยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตามลำดับเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14

          เมื่อได้มีการร้องคัดค้านขึ้น และผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านไม่ยอมถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดี ให้ศาลฟังคำแถลงของคำคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องและของผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้าน กับทำการสืบพยานหลักฐานที่บุคคลเหล่านั้นได้นำมาและพยานหลักฐานอื่นตามที่เห็นสมควร แล้วออกคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านนั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด

          เมื่อศาลที่ผู้พิพากษาแห่งศาลนั้นเองถูกคัดค้าน จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านนั้นนั่งหรือออกเสียงกับผู้พิพากษาอื่น ๆ ในการพิจารณาและชี้ขาดคำคัดค้านนั้น

          ถ้าผู้พิพากษาคนใดได้ขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีก็ดี หรือศาลได้ยอมรับคำคัดค้านผู้พิพากษาคนใดก็ดี ให้ผู้พิพากษาคนอื่นทำการแทนตามบทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

1. การยื่นคำร้องคัดค้านต้องทำเป็น “คำร้อง” ต่อศาล

          คู่ความที่เกี่ยวข้องสามารถยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างได้ โดยต้องจัดทำเป็น คำร้องยื่นต่อศาล ไม่ใช่เพียงกล่าวอ้างด้วยวาจา

2. ต้องบรรยายเหตุคัดค้านให้ชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด

          คำร้องต้องระบุเหตุให้ชัดเจนว่าเข้าลักษณะตามเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุคัดค้านเฉพาะ 7 กรณีตามมาตรา 11 หรือเหตุอื่นอันมีสภาพร้ายแรงตามมาตรา 12 ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าเหตุที่ยกขึ้นมีมูลเพียงพอหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2532

          ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่คัดค้านผู้พิพากษาทุกคนที่จะทำการพิจารณาคดีโจทก์ในศาลชั้นต้น ด้วยเหตุคำคัดค้านไม่ต้องด้วยบทบัญญัติเรื่องการคัดค้านผู้พิพากษา ดังนี้เท่ากับเป็นการไม่รับคำคัดค้านไว้พิจารณา มิใช่เป็นการสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ส่งสำนวนไปให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าวินิจฉัย ตามมาตรา 13 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวนั้นชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 87/2565

           ตามคำร้องของโจทก์ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นแทน ณ. ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าที่ ณ. นั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1163/2561 ซึ่งแม้จะเป็นคู่ความเดียวกันด้วยนั้น มีพฤติกรรมอย่างไรที่ ณ. อาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีนี้เสียความยุติธรรมไปอย่างไรด้วย แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำร้องว่าขออนุญาตนำสืบในรายละเอียดชั้นไต่สวนคำร้องต่อไป แต่เมื่อคำร้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (5) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่ามีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่โจทก์จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2565

          ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ารับผิดชอบสำนวนคดีนี้แทน ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ณ. มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนี้อย่างไรหรือมีเหตุการณ์อื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไปอย่างไร อันเป็นเหตุตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้เพื่อคัดค้านผู้พิพากษา แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า รายละเอียดจำเลยที่ 1 ขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้และหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องเพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาก็ตาม แต่เมื่อคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14

3. ต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยาน

          คู่ความต้องยื่นคำร้องคัดค้าน ก่อนวันสืบพยาน หากทราบเหตุคัดค้านตั้งแต่ต้น แต่หากเพิ่งทราบเหตุในระหว่างการพิจารณา ก็สามารถยื่นภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยื่นไม่ช้ากว่าวันนัดสืบพยานครั้งต่อไป และต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยานในวันนั้น หลักเกณฑ์นี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เช่น หากคู่ความทราบเหตุอยู่แล้วแต่ไม่ยื่นตั้งแต่แรก แล้วรอจนกระทั่งสืบพยานไปเห็นแนวโน้มว่าตนอาจแพ้คดี จึงค่อยมายื่นคำร้องภายหลังเพื่อประวิงคดี

4. เมื่อยื่นคำร้องแล้ว ศาลต้องงดกระบวนพิจารณาไว้ก่อน

          เมื่อมีการยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลจะต้อง งดกระบวนพิจารณาทั้งปวงไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำชี้ขาดในเรื่องคำคัดค้านนั้น

5. กระบวนพิจารณาที่ทำไปก่อนหน้า ยังสมบูรณ์อยู่

          กระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินไปก่อนยื่นคำร้องคัดค้าน ยังคงถือว่า สมบูรณ์และใช้ได้ ไม่เสียไปเพียงเพราะมีการคัดค้านภายหลัง

6. ผู้มีอำนาจชี้ขาดคำคัดค้าน

          โดยหลัก หากผู้พิพากษาถูกคัดค้าน คำคัดค้านจะต้องได้รับการชี้ขาดโดย ศาลที่มีอำนาจสูงกว่า ตัวอย่างเช่น ศาลจังหวัดมีอำนาจสูงกว่าศาลแขวง ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสูงกว่าศาลจังหวัด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากคำร้องไม่ครบถ้วนหรือไม่เข้าเกณฑ์ ศาลอาจไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ตั้งแต่ต้น แต่หากศาลรับคำร้องแล้ว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนและให้ศาลที่มีอำนาจชี้ขาดตามลำดับชั้นต่อไป

7. หากผู้พิพากษาขอถอนตัวเอง คำร้องยุติได้ทันที

          ในกรณีที่ผู้พิพากษาบอกกล่าวขอถอนตัวตามมาตรา 13(1) ก็ถือว่าไม่จำเป็นต้องดำเนินการไต่สวนคำคัดค้านต่อไป

8. หากผู้พิพากษาไม่ถอนตัว จะมีการไต่สวนคำร้อง

          หากผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านไม่ยอมถอนตัว ศาลจะต้องดำเนินการไต่สวน โดย

    • ฟังคำแถลงของคู่ความ

    • ฟังคำชี้แจงของผู้พิพากษา

    • รับฟังพยานบุคคลและพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย

          จากนั้นจึงมีคำสั่งชี้ขาดว่าจะยอมรับหรือยกคำคัดค้าน

9. คำสั่งชี้ขาดเป็นที่สุด

          คำสั่งของศาลในเรื่องคำคัดค้านผู้พิพากษาถือว่า เป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้

10. หากถอนตัวหรือศาลชี้ขาดตามคำคัดค้าน จะมีผู้พิพากษาใหม่ทำหน้าที่แทน

          เมื่อผู้พิพากษาถอนตัว หรือศาลมีคำสั่งชี้ขาดคำคัดค้าน จะต้องมีการแต่งตั้งผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ามาพิจารณาคดีแทน ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

11. คู่ความไม่สามารถเลือกตัวผู้พิพากษาได้

          แม้จะมีการถอนตัวหรือเปลี่ยนผู้พิพากษา คู่ความไม่มีสิทธิเลือกว่าต้องการให้ผู้พิพากษาท่านใดมานั่งพิจารณาแทน

การจัดสำนวนและการมอบหมายคดีเป็นดุลพินิจและหน้าที่ของหัวหน้าศาลตามระบบการบริหารงานศาล

ข้อควรระมัดระวังในการยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา

          แม้ว่าการยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาจะเป็นสิทธิของคู่ความตามกฎหมาย แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำด้วยความสุจริตและระมัดระวังอย่างยิ่ง หากเนื้อหาในคำร้องมีถ้อยคำรุนแรง ใช้คำกล่าวหาเกินสมควร หรือกล่าวหาผู้พิพากษาโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ศาลอาจเห็นว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของศาล และอาจเข้าข่าย ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งมีโทษถึงขั้นถูกกักขังหรือจำคุกได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31

          ผู้ใดกระทำการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

          (1) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตราก่อนอันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย หรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3818/2533

          คำร้องคัดค้านผู้พิพากษานั้น ผู้ร้องคัดค้านย่อมมีสิทธิโดยชอบและกรณีมีความจำเป็นต้องกล่าวถึงข้อมูลตามความจริงที่ปรากฏขึ้นในคดีนั้น แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาเรียงข้อความในคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาว่า ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนผู้พิจารณาคดี ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่เป็นกลางอย่างเที่ยงธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายโดยเฉพาะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองโดยทุจริตธรรมเพราะมีอคติต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายอันมีสภาพร้ายแรงทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป ฯลฯ ไม่รับบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1อันดับ 2 และ 3 ของโจทก์ด้วยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองซึ่งตามทางไต่สวนก็ปรากฏเพียงว่า เดิมศาลสั่งรับบัญชีพยานเพิ่มเติมของโจทก์ไว้แล้ว ต่อมา 2-3 วัน จึงแก้ไขคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับบัญชีพยานอันดับ 2 และ 3 การแก้ไขคำสั่งจึงไม่มีเหตุอันมีสภาพร้ายแรงดังที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้อง และผู้ถูกกล่าวหาเรียงข้อความเกินไปจากความจริง หากผู้ถูกกล่าวหาไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลดังกล่าวก็สามารถโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ตามกระบวนพิจารณา การที่ผู้ถูกกล่าวหาเรียงข้อความตามคำร้องดังกล่าวจึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล โทษที่จะรอการลงโทษได้ต้องเป็นโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังไปแล้ว จึงจะรอการลงโทษไม่ได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5494/2562 

           บทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ.เป็นกฎหมายพิเศษที่ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีผู้กระทำการละเมิดอำนาจศาล  มิใช่การดำเนินคดีอาญาทั่วไป  และกรณีมิใช่การสืบพยานปกติ  แต่เป็นการไต่สวนด้วยการสอบข้อเท็จจริง  และการจะสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือผู้เกี่ยวข้องคนใด  จำนวนมากน้อยเพียงใด  เป็นดุลพินิจของศาล  เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความชัดเจนพอจะวินิจฉัยได้ก็ยุติการสอบถามและมีคำสั่งได้  การที่ศาลชั้นต้นมิได้นำผู้กล่าวหามาสอบถาม  แต่ได้สอบถาม พ.เจ้าหน้าที่ผู้รับคำร้องและทำบันทึกกับสอบถามจำเลย  ทนายโจทก์ทั้งหก  และผู้ถูกกล่าวหา  เพื่อให้โอกาสได้แก้ตัวแล้ว  จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบ

          การกล่าวหาผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าไม่สุจริตโดยอาศัยความเข้าใจและความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวหาเองโดยไม่มีมูลข้อเท็จจริงอย่างเลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐาน  เป็นเรื่องร้ายแรงส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของศาล  ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือ  ผู้ถูกกล่าวหาเป็นทนายความย่อมทราบดี  เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล  เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 31(1) มิใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต

คำแนะนำในการยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา

          เนื่องจากการคัดค้านผู้พิพากษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณา คู่ความจึงควรใช้สิทธินี้ด้วยความระมัดระวัง โดยมีข้อแนะนำสำคัญดังนี้

1. ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ

          การยื่นคำร้องควรกระทำเฉพาะเมื่อมีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ไม่ควรยื่นเพียงเพราะความไม่พอใจหรือความรู้สึกส่วนตัว

2. หากเป็นเหตุชัดเจนตามมาตรา 11 อาจปรึกษาให้ผู้พิพากษาถอนตัวก่อน

          ในกรณีที่เหตุคัดค้านมีความชัดเจนตามมาตรา 11 คู่ความอาจขอหารือหรือแจ้งให้ผู้พิพากษาพิจารณาถอนตัวเองก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและลดความตึงเครียดในกระบวนการ

3. คำร้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงอย่างละเอียดครบถ้วน

          เนื้อหาคำร้องควรจัดทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย รวมถึงระเบียบและแนวปฏิบัติของตุลาการ เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาได้ชัดเจน

4. ต้องบรรยายตามความเป็นจริง ห้ามกล่าวหาเกินข้อเท็จจริง

          คู่ความต้องระมัดระวังไม่บรรยายเพิ่มเติม เสริมแต่ง หรือกล่าวหาโดยไม่มีมูล

          ดังนั้น หากคู่ความมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีเหตุเข้าตามกฎหมาย และบรรยายข้อเท็จจริงอย่างสุภาพตรงไปตรงมา การใช้สิทธินี้ควรกระทำด้วยความระมัดระวังและสุจริต เพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายอื่น ๆ

ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/-xC6_rBJJ7A





 

 

 





Express your opinion about this article

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทร 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - @srisunglaw (มี @ข้างหน้า)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น