บทความกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา

ตัวอย่างการฟ้องคดียักยอก Ep.4 ตอน ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ ศึกษาตัวอย่างและแนวทางการดำเนินคดีจากประสบการณ์จริง

ตัวอย่างการฟ้องคดียักยอกในตอนนี้ เป็นคดีที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย คือเป็นเรื่อง “ ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ “ 

โดยเป็นเรื่องของผู้จัดการมรดก ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้มีอำนาจหน้าที่ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่ไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้กับทายาท และกลับเบียดบังทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของตนเอง หรือของบุคคลอื่น 

ทั้งนี้เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายทรัพย์สินของบุคคลนั้นย่อมตกทอดได้แก่ทายาท (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599) 

ถึงแม้กฎหมายจะเขียนว่า ทรัพย์มรดกตกทอดได้แก่ทายาททันที่ที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่กระบวนการในการแบ่งทรัพย์สินให้กับทายาทนั้น มักจะต้องอาศัยคำสั่งศาลในการตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะดำเนินการให้ได้ 

ตัวอย่างเช่น การโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรืออาคารชุดต่างๆ การเบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคาร การโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หุ้น การโอนทะเบียนรถยนต์ ส่วนใหญ่จะต้องอาศัยคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกในการดำเนินการทั้งสิ้น หากยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก เจ้าหน้าที่มักจะไม่ดำเนินการให้  

ทั้งนี้หากทายาทโดยธรรมมีหลายคน การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอาจจะแต่งตั้งทายาทคนเดียว หรือทายาทหลายคนเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันก็ได้ 

กรณีที่เป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย และทนายความจะต้องพบเจอและแก้ปัญหาดังกล่าว ก็คือ กรณีที่ศาลแต่งตั้งบุคคลคนเดียวเป็นผู้จัดการมรดก 

ไม่ว่าจะเป็นเพราะขณะที่ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ทายาทคนอื่นๆไว้ใจให้เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงคนเดียว จึงได้เซ็นหนังสือให้ความยินยอมในการเป็นผู้จัดการมรดกมาให้ 

หรือเป็นเพราะขณะยื่นคำร้องทายาทคนอื่นๆไม่รู้เรื่อง มีลักษณะเป็นการยื่นคำร้องโดยปกปิดทายาทคนอื่น ทำให้มีผู้คัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก  

เมื่อศาลแต่งตั้งให้บุคคลคนเดียวเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้กับทายาทคนอื่นๆที่เหลือทุกคน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719) 

ดังนั้นการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ไม่ได้แปลว่าผู้จัดการมรดกเป็นคนที่มีสิทธิรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว แต่หมายความว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจและหน้าที่ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเท่านั้น 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว และมีอำนาจในการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท  มักจะเกิดเหตุการณ์ที่ผู้จัดการมรดกทำผิดหน้าที่ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ทำโอนยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินต่างๆของผู้ตายไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

 เช่น  การโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองแต่เพียงคนเดียว หรือโอนไปให้ผู้อื่นโดยทุจริต  การขายทรัพย์มรดกและนำเงินที่ได้ไปใช้แต่เพียงผู้เดียวไม่แบ่งปันทายาท เป็นต้น 

การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ที่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นที่จะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ( ยกเว้นแต่บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน )

ยังถือว่าเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และเป็นการเบียดบังยักยอกมรดกเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352-354 อีกด้วย 

ซึ่งทายาทโดยธรรมที่ได้รับความเสียหาย อาจใช้สิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีหรือแจ้งความดำเนินคดีได้ ภายในกำหนดอายุความ 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำความผิด 

โดยในวันนี้ผมได้นำตัวอย่างการฟ้องร้องดำเนินคดี  มาเผยแพร่ให้ดูครับ

โดยคดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อมารดาโจทก์และจำเลยเสียชีวิต โจทก์ไว้วางใจให้จำเลย เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำเลยกลับไปโอนทรัพย์สินมรดกคือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว  โดยได้แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่ง สละสิทธิ์และไม่ประสงค์รับมรดก 

แล้วหลังจากนั้นก็ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับธนาคาร 

โจทก์มาทราบภายหลัง เมื่อธนาคารมาสำรวจที่ดิน และแจ้งว่าจะดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีเอากับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน 

โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความไปทำการตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดิน จึงทราบว่าทรัพย์มรดกได้ถูกโอนและนำไปจำนองต่ออีกทอดหนึ่งแล้ว 

ในกรณีนี้การฟ้องเพิกถอนการจำนอง เป็นไปได้ยากมาก เพราะธนาคารย่อมถือว่าเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน รับจำนองไว้โดยสุจริต 

ผมจึงได้ใช้วิธียื่นฟ้องคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดก และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน (ในส่วนที่แจ้งข้อความกับเจ้าพนักงานที่ดินว่าฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์รับมรดก) 

สุดท้ายเมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงได้เข้ามาไกล่เกลี่ยกับโจทก์โดยการหาเงินมาชำระหนี้จำนองและแบ่งที่ดินให้กับโจทก์ ทำให้คดีสิ้นสุดลง จึงทำให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็วครับ

ตัวอย่างคำฟ้อง ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ 1

ตัวอย่างคำฟ้อง 1

คำฟ้อง 2

คำฟ้อง 2

คำฟ้อง 3

คำฟ้อง 3

คำฟ้อง 4

คำฟ้อง 4

คำฟ้อง 5

คำฟ้อง 5

คำฟ้อง 6

คำฟ้อง 6

คำขอท้ายฟ้อง

คำขอท้ายฟ้อง

สรุป

สำหรับข้อสังเกตในการฟ้องร้องดำเนินคดีประเภทนี้ ก็คือ

1.ธรรมดาแล้วมักจะฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาไปพร้อมกัน โดยในกรณีที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์สินเป็นของตนเอง และยังไม่ได้โอนต่อไปให้บุคคลอื่น จะฟ้องเป็นเรื่องการเพิกถอนการทำนิติกรรมควบคู่ไปด้วยเสมอ 

2.แต่หากมีการโอนไปยังบุคคลภายนอก หรือทำการขายฝากหรือจดจำนองไว้กับบุคคลภายนอกแล้ว อาจจะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกกระทำการโดยไม่สุจริต หรือเป็นนิติกรรมที่ไม่มีค่าตอบแทน 

3.การฟ้องร้องดำเนินคดีจะต้องทำภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำความผิด ควรจะใช้วิธีแจ้งความหรือฟ้องร้องดำเนินคดีก็แล้วแต่ความสะดวกและรูปคดี

4.นอกจากการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมแล้ว มักจะมีการยื่นคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและขอตั้งผู้จัดการมรดกแทนที่เข้าไปด้วย  แต่ก็ต้องดูว่ายังเหลือทรัพย์สินมรดกส่วนอื่นที่ยังไม่ได้จัดการหรือไม่

หากทรัพย์สินมรดกได้ถูกยักย้ายถ่ายเทโอนไปหมดแล้ว การถอนผู้จัดการมรดกก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะไม่เหลือทรัพย์มรดกให้จัดการแล้ว อาจจะต้องไปเน้นคดีเรื่องการเพิกถอนนิติกรรมและฟ้องขอให้โอนทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกมากกว่าครับ

5. กรณีผู้ตายมีทายาทหลายคน การตัดสินใจขตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันสองคนขึ้น ให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจตัดสินใจกระทำการต่างๆร่วมกัน ไม่ให้คนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการโดยลำพัง ก็เป็นวิธีการที่จะป้องกันปัญหาเช่นนี้ได้เป็นอย่างดีครับ

6. อ่านเพิ่มเติมเรื่องการติดตามทรัพย์มรดกได้ใน 4 วิธีติดตามทรัพย์มรดก เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ยอมโอนทรัพย์สินให้กับทายาท ซึ่งผมได้เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียดครับ

สุดท้ายผมหวังว่า ตัวอย่างและประสบการณ์จากการดำเนินคดีจริงเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ผู้สนใจทุกคนครับ 

 

แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

comments

ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

About ทนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์

ทนายความ/หัวหน้าสำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร โทรศัพท์ 098-2477807 , 087-3357764 ไลน์ id - tanaiekkasit

Related Posts